History of Fashion
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑/๓
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนที่ ๑/๓
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอพระรูปของพระกุลเชษฐ์ ๓ พระองค์แรก จากทั้งหมด ๙ พระองค์
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
รัชกาลที่ ๙
รายพระนามพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๙ พระองค์
๑. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๐
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
๒. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๑
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี
๓. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๒
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี
๔. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๓
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา
๕. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๔
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร
๖. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๕
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
๗. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๖
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี
๘. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๗
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
สิริโสภาพัณณวดี
กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา
๙. พระกุลเชษฐ์ ลำดับที่ ๒๘
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ในคอลเเล็คชั่นนี้ ขอนำเสนอ ๓ พระองค์ แรก ซึ่งเป็นพระอัยยิกาเจ้า และ พระญาติชั้นพระอัยยิกา ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ ๙ ทั้ง ๓ พระองค์ ผู้ทรงเป็นพระราชธิดา ใน รัชกาลที่ ๔ สามพระองค์สุดท้ายที่มีพระชนม์ชีพถึง ๖ แผ่นดิน
ในพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ในฐานะที่เป็นพระบรมวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอาวุโสสูงสุด (รองจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) จึงเป็นผู้ทำหน้าที่ปูลาดพระที่ถวายพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในคราวนั้น
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๘
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ นำเสนอ พระรูปของพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรรัชกาลที่ ๘
แม้รัชสมัยของพระองค์จะเป็นช่วงเวลาอันสั้น หากแต่ถือเป็น จุดเริ่มต้นอันสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสายราชสกุล ในการสืบสันตติวงศ์ของราชวงศ์จักรี อันสะท้อนพลวัตใหม่ของโครงสร้างราชวงศ์ในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว คือการเคลื่อนจากสายพระราชโอรสผู้สืบราชสันตติวงศ์ซึ่งสืบเนื่องจาก
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ไปสู่สายพระราชโอรสซึ่งมีต้นสายพระโลหิตจาก
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เป็นเพียงการสืบราชสันตติวงศ์ตามลำดับพระอิสริยยศ หากแต่เป็นการวางรากฐานของสายราชสกุลมหิดล ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและภาพลักษณ์ของราชวงศ์จักรีในยุคสมัยต่อมา
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเลกชันนี้ คือพระรูปพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
พระรูปพระกุลเชษฐ์ทั้ง ๔ พระองค์ฉายขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน ระหว่างสมัยรัชกาลที่ ๔–๖ ไม่มีภาพที่เล่าเรื่องราวของแฟชั่นในยุค ๑๙๒๐s หรือ ๑๙๓๐s เลย เพราะทุกพระองค์ทรงพระชรามากแล้ว แฟชั่นการแต่งตัวเป็นเรื่องของคนสมัยใหม่เป็นหลัก
__________
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔) เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ จนกระทั่งสละราชสมบัติใน พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นเวลาเพียง ๑๐ ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเชษฐา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญ อาทิ การจัดตั้งสภากรรมการองคมนตรี ตรากฎหมายควบคุมกิจการสาธารณูปโภคและการเงิน วางรากฐานระบบเทศบาล โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสำนักหอสมุดแห่งชาติ ปฏิรูปการศึกษามหาวิทยาลัย ยกระดับหลักสูตรถึงระดับปริญญาตรี สถาปนาราชบัณฑิตยสภาเป็นสถาบันกลางทางวิชาการของชาติ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับอักษรไทยสมบูรณ์ (“พระไตรปิฎกสยามรัฐ”) เพื่อเผยแพร่และธำรงพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๖
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ คือพระรูป พระกุลเชษฐ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
เนื่องจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ทั้งในด้านคุณภาพของเลนส์ ระบบแผ่นกระจกเนกาทีฟ และกระบวนการอัดขยายภาพ ทำให้การถ่ายภาพมิได้จำกัดอยู่เพียงในราชสำนักหรือหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น หากแต่เริ่มแพร่หลายสู่บุคคลทั่วไปในสังคมเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการก่อตั้งสตูดิโอถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งโดยช่างภาพชาวตะวันตกและช่างภาพสยาม อาทิ สตูดิโอของ ฟรานซิส จิตร (Francis Chit), สตูดิโอของ โรเบิร์ต เลนซ์ (Robert Lenz), สตูดิโอ G. R. Lambert & Co., รวมไปถึงแผนกช่างภาพหลวง สังกัดกรมช่างมหาดเล็ก ของราชสำนัก โดยมีขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ เป็นผู้ดูแล
นอกจากนี้ กล้องถ่ายรูปแบบพกพายังสามารถหาซื้อได้เอง ส่งผลให้มีการบันทึกพระรูปและภาพบุคคลร่วมสมัยอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงทำให้มีหลักฐานภาพถ่ายเสมือนจริงของพระกุลเชษฐ์ครบถ้วนในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งมีอยู่เพียง ๒ พระองค์
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ คือพระรูป พระกุลเชษฐ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เนื่องจากเทคโนโลยีการถ่ายภาพได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ทั้งในด้านคุณภาพของเลนส์ ระบบแผ่นกระจกเนกาทีฟ และกระบวนการอัดขยายภาพ ทำให้การถ่ายภาพมิได้จำกัดอยู่เพียงในราชสำนักหรือหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น หากแต่เริ่มแพร่หลายสู่บุคคลทั่วไปในสังคมเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการก่อตั้งสตูดิโอถ่ายภาพจำนวนมาก ทั้งโดยช่างภาพชาวตะวันตกและช่างภาพสยาม อาทิ สตูดิโอของ ฟรานซิส จิตร (Francis Chit), สตูดิโอของ โรแบร์ ล็องโด (Robert Lenz / Lando), สตูดิโอ G. R. Lambert & Co., สตูดิโอของ ขุนสุนทรศิลปศาสตร์ (แฉล้ม), และสตูดิโอหลวงภายใต้การกำกับดูแลของกรมช่างภาพในราชสำนัก นอกจากนี้ กล้องถ่ายรูปแบบพกพายังสามารถหาซื้อได้เอง ส่งผลให้มีการบันทึกพระรูปและภาพบุคคลร่วมสมัยอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงทำให้มีหลักฐานภาพถ่ายเสมือนจริงของพระกุลเชษฐ์ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ ๕ ถึง ๔ พระองค์ จากทั้งหมด ๖ พระองค์ ซึ่งนับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์พระบรมวงศานุวงศ์และวัฒนธรรมการแต่งกายในยุคนั้น
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔
พระกุลเชษฐ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ - ๔
พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒, พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ นำเสนอการแต่งกายของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก สมัยต้นกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากพระกุลเชษฐ์ ลำดับ ๓ ถึง ๘ ในสมัยของทั้ง ๓ รัชกาล ล้วนเป็นสตรีฝ่ายใน และไม่มีหลักฐานพระรูปเสมือนจริง
คอลเล็คชันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์และแฟชั่นราชสำนัก ของพระบรมวงศ์ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมราชสำนัก และเทคโนโลยีร่วมสมัย โดยมิได้มุ่งสร้างภาพแทนหลักฐานดั้งเดิม หากเป็นการตีความเชิงวิชาการและทัศนศิลป์บนฐานข้อมูลที่มีอยู่
_____
ความท้าทายในการสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์ภาพในคอลเล็คชันนี้มีความท้าทายสำคัญอยู่ ๓ ประการ ได้แก่
๑. การถ่ายภาพเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ ส่งผลให้ในสมัยรัชกาลต่าง ๆ ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังไม่ปรากฏเทคโนโลยีการถ่ายภาพใด ๆ อีกทั้งในระยะแรกของการถือกำเนิดเทคโนโลยีการถ่ายภาพ กระบวนการดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จึงถูกจำกัดการใช้งานไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์และชนชั้นสูงเท่านั้น
๒. ธรรมเนียมและความเชื่อของชาวสยามในอดีตไม่นิยมสร้างรูปเคารพบุคคลให้มีลักษณะเสมือนจริง ส่งผลให้ไม่มีภาพเหมือนที่จัดทำขึ้นร่วมสมัยกับทุกพระองค์
๓. หลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นหลักฐานภาพวาดจากจินตนาการที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางคติความเชื่อและวัฒนธรรมการสร้างรูปเหมือนในสังคมสยาม
พระกุลเชษฐ์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
พระกุลเชษฐ์ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑
๑ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ประสูติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๒๗๒ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ สิริพระชันษา ๖๙ ปี ๗ เดือน ๒๑ วัน พระนามเดิม “สา” ทรงเป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประสูติแต่พระอัครชายา (หยก) และทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีพระองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี เป็นระยะเวลา ๑๗ ปี ๗ เดือน ๑๖ วัน ตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ จนถึงวันสิ้นพระชนม์
ทรงเสกสมรสกับหม่อมเสม ที่พระอินทรรักษา เจ้ากรมพระตำรวจฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงมีพระโอรสธิดา ๔ พระองค์ ได้แก่ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) พระนามเดิม ทองอิน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเบศรบดินทร์ พระนามเดิม บุญเมือง สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนรินทร์รณเรศ พระนามเดิม ทองจีน และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าทองคำ
ภายหลังการสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่หุ้มทองคำทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพในเดือน ๖ พุทธศักราช ๒๓๔๓
๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๒๘๐ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวมพระชนมพรรษา ๗๓ พรรษา
พระองค์ทรงดำรงฐานะพระกุลเชษฐ์พระองค์ที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๔๒ จนถึงวันเสด็จสวรรคต รวมระยะเวลา ๙ ปี ๙ เดือน ๑๖ วัน ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ขณะมีพระชนมายุ ๔๖ พรรษา
นอกเหนือจากการสถาปนาราชธานีใหม่และพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงวางรากฐานแนวคิดเรื่องความชอบธรรมของอำนาจที่ตั้งอยู่บนการปฏิบัติหน้าที่ เหตุผล และสติปัญญา มากกว่าความศักดิ์สิทธิ์ตามคติเดิม แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ การแปลเรื่องราชาธิราชและสามก๊ก ตลอดจนการตรากฎหมายที่ให้ความสำคัญต่อมนุษย์และสวัสดิภาพของไพร่ฟ้า อันเป็นรากฐานสำคัญของรัฐสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรการบรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์ในรัชกาลที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๒๕๖๒) และความแตกต่างจากรัชกาลที่ ๙ (พุทธศักราช ๒๔๙๓)
พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร
การบรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์
ในรัชกาลที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๒๕๖๒)
และความแตกต่างจากรัชกาลที่ ๙ (พุทธศักราช ๒๔๙๓)
พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร เป็นพระราชพิธีสำคัญภายหลังการบรมราชาภิเษก มีความหมายถึงการเสด็จเข้าประทับ ณ พระราชมณเฑียรในฐานะพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ พร้อมด้วยการบรรทมเหนือ พระแท่นราชบรรจถรณ์ ซึ่งเป็นพระแท่นบรรทมศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น
พระราชพิธีนี้ในรัชกาลที่ ๑๐ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากพระราชพิธีเดียวกันในรัชกาลที่ ๙ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยเฉพาะในประเด็น ริ้วขบวน และ ผู้ลาดพระที่ถวาย
ผู้ลาดพระที่ถวาย ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓
ผู้ลาดพระที่ถวาย ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๔๙๓
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI คอลเล็คชันนี้ เป็นพระรูปของ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี และ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี
ขณะทรงเป็น ผู้ลาดพระที่ถวาย
ในคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓
___________
กรมหลวงทิพยรัตนกิริฎกุลินี - “เสด็จอธิบดี”
ในพระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ ปรากฏเครื่องประดับจำนวน ๗ ชิ้น ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับส่วนพระองค์ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึง การทรงงาน ความใกล้ชิด และความไว้วางพระราชหฤทัย ที่ทรงได้รับจากทั้งพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ชั้นสูงอย่างชัดเจน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
.
๑. เข็มกลัดลงยาอักษรย่อ “จปร”
เข็มกลัดลงยาสีน้ำเงิน ขอบขาว ประดับเพชรทรงหยดน้ำ อักษรย่อ “จปร” (จุลจอมเกล้า ปรมราชาธิราช) เป็นเข็มที่ได้รับพระราชทานเนื่องจากได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณและความใกล้ชิดในพระราชสำนัก
.
๒. เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” แบบพิเศษ
เข็มกลัดเพชรพระนาม “เสาวภา” ออกแบบพิเศษโดยมีลวดลายตวัดใต้พระนาม ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สะท้อนถึงความโปรดปรานและความสัมพันธ์อันแนบแน่นในฝ่ายในของราชสำนัก
.
๓. เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู
เข็มกลัดลงยาพระนาม “สุขุมาล” สีชมพู ได้รับในฐานะที่ทรงเป็นพระโสทรกนิษฐาของ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีเป็นหลักฐานถึงสายสัมพันธ์ในเหล่าพระญาติวงศ์ที่มีความใกล้ชิด
.
๔. เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์”
เข็มกลัดลงยาพระนาม “อัษฎางค์” ซึ่ง เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ทรงทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นที่ระลึกในความรัก ในฐานะที่เคยเลี้ยงดูพระองค์มาตั้งทรงพระเยาว์
.
๕. เหรียญที่ระลึก รัชกาลที่ ๕ เสด็จกลับจากประพาสยุโรป ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐)
เหรียญชุดนี้จัดสร้างขึ้นที่โรงกษาปณ์ในมหานครปารีส โดย ออกัสตุส ปาเตย์ แบ่งออกเป็น ๓ เนื้อ ได้แก่
เนื้อทองคำ พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และผู้ใกล้ชิด
เนื้อเงิน พระราชทานแก่ขุนนางและข้าราชบริพาร
เนื้อทองขาว (อัลปาก้า) พระราชทานแก่พสกนิกรทั่วไป
เหรียญ “เสด็จกลับ” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง คำว่า เสด็จกลับ สื่อถึงพระบารมีและบุญญาธิการของ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า ที่ทรงเสด็จไปและเสด็จกลับโดยสวัสดิภาพ
การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ (ร.ศ. ๑๒๖) เป็นการเสด็จอย่างไม่เป็นทางการ มีผู้ตามเสด็จเพียง ๑๕ ท่าน เสด็จออกจากสยามเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ และเสด็จกลับถึงพระนครเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐ รวมระยะเวลา ๗ เดือน ๒๑ วัน
.
๖. เข็มอักษรในการเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป
เข็มพระราชทานสำหรับผู้ร่วมตามเสด็จ หรือผู้ที่อยู่รักษาพระนคร ระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปทั้งสองครั้ง (ร.ศ. ๑๑๖ และ ร.ศ. ๑๒๖) แบ่งเป็น ๒ ชั้น คือ
ชั้นที่ ๑ เนื้อทองคำ
ชั้นที่ ๒ เนื้อเงิน
ผู้ร่วมเสด็จจะได้รับเข็มทรงกลม ส่วนผู้ที่อยู่รักษาพระนครจะได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยม
ในกรณีนี้ สมเด็จอธิบดี ทรงอยู่ช่วยรักษาพระนครทั้งสองครา จึงได้รับเข็มทรงสี่เหลี่ยมในร.ศ. ๑๒๖ โดยมีแพรแถบลอดด้านหลังเข็มตามชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ทรงได้รับ
เนื่องจากทรงได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายใน) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖ แพรที่ลอดหลังเข็มจึงเป็น สีชมพู
.
๗. เข็มกลัดคามิโอล้อมเพชร ประดับที่คอเสื้อ
เข็มกลัดแบบคามิโอ ล้อมเพชร ประดับพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต แสดงถึงความเคารพยกย่องและสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดในเหล่าพระญาติวงศ์ ในฐานะพระมาตุจฉา
สตรีสยามในช่วงรอยต่อของแฟชั่นโลก Late Teens (พ.ศ. 2458–2462 / ค.ศ. 1915–1919)
สตรีสยามในช่วงรอยต่อของแฟชั่นโลก Late Teens (พ.ศ. 2458–2462 / ค.ศ. 1915–1919)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นภาพของสตรีสยามในช่วงกลางรัชกาลที่ ๖ นำเสนอในบริบทของนิทรรศการ ฉัฐรัช ภัตราภรณ์ ซึ่งสะท้อนพัฒนาการของแฟชั่นสตรีสยามในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระหว่างปี พ.ศ. 2458–2462 (ค.ศ. 1915–1919) อันเป็นช่วงเวลาที่หลักฐานภาพถ่ายของแฟชั่นสตรีชั้นสูง มีอยู่เป็นจำนวนมาก
แม้แฟชั่นสมัยเอ็ดเวิร์เดียนในอังกฤษจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) หากแต่คติงามแบบเอ็ดเวิร์เดียนยังคงส่งอิทธิพลต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 1910 ก่อนจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างแฟชั่นยุคหลังสงคราม ซึ่งเน้นความเรียบง่าย อิสระ และบทบาทใหม่ของสตรีในสังคมสมัยใหม่
พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ในการเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒
พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ณ ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก บริเวณ บ้านวังนางร้าง เมืองกำแพงเพชร ระหว่างการตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระรูปของ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ณ ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก บริเวณ บ้านวังนางร้าง เมืองกำแพงเพชร ระหว่างการตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๙ (๑ ปี ก่อนการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ )
(จากซ้ายไปขวา ไม่รวมบุคคลที่อยู่บนเรือ)
๑. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
๒. พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์)
๓. พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช
๔. หม่อมเจ้าทองต่อ ทองแถม
๕. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสาตรศุภกิจ
๖. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร
๗. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ
๘. พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์)
กระบวนการบูรณะและความท้าทายของงานฟื้นฟูภาพ
ความท้าทายสำคัญของการบูรณะภาพนี้อยู่ที่คุณภาพของภาพต้นฉบับ ซึ่งมีลักษณะพร่ามัวและมีการรับแสงต่ำ (underexposed) ส่งผลให้รายละเอียดของใบหน้า โครงสร้างร่างกาย มิติของแสง และระยะชัดลึกของภาพสูญหายไปเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ปรากฏในภาพได้รับการระบุตัวตนอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อให้การบูรณะสามารถดำเนินไปได้อย่างมีความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์
กระบวนการบูรณะเริ่มต้นจากการฟื้นฟูภาพรวมทั้งภาพก่อน เพื่อปรับสมดุลแสง เงา โทนภาพ และระยะชัดลึก ให้กลับคืนสู่สภาพของภาพถ่ายที่มีโครงสร้างทางการถ่ายภาพสมบูรณ์ จากนั้นจึงดำเนินการบูรณะภาพของบุคคลแต่ละรายแยกกัน โดยให้ความสำคัญกับความชัดเจนของใบหน้า และความถูกต้องของเค้าโครงและลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล การฟื้นฟูในขั้นตอนนี้อ้างอิงจากพระรูปหรือภาพถ่ายอื่น ๆ ของบุคคลเดียวกันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อรักษาความแม่นยำด้านสัดส่วนและลักษณะใบหน้าตามบริบทของยุคสมัย
ในขั้นตอนการบูรณะรายบุคคล ความท้าทายเพิ่มเติมคือการควบคุม ความกลมกลืนของ colour palette (โทนสี) ของเครื่องแต่งกายและรายละเอียดทางวัตถุ ให้สอดคล้องกันทั้งภาพ โดยใช้แนวคิดของ colour palette (โทนสี) ในบริบทอาณานิคมปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เป็นกรอบอ้างอิง เนื่องจากเครื่องแต่งกายในช่วงเวลาดังกล่าวส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้าย และใช้สีย้อมจากธรรมชาติเป็นหลัก ส่งผลให้โทนสีมีความนุ่ม ละมุน ไม่ฉูดฉาด และแปรผันตามสภาพแสงและพื้นผิวผ้า เมื่อบูรณะภาพบุคคลแต่ละรายจึงต้องควบคุม colour palette (โทนสี) ของเครื่องแต่งกายให้สม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนทางสายตาหรือความรู้สึกแยกส่วนของภาพ
เมื่อการบูรณะรายบุคคลแล้วเสร็จ บุคคลทั้งหมดถูกนำกลับมาประกอบรวมกันใหม่ในองค์ประกอบภาพหลัก จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการกำหนดและปรับ ทิศทางของแสง ซึ่งยึดตามแหล่งกำเนิดแสงจากด้านข้างที่ปรากฏในภาพต้นฉบับ เป็นแสงหลัก (key light) เพื่อให้แสง เงา ปริมาตรของร่างกาย และพื้นผิวของเครื่องแต่งกายสอดคล้องกันอย่างเป็นเอกภาพทั้งภาพ
ในขั้นตอนสุดท้าย มีการปรับแสงและโทนภาพโดยรวม (final relighting and tonal harmonisation) เพื่อให้ภาพมีความสมจริงในเชิงภาพถ่าย มีมิติ และคงบรรยากาศของช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์อย่างเหมาะสม กระบวนการทั้งหมดดำเนินการโดยใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพของภาพ ภายใต้การกำกับด้วยองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่น เทคโนโลยีสิ่งทอ และหลักการถ่ายภาพในยุคสมัยนั้น เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายยังคงความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปกับความสมเหตุสมผลทางสายตา มิใช่การสร้างภาพขึ้นใหม่ด้วยการคาดเดา
กระบวนการทั้งหมด สร้างสรรค์พร้อมกับการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และคำนึงถึงความถูกต้องทางประวัติศาสตร์เป็นสำคัญครับ
พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim)
พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim)
ในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีลักษณะการแต่งพระองค์สำหรับพระราชกรณียกิจในช่วงกลางวันและการเสด็จพระราชดำเนินในที่สาธารณะซึ่งมีความสวยงามและถูกต้องตามบริบทเป็นอย่างยิ่ง หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นและปรากฏซ้ำอยู่ในพระฉายาลักษณ์ คือ พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim) ซึ่งเป็นพระมาลาที่มีทรงพุ่มมนและขอบหมวกโค้งลงอย่างนุ่มนวล แม้พระมาลาแต่ละองค์จะมีรายละเอียดของการถักฟางหรือการตกแต่งแตกต่างกันไป แต่โครงสร้างโดยรวมกลับสอดคล้องกันอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงพระราชนิยมในรูปทรงมากกว่าการเลือกใช้วัสดุหรือแบบเฉพาะของพระมาลาแต่ละองค์
พระมาลาทรงเบรอตงดังกล่าวมีรากศัพท์มาจากแคว้นบริตตานี (Bretagne) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ศิราภรณ์พื้นถิ่นของภูมิภาคนี้ในอดีตมักมีทรงพุ่มมนและขอบหมวกที่ออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศชายฝั่ง เมื่อเข้าสู่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ช่างทำหมวกในกรุงปารีสได้นำรูปทรงพื้นถิ่นเหล่านี้มาปรับให้สอดคล้องกับแฟชั่นสตรี กลายเป็นหมวกที่เรียบ สุภาพ และสง่างาม โดยยังคงความใช้งานได้จริง
ในช่วงทศวรรษ 1930 หมวกทรงเบรอตงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่สตรีชั้นกลางและชั้นสูง เนื่องจากตอบรับวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ต้องเดินทางและปรากฏตัวในที่สาธารณะมากขึ้น รูปทรงที่ไม่แข็งกระด้าง ไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนหมวกปีกกว้างขนาดใหญ่ และไม่แนบศีรษะเหมือนหมวกคลอช ทำให้หมวกทรงนี้มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน อีกทั้งขอบหมวกที่โค้งอย่างอ่อนโยนยังช่วยกรอบใบหน้าได้งดงาม เหมาะแก่การถ่ายภาพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างมิติให้ใบหน้า
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1950–1960 หมวกทรงเบรอตงได้รับการตีความใหม่ โดยเฉพาะในรูปแบบที่ทำมาจากฟางและการออกแบบ ขอบลาด (downturned brim) ที่ให้ความรู้สึกเบาสบาย ร่วมสมัย และสุภาพยิ่งขึ้น พระมาลาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มนี้อย่างเด่นชัด แม้ไม่อาจระบุชนิดของฟางได้แน่ชัดทุกใบ แต่ความสม่ำเสมอของรูปทรงกลับสร้างเอกลักษณ์ใหม่ของพระองค์
ในบริบทของพระราชนิยมด้านการแต่งกาย พระมาลาทรงเบรอตง (Breton hat) แบบขอบลาด (downturned brim) จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องประกอบฉลองพระองค์ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางแฟชั่นที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทรงใช้สื่อสารภาพลักษณ์ของพระองค์ต่อสายตานานาชาติ เป็นรูปทรงที่ผสานความเป็นสากล ความสุภาพ และความทันสมัยไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนพระอัจฉริยภาพในการเลือกใช้แฟชั่นที่หยั่งรากในประวัติศาสตร์ แต่ยังคงร่วมสมัยและเหมาะสมกับบทบาทของพระราชินีในโลกยุคใหม่
คุณหญิงแย้ม อาวุธภัณฑ์เผด็จ ภริยาของ พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) เจ้ากรมคลังแสง ในรัชกาลที่ ๕
คุณหญิงแย้ม อาวุธภัณฑ์เผด็จ
ภริยาของ พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม)
เจ้ากรมคลังแสง ในรัชกาลที่ ๕
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ คุณหญิงแย้ม อาวุธภัณฑ์เผด็จ ภริยาของ พันเอก พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) เจ้ากรมคลังแสง ในรัชกาลที่ ๕ ผู้เป็นข้าราชการสำคัญด้านกิจการทหารและคลังแสงของแผ่นดิน
คุณหญิงแย้มและพระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา โดยได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ณ วัดปากคลองบางพลัด หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบางพลัดนอก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดอาวุธวิกสิตาราม” อันมีความหมายโดยนัยว่า วัดของพระยาอาวุธฯ และคุณหญิงแย้มฯ ผู้เป็นเจ้าภาพบูรณะปฏิสังขรณ์
ปัจจุบันวัดอาวุธวิกสิตารามเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ ธรรมยุติกนิกาย และกองทัพบกได้อนุญาตให้ใช้พื้นที่วัดเป็น ฌาปนสถานกองทัพบก เพื่อบริการสมาชิกฌาปนสถานกิจสงเคราะห์กองทัพบกและข้าราชการทหารในพื้นที่ฝั่งธนบุรี
วัดอาวุธวิกสิตารามตั้งอยู่เลขที่ ๔๓๖ ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอยจรัญสนิทวงศ์ ๗๒ แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ได้ตั้งวัดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๑ และครั้งหลังเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อนจะได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙
ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๒๘ ไร่ ๓ งานเศษ อาณาเขตทิศเหนือจดคลองบางพลัด ทิศใต้จดถนนซอยเข้าวัด ทิศตะวันออกจดแม่น้ำเจ้าพระยา และทิศตะวันตกจดถนนจรัญสนิทวงศ์ พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางพลัด ขอบเขตวัดมีกำแพงล้อมรอบ แบ่งเขตสังฆวาสอย่างเป็นระเบียบ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐบล็อก ความยาวประมาณ ๑๓๐ เมตร สูง ๓ เมตร บริเวณวัดสะอาด ร่มรื่น ปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ยืนต้น มีการคมนาคมสะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ตั้งอยู่ห่างจากเขตบางพลัดประมาณ ๔๐๐ เมตร
วัดอาวุธวิกสิตารามเริ่มสร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาสันนิษฐานว่าเป็นวัดเก่าแก่มาแล้วไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ปี โดยเริ่มจากพระสงฆ์และชาวบ้านที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาหลังการเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้มาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระสงฆ์ในสมัยนั้นได้พำนักและก่อตั้งที่พักสงฆ์ขึ้นบริเวณเชิงเลน ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๒๒ จึงได้ตั้งเป็นวัดถาวร มีการสร้างกุฏิและเสนาสนะหลายหลัง
เดิมวัดอยู่ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย และเรียกกันว่า วัดปากคลองบางพลัด หรือ วัดบางพลัดนอก เนื่องจากตั้งอยู่ที่ปากคลองบางพลัด โดยเรียกวัดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามว่า วัดบางพลัดใน ชื่อนี้ยังคงใช้เรียกกันในหมู่ชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเสนาสนะของวัดได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก พระภิกษุสามเณรภายในวัดก็มีความประพฤติไม่เหมาะสมหลายประการ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ พระอาจารย์สี เจ้าอาวาสในขณะนั้น ซึ่งเป็นพระนักวิปัสสนาและมีความเคารพนับถือกับ พันเอก พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ (ท้วม) ได้ปรึกษาหารือกันถึงการบูรณะวัด เนื่องจากเป็นวัดเก่าแก่และทรุดโทรมอย่างมาก
พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ ซึ่งมีบ้านอยู่ริมคลองบางพลัดตรงข้ามวัด และเป็นผู้อุปถัมภ์วัดมาโดยตลอด ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทูลขอแปลงวัดปากคลองบางพลัดเป็นวัดในคณะธรรมยุต สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าฯ ทรงเห็นชอบและมีพระบัญชาให้พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จเป็นผู้อุปถัมภ์และดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรม
พระยาอาวุธภัณฑ์เผด็จ พร้อมด้วยคุณหญิงแย้มและญาติมิตร ได้บริจาคทรัพย์ซ่อมแซมกุฏิ หอสวดมนต์ สร้างศาลาการเปรียญ และสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ ก่อนจะขอพระราชทานวิสุงคามสีมา และกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดใหม่จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดอาวุธวิกสิตาราม” ใน พ.ศ. ๒๔๔๑ อันมีความหมายว่า วัดของพระยาอาวุธฯ และคุณหญิงแย้มฯ ผู้เป็นเจ้าภาพบูรณะปฏิสังขรณ์
วัดอาวุธวิกสิตารามจึงใช้ชื่อนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๖๙ รวมระยะเวลา ๑๒๘ ปี เดิมพื้นที่บางส่วนของวัดเคยเป็นที่ตั้งอำเภอบางพลัดเก่า ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ โรงเรียนเทศบาลวัดอาวุธวิกสิตาราม สังกัดกรุงเทพมหานคร
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา (17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450) พระนามเดิม พระองค์เจ้าบุตรี เป็นพระราชธิดาพระองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ท้าวสมศักดิ์ (อึ่ง)
พระรูปต้นฉบับคาดว่าฉายหลังปี พ.ศ. 2447 เพราะได้รับพระราชทาน เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2) พ.ศ. 2447 และก่อนสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. 2450 พระชันษา ประมาณ 77-80 ปี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 บูรพาษาฒ ปีชวด ตรงกับวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาอึ่ง (สกุลเดิม กัลยาณมิตร) ที่ต่อมาได้เป็น ท้าวสมศักดิ์ ทรงเชี่ยวชาญทั้งอักษรไทยและอักษรเขมร แต่งโคลงฉันท์ ได้ทรงรับผิดชอบถือกุญแจพระราชวัง นอกจากนี้ยังทรงเป็นผู้ถวายอุปการะเลี้ยงดูสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ขณะยังดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้ารำเพย เนื่องจากทรงกำพร้าพระบิดาตั้งแต่ทรงพระเยาว์
นอกจากนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ยังเป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรแด่สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ และพระราชโอรส พระราชธิดาทุกพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระยศเป็น พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา เมื่อ ปี พ.ศ. 2439 ทรงกำกับดูแลด้านพิธีกรรมต่าง ๆ และโบราณราชประเพณีของวังหลวง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดาประชวรหนักยาวนาน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จลงไปเฝ้าพระอาการทั้งกลางวันและกลางคืนแทบมิได้บรรทม เมื่อจวนสิ้นพระชนม์มีนกแสกและนกกุ๊กร้องหลายตัว เชื่อว่านกเหล่านี้จะร้องเมื่อมีคนตายและมีเสียงน่ากลัว เวลาต่อมากรมหลวงวรเสรฐสุดาสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450 เวลาเช้า 5 โมงเศษ ณ ตำหนักวังสวนดุสิต สิริพระชันษา 80 ปี นับเป็นพระราชบุตรในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้าย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นปราจิณกิติบดี เสด็จแทนพระองค์ไปสรงพระศพ แล้วเจ้าพนักงานเชิญพระศพลงพระลอง วันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาถวายบังคมพระศพ เจ้าพนักงานประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่ เคลื่อนขบวนแห่พระศพมาประดิษฐาน ณ หออุเทศทักษิณา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชโอรสธิดาทรงร่วมกันทอดผ้าบังสุกุล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต เป็นประธานสงฆ์สวดสดับปกรณ์ ทรงดำรงพระชนม์ชีพเป็นพระองค์สุดท้ายและมีพระชันษามากที่สุดในจำนวนพระราชโอรสพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้แก้ไขคำนำพระนามเป็น พระเจ้าบรมวงษ์เธอ
พระองค์และเจ้าจอมมารดาอึ่ง พระชนนี ปรากฏในงานเขียนของ แอนนา ลีโอโนเวนส์ ที่ว่าทั้งสองได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางทาสมุสลิมชื่อ ละออ (L'ore) กับบุตรชื่อ ทุกข์ (Thook) ที่ต่อมานางลีโอโนเวนส์ ได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อดำเนินเรื่องไถ่ทาส โดยนางจะออกค่าใช้จ่ายเอง
พระอิสริยยศ
17 มิถุนายน พ.ศ. 2371 — 2 เมษายน พ.ศ. 2394 : พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าบุตรี
2 เมษายน พ.ศ. 2394 — 6 กันยายน พ.ศ. 2439 : พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี
6 กันยายน พ.ศ. 2439 — 1 ธันวาคม พ.ศ. 2450 : พระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
15 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. 2435 – เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก.) (ฝ่ายใน)
พ.ศ. 2436 – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) (ฝ่ายใน)
พ.ศ. 2447 – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2)
______________________
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นภาพที่งดงามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงสวม สร้อยพระศอชุดเครื่องมรกต พร้อม สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์
สำหรับฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ แขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น (Manches à volants superposés หรือ Tiered Flounce Sleeves) แฟชั่นสตรีในยุโรปขณะนั้นอยู่ในจุดสูงสุดของ แขนเสื้อทรงแขนหมูแฮม (Leg-of-Mutton หรือ Gigot Sleeve) ซึ่งขยายใหญ่เป็นพิเศษราว ค.ศ. 1895–1896 (พ.ศ. 2438–2439) แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) รูปทรงดังกล่าวเริ่มลดขนาดลง ดีไซเนอร์ในกรุงปารีสจึงเสนอแนวทางใหม่ที่ละเอียดอ่อนกว่า โดยออกแบบแขนเสื้อให้เป็นชั้นระบายซ้อนกันด้วยลูกไม้หรือผ้าบางเบา เรียงลดหลั่นจากหัวไหล่ลงมาตามต้นแขน
แฟชั่นลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศส La Mode Illustrée ฉบับ ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากความอลังการของแขนหมูแฮมไปสู่ความอ่อนหวานและโรแมนติก อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่แฟชั่นยุคเอ็ดเวิร์ด (Edwardian Fashion) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หรือช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ของสยาม
การนำแฟชั่นใหม่นี้เข้าสู่ราชสำนักไทยจึงมิใช่เพียงการติดตามสมัยนิยม หากแต่เป็น สัญลักษณ์แห่งความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) และการเชื่อมโยงกับราชสำนักยุโรป การสวมใส่เสื้อผ้าลูกไม้วิคตอเรียทรงแขนเสื้อแบบระบายซ้อนชั้น จึงกลายเป็นการแสดงสถานะและพระบารมีของพระราชสำนักสยาม และฝ่ายใน ในสายตานานาชาติ
ในคอลเลกชันนี้ ผมตั้งใจนำเสนอการใช้เทคโนโลยี AI ในการออกแบบและสร้างสรรค์เครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewellery) โดยเฉพาะการประยุกต์เทคนิค Upscaling ซึ่งมิได้เป็นเพียงกระบวนการขยายขนาดของภาพเท่านั้น หากยังเป็นเทคนิคที่ช่วย ยกระดับความละเอียดของภาพ เพิ่มคุณภาพของวัสดุ และเผยให้เห็นรายละเอียดของงานจิวเวลรี่ได้อย่างประณีตยิ่งขึ้น
สำหรับ ชุดเครื่องมรกต ที่ปรากฏในภาพนี้ สร้างขึ้นจากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับ โดยอาศัย การตีความเชิงสร้างสรรค์ (Creative Input) เพื่อถ่ายทอดจินตนาการของความงดงามในแบบราชสำนัก มิใช่การจำลองสร้อยพระศอชุดเครื่องมรกตองค์จริง แต่ได้รับแรงบันดาลใจจาก พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับ
#เครื่องมรกตของสมเด็จพระพันปี
"วันหนึ่งคุณอาพระยาประเสริฐเดินหิ้วกระเป๋าเครื่องเพชรใบใหญ่ขึ้นมาบนเรือน ฉันเรียนคุณอาว่า
คุณพ่อยังไม่กลับ คุณอาตอบว่า อาไม่ได้มาหาคุณพ่อหรอก จะเอาของกายสิทธิ์มาให้แกดู
แล้วคุณอาก็เข้ามาในห้องแล้วเปิดหีบเครื่องเพชรให้ดู ฉันตาโตถามว่าคุณอาเอามาจากไหนคะ
คุณอาตอบว่า เครื่องมรกตของสมเด็จพระพันปี พระราชทานเป็นมรดกแก่สมเด็จพระปกเกล้า ฯ เพราะท่านทรงพระราชสมภพในวันพุธ สมเด็จพระพันปีมีเครื่องเพชรชุดใหญ่ ๆ หลายชุด
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ได้พระราชมรดกเป็นเพชรทั้งชุด เพราะท่านชื่อวชิราวุธ
ทูลกระหม่อมอัษฎางค์ได้เครื่องทับทิมเพราะท่านเกิดวันอาทิตย์
หรืออย่างไรฉันก็จำไม่ได้แล้ว ส่วนทูลกระหม่อมฟ้าติ๋วจุฑาธุชได้เครื่องนิลเพราะวันศุกร์หรืออย่างไรก็จำไม่ได้เหมือนกัน
ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงวไลอลงกรณ์ได้เครื่องไข่มุกด์ที่ท่านโปรด
ฉันถามคุณอาต่อไปว่า แล้วทำไมเครื่องมรกตวิเศษนี้จึงมาอยู่ที่คุณอาล่ะ
คุณอาตอบว่าก็อาไปเอามาจากพระนางลักษมี
โปรดเกล้า ฯ ให้ไปขอคืนมา จะพระราชทานคุณเปรื่องซึ่งจะสถาปนาเป็นพระสุจริตสุดาในวันนี้ เพราะคุณเปรื่องเขาเกิดวันพุธ
ที่อาบอกว่าเป็นของกายสิทธิ์เพราะของนี่เคลื่อนที่ได้ ใครบุญไม่ ก็ไม่อยู่ด้วย
แล้วคุณอาเล่าต่อไปว่า
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ได้พระราชมรดกเป็นเครื่องมรกตชุดใหญ่นี้แล้ว ก็นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ โดยถ่อมพระองค์ว่าพระองค์เองเป็นแต่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระชายาก็เป็นหม่อมเจ้า ไม่ควรที่จะใช้เครื่องมรกตชุดสำคัญนี้ ซึ่งเป็นของสำหรับพระยศพระมเหษี
พอรัชกาลที่ ๖ โปรดพระนางลักษมี ก็พระราชทานเครื่องมรกตนี้ให้พระนางลักษมี ซึ่งสมมติว่าจะเป็นพระราชินีต่อไป
แต่พอทรงแน่พระราชหฤทัยว่า จะไม่ทรงตั้งพระนางลักษมีเป็นราชินี ก็ทรงพระราชดำริที่จะพระราชทานบริจาริกาที่เกิดในวันพุธ
คุณอาจึงไปขอคืนมาจากพระนางลักษมี และอุตส่าหอบมาให้ฉันได้ชมเป็นขวัญตา
มรกตชุดนี้มีครบเครื่องทั้งมงกุฎ(หรือกระบังหน้า) สร้อยพระศอ ทองพระกรเป็นสายสร้อย ๒ สาย กับกำไลก้านแข็ง พระธำมรงค์หลายวง และเข็มกลัดหลายอัน"
ขยายความเรื่องเครื่องมรกตที่คุณวันดีเล่าไว้ว่า เป็นของกายสิทธิ์จริงๆ ท่านผู้ใหญ่ในสกุลสุจริตกุลที่เป็นหลาน "คุณพระใหญ่" (พระสุจริตสุดา) ท่านเล่าว่า เมื่อล้นเกล้าฯ สวรรคต เครื่องมรกตชุดนี้ก็ถูกประธานกรรมการจัดพระราชทรัพย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือท่านผู้จัดการพระราชมรดก ท่านเรียกคืน นัยว่าให้กลับไปเป็นของหลวง แล้วมีเรื่องเล่ากันต่อมาว่า ในสมัยเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยมีคนเห็นสุภาพสตรีหมายเลขอะไรอย่าไปใส่ใจเลย ท่านประดับมรกตชุดนี้ ต่อมาเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ เสด็จกลับจากอังกฤษ
เมื่อสิ้นยุคท่านผู้นำแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งพระราชมรดกในสมเด็จพระพันปีหลวงเป็นชุดๆ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ทรงจับสลากกัน ปรากฏว่า สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ ทรงจับสลากได้ชุดเพชร สมเด็จอินทร์ฯ ทรงจับได้ชุดทับทิม ตรงกับวันอังคารวันประสูติ คุณพระใหญ่ท่านจับสลากได้ชุดมรกต ส่วนพระนางเธอลักษมีลาวัณ ทรงจับสลากได้ชุดอะไรจำไม่ได้แล้ว
ใครบุญไม่ ก็ไม่อยู่ด้วยนั้นเห็นจะจริง
ที่มา.....เรื่องของคน ๕ แผ่นดิน ท่านผู้หญิงดุษฏี มาลากุล
เครื่องเสวยที่ทรงโปรดของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕
เครื่องเสวยที่ทรงโปรดของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาพจำของพระองค์มิได้มีเพียงการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย หากยังทรงเป็นกษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยใน “อาหาร” อย่างลึกซึ้ง ทั้งในฐานะผู้เสวย ผู้ทดลอง ผู้ประดิษฐ์ และผู้แปลตำราอาหารตะวันตกให้คนสยามเข้าใจ
พระองค์จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “พระบิดาแห่งอาหารไทยสมัยใหม่” อย่างแท้จริง
พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องอาหารการกินอย่างยิ่ง จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “นักชิมตัวยง” แห่งยุคสมัย พระราชนิยมดังกล่าวก่อให้เกิดตำรับเครื่องเสวยมากมายในรัชกาลของพระองค์ ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนจากพระราชนิพนธ์และจดหมายเหตุต่าง ๆ ที่ทรงบันทึกไว้ในคราวเสด็จประพาสยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
บันทึกเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนรสนิยมด้านอาหารของพระองค์เท่านั้น หากยังทำให้คนในยุคปัจจุบันได้เรียนรู้ถึงตำรับอาหารในสมัยก่อน ซึ่งกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะในพระราชนิพนธ์เรื่อง ไกลบ้าน ที่ทรงเล่าเรื่องการเสด็จประพาสเมืองต่าง ๆ ควบคู่ไปกับพระอารมณ์ขันเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ดังมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
"ลงมือชักม่านดับไฟพยายามจะหลับ ทำไมมันจึงนึกต่อไปไม่รู้ ข้าวแกงเผ็ดโผล่ขึ้นมาในนัยน์ตาที่หลับๆ ประเดี๋ยวไข่เจียวจิ้มน้ำพริก ประเดี๋ยวทอดมันกุ้ง ปลาแห้ง พากันหลอกเสียใหญ่ หลับตาไม่ได้ต้องลืม ลืมก็แลเห็นแกงปลาเทโพ หลอกได้ทั้งกำลังตื่นเช่นนั้น จนชิ้นยำแตงกวาก็พลอยกำเริบ ดีแต่ปลาร้า ขนมจีนน้ำยาหรือน้ำพริกสงสารไม่ยักมาหลอก มีแต่เจ้ากะปิคั่วมาเมียงมองอยู่ไกลๆ..."
ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ทรงสนพระทัยและพิถีพิถันกับเรื่องอาหารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารแปลกใหม่ อันเป็นผลจากการเสด็จประพาสไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ทรงได้ทอดพระเนตรวัตถุดิบพื้นบ้านหลากหลาย และได้เสวยอาหารที่แตกต่างจากสำรับเดิมอยู่เสมอ
บ่อยครั้ง พระองค์จะทรงนำเรื่องราวเหล่านี้มาพระราชทานเล่าแก่ พระวิมาดาเธอฯ พระอัครชายาในรัชกาลที่ ๕ ผู้ซึ่งทรงดูแลห้องเครื่องต้นเสวยตลอดรัชกาล และทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “เอตทัคคะทางด้านการทำกับข้าว” พระวิมาดาเธอฯ จึงนำเรื่องราวและรสชาติที่ทรงเล่ามาดัดแปลง ปรุงถวาย จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย และก่อให้เกิดตำรับเครื่องเสวยที่ทรงโปรดสืบต่อมา
ต่อไปนี้คือ เครื่องเสวยทรงโปรด ๑๐ รายการ ที่สะท้อนพระอุปนิสัย ความทรงจำ และยุคสมัยของสยามในรัชกาลที่ ๕
His Royal Highness Prince Sanphasat Suphakij
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ จางวางเอก นายพันเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
(17 ตุลาคม พุทธศักราช 2400 – 16 เมษายน พุทธศักราช 2462)
ทรงมีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ธิดาของนายศัลยวิชัย หุ้มแพร (ทองคำ ณ ราชสีมา) และทรงได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทยว่าเป็น พระบิดาแห่งภาพยนตร์ไทย
พระรูปนี้เป็นผลงานความร่วมมือระหว่าง เพจ AI Fashion Lab และ เพจราชสกุลทองแถม โดยทาง AI Fashion Lab ได้นำภาพถ่ายต้นฉบับแบบ portrait ครึ่งพระองค์ มาพัฒนาและสร้างสรรค์ใหม่ให้เป็น พระรูปเต็มพระองค์ ด้วยเทคโนโลยี AI ภายใต้กรอบของความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ทั้งในด้านพระยศ เครื่องแต่งกาย และเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จากการวิเคราะห์องค์ประกอบของพระรูป โดยเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏ สามารถสันนิษฐานได้ว่าพระรูปนี้เป็นการฉายพระรูปใน ช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เนื่องจากไม่ปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ทรงได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ ๖ แต่อย่างใด ทั้งนี้ เหรียญอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานล่าสุดซึ่งปรากฏในพระรูปคือ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๓ ซึ่งได้รับพระราชทานใน พุทธศักราช ๒๔๔๗ จึงสามารถสรุปได้ว่า สายสะพายที่ทรงควรเป็นสายสะพายมหาวราภรณ์ หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า ประถมาภรณ์ช้างเผือก
เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๑ ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.) ได้รับพระราชทานในปี พุทธศักราช ๒๔๔๘ แต่ในพระรูปนี้ยังปรากฏดาราของ ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ อยู่ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าการฉายพระรูปนี้น่าจะอยู่ในช่วงระหว่าง พุทธศักราช ๒๔๔๗–๒๔๔๘
ในขณะฉายพระรูป พระองค์ทรงดำรงพระยศและตำแหน่งทางราชการเป็น จางวางเอกกรมมหาดเล็ก ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีฐานะสูงกว่าเจ้ากรมหรือหัวหน้าหน่วยงานราชการทั่วไป และในหลายกรณีมีลักษณะเป็นตำแหน่งเชิงเกียรติยศ ทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาราชการผู้ใหญ่ มากกว่าการกำกับดูแลราชการโดยตรง อันมักเรียกกันว่าเป็น “ตำแหน่งลอย”
ด้วยเหตุนี้ ฉลองพระองค์ที่ปรากฏในพระรูปจึงเป็น ฉลองพระองค์ข้าราชการพลเรือนแบบ Tunic ใช้ สีบานเย็น ซึ่งเป็นสีประจำกรมมหาดเล็ก ชุดเต็มยศประกอบด้วย หมวก pith helmet สีขาว, กระบี่ข้าราชการพลเรือนหัวช้างสามเศียร พร้อม ตราแผ่นดินที่โกร่งกระบี่ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของข้าราชการพลเรือนชั้นสูงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ส่วน รัดประคด ที่ทรงใช้ เป็นรูปแบบเดียวกับรัดประคดของชุดเต็มยศมหาดเล็ก มีลักษณะ สีทองสลับแดง สอดคล้องกับธรรมเนียมเครื่องแบบราชการในยุคดังกล่าวอย่างถูกต้องทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และพิธีการ
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉลองพระองค์มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงฉลองพระองค์มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ระหว่างการรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ เฉลียงพระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต โดยคาดว่าถ่ายขึ้นในช่วง พุทธศักราช ๒๔๔๕–๒๔๔๖
ที่มาของภาพและการกำหนดช่วงเวลา
งานสร้างสรรค์ชิ้นนี้พัฒนาขึ้นจากภาพต้นฉบับขาวดำซึ่งปรากฏพระองค์เพียงประมาณ หนึ่งในสี่ของพระวรกาย นับเป็นหนึ่งในงานบูรณะภาพโบราณที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากข้อมูลภาพมีจำกัดอย่างยิ่ง ภาพต้นฉบับเป็นภาพหมู่เจ้านายฝ่ายหน้า ขณะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ เฉลียงพระที่นั่งวิมานเมฆ
การกำหนดกรอบเวลาการถ่ายภาพอยู่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๔๕–๒๔๔๖ อาศัยหลักฐานสำคัญสองประการ ได้แก่
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จนิวัตพระนครจากการศึกษาที่ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๔๕
ในภาพยังปรากฏ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ (พระองค์ที่สองจากซ้ายมือ) ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖
ด้วยเหตุนี้ ภาพดังกล่าว ไม่น่าจะเป็น ภาพการรอเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรปครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ตามที่มีการเข้าใจกันในบางแหล่งข้อมูล หากแต่มีความเป็นไปได้สูงว่า เป็นภาพการเข้าเฝ้าฯ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ และเจ้านายฝ่ายหน้า ในโอกาสที่ทรงเพิ่งเสด็จนิวัตพระนครจากประเทศอังกฤษ
กระบวนการบูรณะและความท้าทายทางเทคนิค
งานบูรณะภาพชิ้นนี้ใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก เนื่องจากมีความซับซ้อนทั้งในเชิงเทคนิคและการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบ ฉลองพระองค์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญ สายสะพาย และเครื่องประกอบยศ ต่าง ๆ
เนื่องจากภาพต้นฉบับไม่ชัดเจนและปรากฏเพียงบางส่วน ขั้นตอนการทำงานจึงต้องแยกเป็นลำดับ ได้แก่
การบูรณะภาพขาวดำต้นฉบับให้มีโครงสร้างและพื้นผิวที่สมบูรณ์
การศึกษารายละเอียดเครื่องแบบและองค์ประกอบเชิงประวัติศาสตร์
การลงสีและปรับรายละเอียดขั้นสุดท้ายให้สอดคล้องกับหลักฐาน
ในงานชิ้นนี้ ได้อ้างอิง เครื่องแบบมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ ตามแบบแผนที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ ๕ ของพระองค์ ที่มักพบเครื่องแบบสีแดง หรือฉลองพระองค์ ปกติขาวเต็มยศจอมพล ทำให้การอ้างอิงและตรวจสอบข้อมูลมีความยากยิ่งขึ้น
องค์ประกอบทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็น อินทรธนู เหรียญตรา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และพระมาลา จำเป็นต้องสร้างขึ้นเป็นรายชิ้น แล้วจึงนำมาประกอบรวมกันในขั้นตอนสุดท้าย งานชิ้นนี้จึงเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเทคนิคการบูรณะภาพและการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์
ภาพอ้างอิงเครื่องแบบในปัจจุบัน
เพื่อให้เห็นภาพของ ฉลองพระองค์มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ปกติขาวเต็มยศ ในบริบทปัจจุบัน จึงขออัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงฉลองพระองค์ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในช่วงที่ทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
พระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวบันทึกในพระราชพิธีสัตตมวาร พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๖ (พุทธศักราช ๒๕๕๙) ทั้งนี้ พระองค์ทรงเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ มาก่อน
ภาพอ้างอิงนี้ช่วยให้เห็นความต่อเนื่องของแบบแผนเครื่องแบบ และช่วยยืนยันรายละเอียดเชิงโครงสร้างของฉลองพระองค์ที่ใช้เป็นหลักในการบูรณะภาพประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ครับ
___________
เจ้าจอมมารดาอ่อน ในรัชกาลที่ ๕
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของเจ้าจอมมารดาอ่อนในรัชกาลที่ ๕ และพระบรมฉายาลักษณ์ ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขณะพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) แด่เจ้าจอมมารดาอ่อน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ขณะที่ เจ้าจอมมารดาอ่อน อายุ ๙๘ ปี
เจ้าจอมมารดาอ่อนมีอายุยืนนานถึง 6 แผ่นดิน ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง สังคม วัฒนธรรม ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ณ วังสวนปาริจฉัตก์ สิริอายุ ๑๐๑ ปี ๑๑ เดือน นับเป็นเจ้าจอมมารดาที่มีอายุยืนยาวสุด