History of Fashion
หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ (ภาพถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน)
หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ (ภาพถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน)
พระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปของ หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ เมื่อครั้งทรงฉายพระรูปร่วมกัน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๘ ภาพต้นฉบับถ่ายโดยช่างภาพชาวตะวันตก จอห์น ทอมสัน ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ นับเป็นหลักฐานทางภาพถ่ายยุคแรก ๆ ของราชสำนักสยามที่ยังหลงเหลืออยู่
หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าเนตร ประสูติเมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบัว ต้นราชสกุลปัทมสิงห์ อันสืบสายจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ประสูติแต่หม่อมชะมด ธิดาเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ขุนนางเชื้อสายมอญผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติฝ่ายมารดาเชื่อมโยงกับตระกูลคชเสนี และทรงเป็นพระญาติฝ่ายพระชนนีกับกรมพระนเรศรวรฤทธิ์
เมื่อทรงพระเยาว์ มิได้สนพระทัยรับราชการอย่างจริงจัง ครั้นเจริญพระชันษาขึ้นจึงเสด็จไปผนวช ณ เมืองมอญ ทรงห่มจีวรสีแดงก่ำน้ำหมากตามแบบพระรามัญ ครั้นเสด็จนิวัตสู่พระนคร จึงประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนจะย้ายมาประทับ ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดฝ่ายรามัญและมีความผูกพันกับสายสกุลของพระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นถึงความตั้งมั่นในสมณธรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนิตยภัตไตรปีตามแบบอย่างที่พระราชทานแก่หม่อมเจ้าพระผู้ทรงศีลอื่น ๆ
เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๖ เมื่อเกิดเพลิงไหม้พระปรางค์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หม่อมเจ้าพระเนตรทรงเป็นผู้แรกที่เสด็จเข้าไปทอดพระเนตรพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ด้วยทรงห่วงใยในพระพุทธปฏิมาอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้มีความกตัญญูและกล้าหาญ ครั้นถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็น หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ ที่พระราชาคณะ พร้อมพระราชทานนิตยภัตราคาเดือนละ ๔ ตำลึง
ภายหลังประชวรด้วยโรคชรา สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริพระชันษา ๘๑ ปี นับเป็นเจ้านายผู้ทรงพระชันษายืนพระองค์หนึ่งในราชวงศ์จักรี
ส่วนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดากลิ่น เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๙๘ เมื่อแรกประสูติมีพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร เจ้าจอมมารดากลิ่นเป็นธิดาพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ทำให้พระองค์ทรงมีสายสัมพันธ์กับตระกูลคชเสนีเช่นเดียวกัน และมีความคุ้นเคยกับวัดชนะสงครามมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์
นอกจากจะทรงรับราชการในตำแหน่งสำคัญหลายประการ อาทิ เสนาบดีกรมพระนครบาล องคมนตรี และรัฐมนตรีสภาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนายังทรงดำรงตำแหน่งมัคนายกวัดชนะสงครามและวัดบวรนิเวศวิหาร อันสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระองค์กับสถาบันศาสนาและสายสกุลฝ่ายรามัญอย่างแนบแน่น พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ ภายหลังพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ได้อัญเชิญพระอัฐิบรรจุไว้ ณ พระเจดีย์หน้าพระอุโบสถวัดชนะสงคราม ร่วมกับเจ้าจอมมารดากลิ่นและสมาชิกในราชสกุลกฤดากร
วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหารเอง เป็นวัดโบราณสร้างแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า “วัดกลางนา” ครั้นสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดตองปุ” ให้เป็นวัดฝ่ายรามัญ เพื่อเทิดเกียรติทหารรามัญในกองทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทผู้มีชัยเหนือพม่าในสงครามเก้าทัพ พุทธศักราช ๒๓๒๘ และศึกต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ต่อมาจึงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชนะสงคราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะทั้งสามคราวนั้น
วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์สืบต่อมา โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างที่บรรจุพระอัฐิเจ้านายฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การก่อสร้างแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพิธีอัญเชิญพระอัฐิมาประดิษฐานเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๐
พระรูปครั้งนั้นจึงมิได้เป็นเพียงภาพบุคคลสองพระองค์ หากยังสะท้อนเครือญาติ สายสกุล และศรัทธาทางศาสนาฝ่ายรามัญ ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์จักรีจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ อีกด้วย
_____________
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม จวน ศิริสม ฉายา อุฏฺฐายี เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๗ ปี สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ สิริพระชันษา ๗๔ ปี ๑๑ เดือน ๒ วัน
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม อยู่ ช้างโสภา ฉายา ญาโณทโย เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ สิริพระชันษา ๙๐ ปี ๑๖๕ วัน
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
น้อมรำลึกในโอกาสครบ ๕๒ ปี วันสิ้นพระชนม์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทโย/ช้างโสภา ป.ธ.๙) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
พระรูปต้นฉบับฉาย ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๕
พัดยศทางซ้ายคือพัดยศสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกกลากุสโลภาส ภูมิพลมหาราชอนุศาสนาจารย์ กิตติโสภณาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมโศภน วิมลศีลสมาจารวัตร พุทธศาสนิกบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช
พัดยศทางขวาคือพัดยศสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระวันรัต ปริยัติพิพัฒนพงศ์ วิสุทธิสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณะปธานาดิศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม ปลด เกตุทัต ฉายา กิตฺติโสภโณ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี ๑ เดือน ๑๓ วัน สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ สิริพระชันษา ๗๓ ปี ๒๑ วัน
การเสด็จออกทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนา ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
การเสด็จออกทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนา ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
การเสด็จออกทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ นั้น เป็นโอกาสที่สำคัญที่สุด โอกาสหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นการแสดงออกถึงพระราชศรัทธาที่ทรงมีต่อพระพุทธศาสนา และความกตัญญูต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงความงดงามอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างมาก กับทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี และจารีตปฏิบัติในราชสำนัก พระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นจดหมายเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งของช่วงเวลาดังกล่าว
การเสด็จออกทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยทรงพระผนวชขณะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว เฉกเช่นเดียวกับสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีเพียง ๒ พระองค์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์เท่านั้น ในขณะที่พระมหากษัตริย์พระองค์อื่น ล้วนแล้วแต่ได้ทรงบรรพชาอุปสมบทก่อนการเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ เป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๑๔ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ สิริพระชันษา ๘๕ ปี ๑๑ เดือน ๒๐ วัน
พระองค์ได้เป็นพระราชอุปัชฌยาจารย์เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จออกผนวชในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ และในงานฉลองพุทธศตวรรษในประเทศไทย รัฐบาลประเทศพม่าได้ถวายสมณศักดิ์สูงสุดของพม่าคือ อภิธชมหารัฏฐคุรุ แด่พระองค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐
สมณศักดิ์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม แพ พงษ์ปาละ ฉายา ติสฺสเทโว เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๖ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๗ ขณะพระชันษาได้ ๘๘ ปี ๑๔ วัน
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (ตอนที่ ๓)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (ตอนที่ ๓)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปหมู่แบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมด้วย ด้วยพระมหาเถรานุเถระผู้ใหญ่
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ – ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร มีพระนามก่อนผนวชว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท หลังผนวชได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็น หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต และ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ตามลำดับ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ มีพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ และดำรงตำแหน่งเป็นเวลา ๑๖ ปี จนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอิสริยยศพระอัฐิขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์ที่ ๔ และทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมพระ เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
____________
ภาพคณะละครรำสมัยรัชกาลที่ 5 โดย Wilhelm J. Burger
ภาพคณะละครรำสมัยรัชกาลที่ 5 โดย Wilhelm J. Burger
ภาพคณะละครรำสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เดิมเคยถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Wilhelm J. Burger หากแต่จากการศึกษาวิเคราะห์ในเวลาต่อมา มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าภาพเหล่านี้อาจเป็นผลงานของช่างภาพหลวงแห่งราชสำนักสยาม ขุนสุนทรสาทิสลักษณ์ (Francis Chit)
Wilhelm J. Burger (ค.ศ. 1844–1920) เป็นช่างภาพและจิตรกรชาวออสเตรีย ประจำอยู่ที่กรุงเวียนนา เขาเรียนรู้การถ่ายภาพจากลุงของเขา Andreas von Ettingshausen (ค.ศ. 1796–1878) ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1860 และในปี ค.ศ. 1874 ได้เปิดสตูดิโอถ่ายภาพที่เวียนนา เมื่อทำงานในภาษาฝรั่งเศส เขาใช้อักษรย่อ “G.” แทนชื่อ Guillaume
ในช่วงปี ค.ศ. 1868–1869 Burger ได้เดินทางมายังสยาม ในฐานะช่างภาพประจำคณะทูตและคณะเรือรบของจักรวรรดิออสโตร-ฮังการี ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาได้บันทึกภาพกรุงเทพฯ แม่น้ำเจ้าพระยา พระบรมมหาราชวัง วัดวาอาราม และทิวทัศน์ริมแม่น้ำจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาถูกจัดรวมเป็น “Siam Photo Collection 1869”
ก่อนหน้านั้น เขาเคยร่วมคณะสำรวจของจักรวรรดิออสโตร-ฮังการีไปยังประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ Karl von Scherzer ราวปี ค.ศ. 1869 และในปี ค.ศ. 1872 ได้ร่วมคณะสำรวจ Wilczek ซึ่งเป็นการเตรียมการสำหรับการสำรวจขั้วโลกของ Payer–Weyprecht
เกี่ยวกับภาพถ่ายสยามช่วงทศวรรษ 1860 ซึ่งเดิมเคยถูกจัดว่าเป็นผลงานของ Wilhelm Burger ได้มีการค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ภาพเหล่านี้ถูกค้นพบในคอลเลกชันส่วนตัวแห่งหนึ่งในยุโรป และได้รับการตีพิมพ์ในรูปเล่มโดยคุณพิพัฒน์ พงษ์ระพีพรรณ ในปี พ.ศ. 2544
เมื่อมีการนำภาพดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับภาพถ่ายร่วมสมัยของขุนสุนทรสาทิสลักษณ์ (Francis Chit) ช่างภาพหลวงแห่งราชสำนักสยาม โดยจัดเรียงภาพเคียงข้างกันอย่างเป็นระบบ จึงพบว่า ภาพที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นภาพเดี่ยวจากช่างภาพสองคน แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของชุดภาพที่ตั้งใจถ่ายเพื่อนำมาต่อประกอบกันเป็นภาพพาโนรามาของกรุงเทพฯ
ภาพชุดสมบูรณ์ซึ่งได้รับการทบทวนการระบุผู้สร้างสรรค์ใหม่ และยืนยันว่าเป็นผลงานของ Francis Chit ได้ถูกส่งคืนประเทศไทย และปัจจุบันกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้คนไทยและนักวิชาการตะวันตก รวมถึงนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป ได้เข้าใจสภาพกรุงเทพฯ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1860 อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ในหนังสือเรื่อง Auf den Spuren von Österreichs Marine in Siam ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2012 และมีฉบับปรับปรุงขยายความในปี ค.ศ. 2022 ผู้เขียน W. Donko สรุปว่า ไม่เพียงแต่ภาพชุดดังกล่าวเท่านั้น หากแต่ภาพถ่ายจำนวนมากในคอลเลกชันสยาม ปี ค.ศ. 1869 ที่เคยระบุว่าเป็นผลงานของ Wilhelm Burger แท้จริงแล้วน่าจะเป็นผลงานของช่างภาพหลวง Francis Chit
อย่างไรก็ตาม บันทึกประจำวันของผู้ช่วยของ Burger คือ Michael Moser ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2019 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บางภาพอาจเป็นการถ่ายร่วมกันกับ Francis Chit โดยมีข้อความลงวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1869 ระบุว่า:
“เรามีช่างภาพสามคน คือ ชาวสยามผู้หนึ่งซึ่งทำงานได้งดงามมาก และทำงานอยู่ริมแม่น้ำด้วย เขาชื่อ Francis Chit นายของข้าพเจ้าซื้อแม่พิมพ์ (แผ่นเนกาทีฟ) ที่งดงามมากจากเขา อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าชาย ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระมหากษัตริย์”
นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2011 T. Akiyoshi และ P. Pantzer ได้ตีพิมพ์บทความในวารสาร Photo Researcher ฉบับที่ 15/2011 แสดงให้เห็นว่า Burger ได้ซื้อภาพถ่ายส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1869 มาจากสตูดิโอถ่ายภาพท้องถิ่นในญี่ปุ่นเช่นกัน
ส่วนกรณีภาพถ่ายประเทศจีนในปีเดียวกันที่ถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Burger นั้น ยังไม่มีการวิเคราะห์เชิงลึกในประเด็นการระบุผู้ถ่ายอย่างเป็นระบบจนถึงปัจจุบัน
สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๑๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๑๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ – ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร มีพระนามก่อนผนวชว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท หลังผนวชได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็น หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต และ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ตามลำดับ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ มีพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ และดำรงตำแหน่งเป็นเวลา ๑๖ ปี จนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอิสริยยศพระอัฐิขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์ที่ ๔ และทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมพระ เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
____________
พระประวัติ
ประสูติกาล
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ – ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐)
ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
มีพระนามก่อนผนวชว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท
ทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ ต้นราชสกุลชมพูนุท กับหม่อมปุ่น
ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ แรม ๗ ค่ำ เดือนอ้าย
ที่วังหน้าวัดราชบพิธฯ มุมถนนราชบพิธกับถนนเฟื่องนคร
ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
การศึกษาขณะเป็นฆราวาส
เมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาอักขรสมัยไทยในสำนักเจ้าจอมมารดาสัมฤทธิ์ผู้เป็นย่า
เมื่อเข้าพิธีเกศากันต์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ไปศึกษาที่โรงเรียน Raffles ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔ เป็นเวลา ๙ เดือน แล้วจึงเสด็จกลับพระนคร
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับเจ้านายขึ้น จึงทรงเข้าศึกษาต่อที่นี่ โดยไม่กลับไปประเทศสิงคโปร์อีก
นอกจากนี้ยังทรงศึกษาอักษรขอมจากพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
จนผนวชในปี พ.ศ. ๒๔๑๖
ผนวช
พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษา
ผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระอุปัชฌาย์: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
พระกรรมวาจาจารย์: พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร
ผนวชแล้วประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
เมื่อครบอุปสมบท วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๒
อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระอุปัชฌาย์: สมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทฺธสิริ)
พระกรรมวาจาจารย์: สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)
พระบรรพชาจารย์: พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร
ได้รับพระนามฉายาว่า “สิริวฑฺฒโน”
การศึกษาขณะเป็นบรรพชิต
ศึกษาภาษาบาลีกับพระครูบัณฑรธรรมสโมทาน (สด)
ภาษาไทยกับพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น)
ภาษาสันสกฤตกับพราหมณ์
สอบเปรียญครั้งแรก ปี พ.ศ. ๒๔๒๕
ได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค
ปี พ.ศ. ๒๔๓๐
แปลได้เพิ่มอีก ๑ ประโยค
รวมเป็นเปรียญธรรม ๕ ประโยค
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานวัตถุจัตุปัจจัยมูลค่า ๒ ชั่งเป็นรางวัล
____________
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัด มหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ
เมื่อเข้าสู่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อไร เหตุผลเพราะมีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูป สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็น สีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทองและห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย
ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้ายก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น
สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต (พระองค์ที่ ๒) เช่นกัน
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๑๐ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต พระองค์ที่ ๓ และองค์ที่ ๒ ที่เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ) ซึ่งเป็นยุคที่ภาพถ่ายของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เริ่มปรากฏชัดเจน การแต่งกายของธรรมยุตในยุคนี้ โดยเฉพาะการใช้สังฆาฏิพาดบ่าในพิธี กลายเป็น “ภาพจำ” ของพระสงฆ์ชั้นสูงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ภายหลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามที่จารึกตามพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ปีเดียวกัน นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามโดยสังเขปว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต พระองค์ที่ ๔ และเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรกที่เสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประชวรด้วยพระโรคเส้นพระโลหิตในกระเพาะพระบังคนเบาพิการ ทำให้บังคนเบาเป็นโลหิต สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๙ สิริรวมพระชนมายุได้ ๗๗ พรรษา ดำรงสมณเพศได้ ๕๙ พรรษา มีพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
สถาปนาพระอิสริยยศเฉลิมพระนามพระอัฐิ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาพระอิสริยยศและเฉลิมพระนามพระอัฐิพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขึ้นเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๓ ทรงกรมในชั้นกรมพระ เสด็จสถิตที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า เฉลิมพระนามตามที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เคยทรงรจนาไว้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เนื่องในโอกาสอภิลักขิตสมัย ๑๐๐ ปี นับแต่วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ และ ๑๐๐ ปี วันเสด็จขึ้นทรงราชย์แห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ด้วยทรงสถิตในที่พระราชกรรมวาจาจารย์ในรัชกาลที่ ๖ และในรัชกาลที่ ๗ ดังที่ปรากฏในสร้อยพระนามตอนหนึ่งว่า “ไทวภราดรมหาราชาภินิษกรมณาจารย์” อีกทั้งยังทรงเป็นสมเด็จอุปัชฌายะของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ พระราชอุปัธยาจารย์ในรัชกาลที่ ๑๐ ดังนั้น นับเนื่องถึงปัจจุบัน จึงทรงเป็นพระบูรพาจารย์ในทางธรรม กล่าวคือ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชอุปัธยาจารย์
โดยเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และออกประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้าลงในราชกิจจานุเบกษาในอีกสามวันถัดมา (๑๗ กรกฎาคม)
ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในอภิลักขิตสมัย ๑๐๐ ปี วันสวรรคต และอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในลักขิตสมัย ๑๐๐ ปี วันขึ้นทรงราชย์ พร้อมทั้งทรงสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ และทรงยกเบญจปฎลเศวตฉัตรขึ้นถวายกางกั้นพระรูปในซุ้มคูหาพระเจดีย์ เพื่อเป็นเครื่องปรากฏแห่งพระมหาสมณคุณสืบไป
ทั้งนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอที่ได้รับสถาปนาพระอัฐิให้ขึ้นทรงกรมในชั้นกรมพระเป็นพระองค์แรกในรัชกาลที่ ๑๐ หากยึดตามวันที่ออกประกาศพระบรมราชโองการ
____________
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๓ – ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชใน พ.ศ. ๒๔๕๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงดำรงสมณศักดิ์สูงสุดในคณะสงฆ์เป็นเวลารวม ๑๑ ปี
ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่ง ทรงประกอบพระกรณียกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปการคณะสงฆ์ในประเทศไทย ทรงเป็นผู้วางรากฐานระบบระเบียบของคณะสงฆ์ในด้านการศึกษา การปกครอง และการวินัยสงฆ์ ให้มีความสอดคล้องกับยุคสมัยและหลักธรรมวินัยที่มั่นคง พระองค์ทรงจัดวางแนวทางในการอบรมพระภิกษุสามเณร ส่งเสริมการเรียนพระปริยัติธรรม และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาการศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบสืบมา
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม สา ฉายา ปุสฺสเทโว เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๒ รวม ๖ พรรษา สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ ๘๖ ปี ๑๔๕ วัน
เคยเป็นสามเณรนาคหลวงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นผู้สามารถสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยค ได้ขณะยังเป็นสามเณร รูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์
ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “สามเณรอัจฉริยะ” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นหนึ่งในสิบพระเถระผู้เป็นต้นวงศ์ธรรมยุต และเป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรกประทับ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นภิกษุพระองค์เดียวที่ทรงเคยเป็นพระกุลเชษฐ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๐ จากนั้นได้รับมหาสมณุตมาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ขณะพระชันษาได้ ๘๒ ปี ดำรงตำแหน่งได้ ๑๐ เดือนก็สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๕ สิริพระชันษา ๘๓ ปี
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัดมหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ
เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อใด เหตุผลที่มีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทอง และห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย
ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้าย ก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น
สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
ในการสร้างสรรค์ครั้งนี้ ได้นำพระรูปหล่อของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มาแปลงเป็นภาพถ่ายเสมือนจริง และใช้พัดยศของจริงของพระองค์เป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์
ยอดพัดเป็นงา ทำเป็น ๒ ตอน ตอนล่างเป็นฉัตร ๕ ชั้น ตอนบนเป็น ๔ ชั้น รวมเป็น ๙ ชั้น แสดงถึงทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ส่วนตอนล่างที่เป็น ๕ ชั้นนั้น แสดงถึงพระอิสริยยศที่พระองค์ทรงได้รับเบญจปฎลเศวตรฉัตร
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ – ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖) พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าวาสุกรี ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชไทยพระองค์ที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกที่ทรงได้รับสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร โดยเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่ประสูติในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดำรงสมณศักดิ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ รวม ๒ ปี จึงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖ สิริพระชันษา ๖๒ ปี ๑๑ เดือน ๒๘ วัน
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัดมหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ
เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อใด เหตุผลที่มีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทอง และห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย
ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้าย ก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๖ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๖
สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) แห่งรัชสมัย รัชกาลที่ ๓
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี ชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง โดยเริ่มต้นจาก สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ เป็นต้นมา เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๑–๕ อยู่ในช่วงเวลาก่อนการถือกำเนิดของการถ่ายภาพในสยาม หรือไม่มีพระรูปหลงเหลืออยู่เลย งานชุดนี้จึงมิใช่การสร้างภาพจากจินตนาการ หากแต่เป็นการบูรณะ ฟื้นฟู และเรียบเรียงประวัติศาสตร์ผ่านภาพในช่วงเวลาที่ศาสนจักรไทยเริ่มมี “ภาพเสมือนจริง” ให้ศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัด มหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ
เมื่อเข้าสู่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อไร เหตุผลเพราะมีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูป สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็น สีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทองและห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย
ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้ายก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น
สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต เช่นกัน
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) สมเด็จพระสังฆราชคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นยุคที่ภาพถ่ายของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เริ่มปรากฏชัดเจน การแต่งกายของธรรมยุตในยุคนี้ โดยเฉพาะการใช้สังฆาฏิพาดบ่าในพิธี กลายเป็น “ภาพจำ” ของพระสงฆ์ชั้นสูงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ต่อเนื่องถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) จะเห็นสมเด็จพระสังฆราชหลายพระองค์ดำรงตำแหน่งคาบเกี่ยวรัชกาล สะท้อนความต่อเนื่องของศาสนจักรเหนือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุติกนิกายปรากฏในภาพถ่ายจริง ทำให้ความแตกต่างด้านการแต่งกาย สีจีวร และวิธีห่มชัดเจนยิ่งขึ้น
ในรัชสมัยอันยาวนานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ ๙, พ.ศ. ๒๔๘๙–๒๕๕๙) ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้สลับระหว่างมหานิกายและธรรมยุติกนิกายหลายพระองค์ ตั้งแต่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (กิตฺติโสภณมหาเถร) ไปจนถึง สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ซึ่งเป็นยุคที่มีพระรูปครบถ้วนที่สุด สีจีวร รูปแบบการห่ม และการใช้ สีพระราชนิยม มาใช้ในกิจพระราชพิธีต่าง ๆ โดยเป็นสีจีวรที่อยู่ตรงกลางระหว่างสีของธรรมยุตและมหานิกาย กล่าวคือมิใช่สีเฉพาะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นสีที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดให้ใช้ในงานพระราชพิธี เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวของคณะสงฆ์ทั้งสองนิกายในบริบทของความเป็นชาติและความเป็นศาสนาเรื่องเดียวกัน แสดงถึงความพยายามสร้างเอกภาพของคณะสงฆ์ทั้งสองนิกายในบริบทของชาติ
ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) สมเด็จพระสังฆราชคือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) ซึ่งยังคงสืบทอดโครงสร้างศาสนจักร รูปแบบการแต่งกาย และจารีตที่วางรากฐานมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ อย่างครบถ้วน
AI restoration project ชุดนี้จึงเป็นความพยายามในการสร้างสรรค์ภาพในประวัติศาสตร์ของ สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
โดยเริ่มจากสมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๖ เป็นต้นมา เพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ภาพถ่าย เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และเทียร่าแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และเทียร่าแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉลองพระองค์พร้อมเทียร่าประดับเพชรแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓
ภาพในคอลเลกชันนี้ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI โดยอ้างอิงจากพระฉายาลักษณ์ต้นฉบับหายากของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้ง ทรงประดับพระองค์ด้วยเทียร่าประดับเพชรแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นเทียร่าทำจากทองคำประดับเพชรเหลี่ยมกุหลาบ อันทรงคุณค่าและงดงามยิ่ง ในพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี” เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ หมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร พุทธศักราช ๒๔๙๓
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙)
กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร
พุทธศักราช ๒๔๙๓
ภาพบันทึกพระราชพิธีและการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ จากการบันทึกเหตุการณ์ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติยากร ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยต้นฉบับเดิมเป็นภาพถ่ายขาวดำจากช่วงเวลาของเหตุการณ์จริง
ประเด็นด้านเครื่องราชอิสริยาภรณ์และการลงสี
การบูรณะพระบรมฉายาลักษณ์ครั้งนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นพิเศษคือ สีของสายสะพายและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบที่มีนัยทางพิธีการและลำดับชั้นอย่างชัดเจน
จากการพิจารณาเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประดับ
ดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมสายสร้อย
ดาราเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์
ดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า
ตามหลักพิธีการ ควรเป็น สายสะพายสีเหลือง แห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ ซึ่งเป็นเครื่องราชฯ ที่มีลำดับเกียรติสูงสุดจากทั้งสามชนิดที่ปรากฏอยู่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติสามารถทรงสายสะพายได้มากกว่าหนึ่งชนิด
จากภาพที่ปรากฏ สายสะพายที่พาดจากไหล่ซ้ายลงขวา มีเพียง
สายสะพายสีเหลือง ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์
สายสะพายสีชมพู ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า
ส่วน สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทรงประดับ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าชั้นปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) เพียงดวงเดียว พร้อมสายสะพายสีชมพู
และทรงสายสร้อยเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์
ในการบูรณะภาพครั้งนี้ จึงได้เลือกลงสีสายสะพายของทั้งสองพระองค์เป็น สีชมพู เพื่อให้ภาพมีความกลมกลืนทางองค์ประกอบและสอดคล้องกับบริบทของพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส โดยเป็นการตัดสินใจเชิงศิลปะ ภายใต้กรอบของความเป็นไปได้ทางพิธีการ มิใช่การอ้างอิงว่าสีดังกล่าวเป็นสีที่ปรากฏในภาพต้นฉบับ
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ รัชกาลปัจจุปัน
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๑๐ รัชกาลปัจจุปัน
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปและพระฉายาลักษณ์ ของพระกุลเชษฐ์ ในรัชกาลปัจจุปัน รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
รายพระนามพระกุลเชษฐ์
๑. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๙
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
๒. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๓๐
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
ทั้งสองพระองค์เป็น พระบรมราชชนนี และ พระโสทรเชษฐภคินี ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๓/๓
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๓/๓
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปและพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระกุลเชษฐ์ พระองค์ที่ ๗–๙ สามพระองค์สุดท้าย ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๒/๓
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๒/๓
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปของพระกุลเชษฐ์ พระองค์ที่ ๔-๖ จากทั้งหมด ๙ พระองค์ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙