History of Fashion
John Thomson: Siam — A Colourisation Project พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
John Thomson: Siam — A Colourisation Project
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ภาพนี้นับเป็นผลงานในชุด John Thomson: Siam — A Colourisation Project ซึ่งเป็นงานศึกษาทางภาพอย่างต่อเนื่อง มุ่งบูรณะและตีความหลักฐานภาพถ่ายยุคแรกเริ่มของสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ขึ้นใหม่ ผ่านกระบวนการลงสีด้วยเทคโนโลยี AI บนพื้นฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างรอบคอบ
ภาพถ่ายนี้บันทึกเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๕ (พ.ศ. ๒๔๐๘) โดยจอห์น ทอมสัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) แสดงภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๘
การพำนักของทอมสันในสยามระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๖๕–๑๘๖๗ ส่งผลให้เกิดการบันทึกภาพอย่างเป็นระบบชุดแรก ๆ ของราชอาณาจักร โดยใช้เทคนิคเว็ตเพลตคอลโลเดียน (wet plate collodion) หรือฟิล์มกระจกเปียก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาเปิดหน้ากล้องนาน และต้องล้างอัดภาพทันทีภายใต้ขั้นตอนทางเคมีที่ละเอียดอ่อน
ในภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชฎาพระกลีบในคราวเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารคจากพระบรมมหาราชวังไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
พระชฎากลีบ เรียกอีกแบบว่า ชฎาพระกลีบ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดี ประดับเพชร ยอดเป็นรูปกระโจมยอดบัด ปักพวงสนใบทองอยู่บนยอดและพระกรรเจียก มีเกี้ยวชั้นเดียว ทำเป็นเชิงบาตรซ้อนเจ็ดชั้น บนเกี้ยวชั้นล่างสุดประดับดอกไม้ไหว
งานบูรณะพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. ๒๔๔๘)
งานบูรณะพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. ๒๔๔๘)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ (พ.ศ. ๒๔๔๘) จากภาพถ่ายต้นฉบับโดยเจ้าจอมเอิบ บุนนาค
คอลเลกชันนี้เป็นการนำพระรูปชุดดังกล่าวที่เคยจัดทำไว้เมื่อปี 2024 มาปรับปรุงใหม่ เนื่องจากเทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างมาก ในปี 2024 AI ยังไม่มีโมเดลแบบ editor suite เช่น Nano Banana, Flux, Seedream, Gwen หรือ Grok มีเพียงเว็บไซต์ลงสีภาพอย่าง Pallette ซึ่งการใช้งานค่อนข้างยุ่งยาก และไม่สามารถลงสีได้อย่างละเอียด เนื่องจากระบบการลงสีใช้แพตเทิร์นเดียวกันทั้งหมด
ผลงานชุดนี้เป็นการต่อยอดจากคอลเลกชันที่ผมเคยสร้างสรรค์เมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ผลงานชุดใหม่นี้จึงมีความคมชัด ละเอียด และมีมิติของแสงและสีที่สมจริงยิ่งขึ้น การใช้เทคนิคการลงสีและบูรณะในระดับความละเอียดสูง ทำให้ทุกท่านสามารถสัมผัสภาพถ่ายเก่าเหล่านี้ได้อย่างคมชัด ราวกับเป็นภาพร่วมสมัย
กระนั้นก็ตาม ผลงานเหล่านี้มิใช่เพียงการจำลองทางเทคนิค หากแต่เป็นการตีความเชิงศิลปะอย่างจงใจ ภาพต้นฉบับมีลักษณะพระพักตร์ที่หลากหลายแตกต่างกัน ผมจึงเลือกใช้แบบพระพักตร์เดียวกันในทุกภาพ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องทางอารมณ์และการสื่อความรู้สึกของพระราชชายาอย่างเป็นเอกภาพ อันสะท้อนถึงพระจริยวัตร ความสง่างาม และความเงียบขรึมของพระองค์ในฐานะสตรีผู้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองวัฒนธรรม
ผลงานชุดนี้ประกอบด้วยพระรูปจำนวน ๘ ภาพ ซึ่งถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยฝีมือของเจ้าจอมเอิบ บุนนาค ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย เจ้าจอมเอิบเป็นสตรีเพียงไม่กี่คนที่มีบทบาทในด้านการถ่ายภาพ ในยุคที่วิชาชีพช่างภาพส่วนมากเป็นผู้ชาย ภาพถ่ายของเจ้าจอมเอิบจึงเป็นทั้งผลงานศิลปะและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่บันทึกภาพสตรีในราชสำนักด้วยสายตาและมุมมองที่แตกต่างจากช่างภาพผู้ชาย
การถ่ายภาพในครั้งนั้นจัดฉากกลางแจ้งให้คล้ายกับห้องแต่งตัวแบบตะวันตกในยุควิกตอเรีย ประกอบด้วยโต๊ะเครื่องแป้ง กระจกเงา และพรม ซึ่งสะท้อนแนวคิดแบบ “สตูดิโอจำลอง” ตามแบบฉบับภาพถ่ายชั้นสูงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ที่นิยมสร้างฉาก “ห้องส่วนตัวของสตรี” (lady’s boudoir) เพื่อแสดงภาพผู้หญิงในห้วงขณะอันเป็นส่วนตัวและงดงาม ภาพที่เจ้าดารารัศมีทรงปล่อยพระเกศายาวในบริบทเช่นนี้ จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์หลายระดับ ทั้งความเป็นอิสตรี ความสงบ และความงดงาม รวมไปถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าในภาษาทางศิลปะของภาพถ่ายวิกตอเรีย “เส้นผม” มักถูกตีความเป็นสัญลักษณ์ของความงาม ความทรงจำ และอัตลักษณ์เฉพาะตน
ในพระรูปชุดนี้ เจ้าดารารัศมีทรงฉลองพระองค์แบบผสมผสานระหว่างตะวันตกและล้านนา โดยทรงสวมเสื้อแบบตะวันตกจับคู่กับซิ่นต๋า ซึ่งเป็นผ้าซิ่นพื้นเมืองของเชียงใหม่และล้านนา มีลายริ้วแนวนอนอันเป็นเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาช่างทอท้องถิ่น การเลือกใช้ซิ่นต๋าผืนเรียบแทนซิ่นตีนจก ซึ่งมักมีลวดลายวิจิตรและสะท้อนความเป็นทางการ แสดงถึงบริบทส่วนพระองค์ในฉากจำลองห้องแต่งตัวที่เป็นกันเองและสงบเงียบ
ในแง่มุมของการสร้างสรรค์ผ้าซิ่น ผมเลือกให้ซิ่นต๋าเป็นซิ่นสีเหลืองสลับดำ หรือที่เรียกว่า “ซิ่นต๋ามะนาว” เพื่อสะท้อนถึงความนิยมของซิ่นชนิดนี้ในล้านนา
ซิ่นต๋ามะนาวมีลักษณะเป็นผ้าซิ่นที่ต่อเอว (หัวซิ่น) และตีนซิ่นด้วยสีดำ ตัวซิ่นเป็นสีเหลือง มีก่านดำเป็นริ้วเล็ก สีเหลืองของซิ่นต๋ามะนาว ได้แก่ สีเหลืองเอื้องผึ้ง สีเหลืองหมากสุก และสีเหลืองมะนาว คำว่า “ต๋ามะนาว” หมายถึงสีเหลือง เพราะความเชื่อที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับดวงอาทิตย์ และความสัมพันธ์ระหว่างสีกับความเชื่อ ซึ่งสื่อถึงความรุ่งเรือง สีเหลืองในทัศคติของชาวล้านนาคือสีแห่งความรุ่งเรืองและความสว่างสดใส
ภาพพระราชชายาที่ทรงปล่อยพระเกศายาวในฉากห้องส่วนพระองค์นี้ จึงเป็นภาพที่หาได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับพระรูปอื่นในช่วงเดียวกัน ซึ่งมักเห็นพระองค์ทรงเกล้าพระเกศาสูงแบบ Edwardian upswept หรือทรงผมแบบญี่ปุ่น (โซขุฮัตสึ) อันเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕
การได้เห็นพระองค์ทรงปล่อยพระเกศายาวเช่นนี้ในฉากหลังแบบห้องส่วนพระองค์ จึงมีนัยสำคัญหลายประการ ทั้งในแง่ความเป็นอิสตรี ความละมุนละไม และความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังสื่อถึงความเป็นเจ้าหญิงจากล้านนา ผู้เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ และมิได้ละทิ้งรากวัฒนธรรมของตน
ในสายตาของผู้คนในกรุงเทพฯ เจ้าดารารัศมีทรงเป็น “เจ้าต่างเมือง” หรือ “เจ้าจากเชียงใหม่” ที่มีความงามแตกต่างออกไป ขณะสตรีในราชสำนักสยามตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่มและนุ่งโจงกระเบนตามกระแสพระราชนิยม เจ้าดารารัศมีกลับทรงเลือกสืบทอดขนบล้านนาโดยการไว้ผมยาวและนุ่งผ้าซิ่นตลอดพระชนม์ชีพ การแต่งพระองค์และบุคลิกที่เรียบขรึมของพระองค์อาจทำให้หลายคนมองว่า “แปลกแยก” หรือ “ลึกลับ” หากแท้จริงแล้ว ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นถึงหญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความมั่นคงทางจิตใจ และหยัดยืนบนรากวัฒนธรรมของตนอย่างแน่วแน่
การใช้กระจกและโต๊ะเครื่องแป้งในภาพ มิได้เป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่ยังสื่อถึงการ “สะท้อน” ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงวัฒนธรรม ภาพเหล่านี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมพินิจพระราชชายาในฐานะบุคคลผู้มีเจตจำนง มิใช่เพียงวัตถุแห่งการชื่นชมความงาม หากแต่เป็น “ตัวแทนแห่งล้านนา” ที่ทรงดำรงคุณค่าของตนไว้ท่ามกลางราชสำนักสยาม ซึ่งกำลังเคลื่อนไปตามแนวคิดสมัยใหม่
ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์และการออกแบบเชิงศิลป์ คอลเลกชันนี้จึงมิได้เป็นเพียงการอนุรักษ์ภาพถ่ายโบราณ หากยังเป็นการตีความใหม่ผ่านสายตาร่วมสมัย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมล้านนาและสยามในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์
John Thomson: Siam — A Colourisation Project พระสงฆ์ไทยสมัยรัชกาลที่ ๔ ถือพัดเปรียญ
John Thomson: Siam — A Colourisation Project
พระสงฆ์ไทยสมัยรัชกาลที่ ๔ ถือพัดเปรียญ
ภาพนี้นับเป็นผลงานในชุด John Thomson: Siam — A Colourisation Project ซึ่งเป็นงานศึกษาทางภาพอย่างต่อเนื่อง มุ่งบูรณะและตีความหลักฐานภาพถ่ายยุคแรกเริ่มของสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ขึ้นใหม่ ผ่านกระบวนการลงสีด้วยเทคโนโลยี AI บนพื้นฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างรอบคอบ
ภาพถ่ายนี้บันทึกเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๖๕ (พ.ศ. ๒๔๐๘) โดยจอห์น ทอมสัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) แสดงภาพพระสงฆ์ชาวสยามนั่งถือพัดเปรียญลักษณะตาลปัตรใบลานคาดตับ ซึ่งสะท้อนรูปแบบพัดสมณศักดิ์ในสมัยรัชกาลที่ ๔
การพำนักของทอมสันในสยามระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๖๕–๑๘๖๗ ส่งผลให้เกิดการบันทึกภาพอย่างเป็นระบบชุดแรก ๆ ของราชอาณาจักร โดยใช้เทคนิคเว็ตเพลตคอลโลเดียน (wet plate collodion) หรือฟิล์มกระจกเปียก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาเปิดหน้ากล้องนาน และต้องล้างอัดภาพทันทีภายใต้ขั้นตอนทางเคมีที่ละเอียดอ่อน
จีวรลายดอกพิกุล: การตีความสีจากหลักฐานภาพถ่าย
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในภาพนี้คือการสร้างสรรค์สีจีวร จากการค้นคว้าเทียบค่า grey scale ของภาพถ่ายขาวดำยุคต้น ประกอบกับคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่า จีวรลายดอกพิกุลของพระสงฆ์ในภาพควรเป็นสีเหลืองทอง สอดคล้องกับตัวอย่างจีวรผ้าไหมลายดอกพิกุลที่ยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่
ในภาพถ่ายยุครัชกาลที่ ๔–๕ สีเหลืองมักปรากฏเป็นค่าเทาเข้มหรือเกือบเทาเข้ม จึงอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลแดง ดังที่พบเห็นในการสร้างรูปปั้นเหมือนหรือการลงสีภาพในภายหลัง
ที่มาของ “จีวรดอกพิกุล”
จีวรผ้าไหมลายดอกพิกุล บางครั้งพบลายดอกโบตั๋นหรือลายต้นไผ่ ปรากฏหลักฐานในกรุจีวรโบราณของวัดสุทธิวราราม สันนิษฐานว่าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นายช่างได้เลียนแบบ “ผ้าต่างประเทศ” ซึ่งมีการทอเนื้อผ้าเป็นลายดอกดวงเล็ก ๆ คล้ายดอกพิกุล อันนับเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น
ด้วยความงดงามและมีค่าสูง เหล่าทายกทายิกาผู้มีศรัทธาจึงนิยมนำผ้าลายดอกดังกล่าวมาตัดย้อมเป็นจีวรถวายพระภิกษุ ถือเป็น “ประณีตทาน” และแพร่หลายโดยทั่วไป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้าง “พระพุทธรูปจีวรดอก” ขึ้นด้วย และเชื่อกันว่าเป็นจีวรที่ถวายแด่พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์ระดับสูง
ผ้าคาดอก (ผ้าหนามขนุน)
ผ้าหนามขนุน หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า คะโนะโกะชิโบริ (Kanoko Shibori) เป็นผ้าแพรมัดย้อมที่เกิดจากการมัดผืนผ้าด้วยปมขนาดเล็กจำนวนมหาศาลทั่วทั้งผืน ก่อนนำไปย้อมสี ทำให้เกิดพื้นผิวนูนละเอียดคล้ายหนามของผลขนุน อันเป็นที่มาของชื่อเรียกในภาษาไทย เทคนิคดังกล่าวต้องอาศัยความชำนาญสูง บางผืนอาจใช้ช่างถึง ๕ คน และต้องมัดปมเป็นจำนวนแสนจนถึงล้านปม จึงจะได้พื้นผิวที่ยืดหยุ่น มีมิติ และมีลวดลายเป็นตุ่มเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอทั่วผืนผ้า
ผ้าหนามขนุนเป็นที่นิยมตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายต่อเนื่องถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จัดเป็นผ้าหรูหราหายากและมีค่าสูงในสังคมโบราณ เดิมนิยมใช้เป็นผ้าคาดเอวของเจ้านายและขุนนาง เพื่อเพิ่มความงามและแสดงฐานะ ต่อมาในบริบทของคณะสงฆ์ ผ้าชนิดนี้ยังถูกใช้เป็นผ้ารัดอกของพระภิกษุสามเณร เพื่อช่วยให้ชุดครองกระชับ เรียบร้อย และสง่างามยิ่งขึ้น สะท้อนความประณีตในรายละเอียดของการแต่งกายสมณเพศ
ในด้านแหล่งที่มา ผ้าหนามขนุนส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและอินเดีย ซึ่งแบบญี่ปุ่นมักมีความละเอียดประณีตกว่า ทั้งในขนาดปมและความสม่ำเสมอของลวดลาย นอกจากการใช้ในหมู่พระเถรานุเถระแล้ว ผ้าชนิดนี้ยังเป็นสิ่งของที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ขุนนางและเจ้าเมืองต่าง ๆ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจและความโปรดปราน
ในปัจจุบัน ผ้าหนามขนุนกลายเป็นวัตถุโบราณที่พบเห็นได้ยาก และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์การแต่งกายในราชสำนักสยาม ทั้งในฐานะหลักฐานด้านศิลปหัตถกรรม สิ่งทอ และวัฒนธรรมการแต่งกายที่เชื่อมโยงสยามกับเครือข่ายการค้าในเอเชียตะวันออกอย่างชัดเจน
พัดที่พระสงฆ์ถือคือ พัดเปรียญ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพัดเปรียญลักษณะตาลปัตรใบลานคาดตับ ที่สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงสร้าง
_________
ภาพเก่าหาชมยากของ หลวงตามหาบัว และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ (อัมพร อมฺพโร) ถ่ายที่จังหวัดอุดรธานี ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพเก่าหาชมยากของ หลวงตามหาบัว และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ (อัมพร อมฺพโร) ถ่ายที่จังหวัดอุดรธานี ปีพุทธศักราช ๒๕๐๘
ในพระรูป หลวงตามหาบัว เดินนำหน้าสมเด็จพระสังฆราชฯ และพระสงฆ์ในวัดป่าบ้านตาด ในยามเช้า มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร
ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความระบุว่า
“ภาพประวัติศาสตร์ผมถ่ายเองเมื่ออายุ ๑๖ ปี ลิขสิทธิ์มี แต่สำหรับผู้ที่ศรัทธานับถือสมเด็จพระสังฆราชอัมพรมหาเถระ สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้เลยครับ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต แต่ใครนำไปใช้แล้ว โปรดอย่าอ้างตนเป็นเจ้าของเสียเองก็แล้วกัน”
ภาพเมื่อครั้ง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ (อัมพร อมฺพโร) ก่อนที่จะได้รับพระสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ที่พระปริยัติกวี (สป.) (เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔) สมัยที่มาพักภาวนากับหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ราวเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ ฉายา อมฺพโร เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรงเริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และแม่กองงานพระธรรมทูต
พระธรรมวิสุทธิมงคล วิ. นามเดิม บัว โลหิตดี ฉายา ญาณสมฺปนฺโน ป.ธ. ๓ หรือที่นิยมเรียกกันว่า หลวงตามหาบัว หรือ หลวงตาบัว (๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔) เป็นพระภิกษุคณะธรรมยุติกนิกาย ชาวจังหวัดอุดรธานี เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดป่าบ้านตาด (วัดเกษรศีลคุณ) เป็นวิปัสสนาจารย์สายพระป่าในประเทศไทย ศิษย์ของพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต ซึ่งมีโอกาสอุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่มั่นในช่วงปัจฉิมวัย และเป็นผู้หนึ่งที่ได้บันทึกประวัติของหลวงปู่มั่นโดยละเอียดในเวลาต่อมา
หลวงตามหาบัว เป็นพระวิปัสสนาจารย์สายพระป่าที่มีชื่อเสียง ศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างสูงในด้านการปฏิบัติธรรม และเป็นที่รู้จักจากการจัดโครงการผ้าป่าช่วยชาติเพื่อช่วยเหลือวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงการเมตตาอนุเคราะห์สังคมโดยกว้าง
ภาพเล่านี้สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และความงดงามของวัฒนธรรมอีสาน เด็กตัวน้อยพนมมือไหว้พระขณะพระสงฆ์เดินผ่าน พระสงฆ์ออกบิณฑบาตในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร และฉันเพลอย่างเรียบง่าย บรรยากาศเช่นนี้ยากที่เด็กน้อยรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสสัมผัส
ภาพโดย: ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน
ขอบคุณข้อมูลจากเพจ วัดป่าบ้านตาด
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่ง วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นพระเถระสำคัญในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ภาพถ่ายนี้สันนิษฐานว่าถ่ายเมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๗ ในคราวที่ท่านได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะใหญ่อรัญวาสี ชั้นหิรัญบัตร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔
ในภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) กำลังนั่งสมาธิบริกรรมคาถา ครองจีวรลายดอกพิกุล ขนาบข้างด้วยพัดสองเล่ม
เล่มขวามือ คือ พัดยศประจำตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะ มีศิษย์คอยประคอง โครงพัดที่มองเห็นภายในสันนิษฐานว่าเป็นของใช้มาตั้งแต่ต้นกรุง จึงมีสภาพเก่า
เล่มซ้าย คือ พัดวาลวิชนี มีสามเณรยืนประคองเช่นกัน
จีวรลายดอกพิกุล: การตีความสีจากหลักฐานภาพถ่าย
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในภาพนี้คือการสร้างสรรค์สีจีวร จากการค้นคว้าเทียบค่า grey scale ของภาพถ่ายขาวดำยุคต้น ประกอบคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานว่า จีวรลายดอกพิกุลของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ควรเป็นสีเหลืองทอง สอดคล้องกับตัวอย่างจีวรผ้าไหมลายดอกพิกุลที่ยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่
ในภาพถ่ายยุครัชกาลที่ ๔–๕ สีเหลืองมักปรากฏเป็นค่าเทาเข้มหรือเกือบเทาเข้ม ซึ่งอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นสีกรักหรือสีน้ำตาลแดง ดังที่พบเห็นในการสร้างรูปปั้นเหมือนหรือการลงสีทั่วไปในภายหลัง
ที่มาของ “จีวรดอกพิกุล”
จีวรผ้าไหมลายดอกพิกุล บางครั้งพบลายดอกโบตั๋นหรือลายต้นไผ่ ปรากฏหลักฐานในกรุจีวรโบราณของวัดสุทธิวราราม สันนิษฐานว่าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นายช่างได้เลียนแบบ “ผ้าต่างประเทศ” ซึ่งมีการทอเนื้อผ้าเป็นลายดอกดวงเล็ก ๆ คล้ายดอกพิกุล อันนับเป็นของแปลกใหม่ในยุคนั้น
ด้วยความงดงามและมีค่าสูง เหล่าทายกทายิกาผู้มีศรัทธา จึงนิยมนำผ้าลายดอกดังกล่าวมาตัดย้อมเป็นจีวรถวายพระภิกษุ ถือเป็น “ประณีตทาน” และแพร่หลายโดยทั่วไป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มีการสร้าง “พระพุทธรูปจีวรดอก” ขึ้นด้วย และเชื่อกันว่าเป็นจีวรที่ถวายแด่พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์ระดับสูง
การสร้างสรรค์พัดยศและพัดวาลวิชนี
พัดยศทางด้านขวามือของท่าน เนื่องจากพัดยศโบราณของจริงไม่ปรากฏหลงเหลืออยู่ จึงสร้างสรรค์ขึ้นโดยอ้างอิงสีและรูปแบบจากพัดยศของพระราชาคณะในปัจจุบัน
ส่วนพัดทางซ้ายมือ คือ พัดวาลวิชนี ซึ่งพระเถระในสมัยนั้นนิยมใช้แทนตาลปัตร
ประวัติพัดวาลวิชนี
พัดวาลวิชนีถือกำเนิดในราชสำนัก เดิมเป็นเครื่องประกอบยศของเจ้านาย ต่อมาเมื่อเจ้าของถึงแก่กรรม ญาตินำไปถวายพระสงฆ์ใช้แทนตาลปัตร พระสงฆ์เมื่อได้รับเครื่องยศดังกล่าวก็เห็นว่าเป็นของผู้ดี จึงให้ศิษย์ถือปฏิบัติสืบต่อกันมา กลายเป็นธรรมเนียม
ในราชสำนักพัดวาลวิชนี
๑. ใช้ในงานเฝ้าพระบรรทม
๒. ใช้ในงานทรงเครื่องเสวย
๓. ใช้ในงานประทับฝ่ายหน้าและการออกแขกเมือง
๔. ใช้ร่วมขบวนแห่สระสนาน
๕. ใช้ในขบวนแห่ยืนชิงช้า
พัดวาลวิชนีในวังทำโครง ๙ ซี่ ส่วนที่ทำสำหรับพระสงฆ์ใช้โครง ๗ ซี่ ปักลวดลายคล้ายกัน
อย่างไรก็ตาม มีพระราชาคณะรูปหนึ่งคือ “พระญาณสมโพธิ (ด้วง) วัดนาคกลาง” ไม่ถือพัดวาลวิชนี เนื่องจากเห็นว่ารูปร่างโค้งงุ้มคลอบศีรษะและใบหู ดูไม่เหมาะสม แตกต่างจากตาลปัตรลังกาและพม่าที่เป็นทรงตรง อีกทั้งมีรูปร่างคล้าย “จวักตักแกง” ซึ่งคำว่า “จวัก” ถือเป็นคำหยาบ ท่านจึงไม่พอใจและไม่เคยถือพัดดังกล่าว
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีประกาศยกเลิกการใช้พัดวาลวิชนีในหมู่พระสงฆ์ แม้ประกาศจะไม่ได้ระบุศักราชเริ่มต้นชัดเจน แต่กล่าวถึงพระสงฆ์ชั้นราชาคณะ ถานานุกรม และเจ้าอธิการ ที่หันไปถือพัดวาลวิชนีแทนตาลปัตรสืบต่อกันมา
ภาพถ่ายนี้จึงมิได้เป็นเพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หากยังสะท้อนพัฒนาการของเครื่องยศ เครื่องประกอบสมณศักดิ์ และรสนิยมทางวัฒนธรรมของสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้อย่างลุ่มลึก ทั้งในแง่ศิลปกรรม เครื่องแต่งกาย และขนบธรรมเนียมราชสำนักที่ส่งอิทธิพลสู่คณะสงฆ์ในยุคนั้น.
Special Thanks: เพจ พิกุลบรรณศาลา สำหรับข้อมูล พัดยศ พัดวาลวิชนี และ จีวรลายดอกพิกุล, เพจ พัดยศ สมณศักดิ์พระสงฆ์ไทย สำหรับข้อมูล พัดยศ
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) พระนามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ (ประสูติ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๐) เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกในรัชกาลปัจจุบัน และเป็นพระองค์ที่ ๗ ที่มิได้ทรงเชื้อสายพระราชวงศ์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) ทรงเติบโตในครอบครัวชาวพุทธสามัญชนในอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ทรงมีความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัยและพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และดำรงชีพตามแนวทางพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการ เช่น เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และแม่กองงานพระธรรมทูต พระองค์ยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ และเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกในรัชกาลที่ ๑๐ โดยในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๙๐ พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย และในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๖ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวายพัดรัตนาภรณ์ ว.ป.ร. ชั้น ๑ แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นราชสักการะและพระเกียรติยศพิเศษ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๗ และสมเด็จพระสังฆราชจากสามัญชน มิใช่พระราชวงศ์ พระองค์ที่ ๓ ที่ทรงได้รับเป็นพระเกียรติยศอย่างสูงในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช ๑๙ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริง ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ฉายา สุวฑฺฒโน ประสูติเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ณ ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ขณะทรงพระเยาว์ ทรงศึกษา ณ โรงเรียนประชาบาล วัดเทวสังฆาราม จนจบชั้นประถม ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ครั้นพระชันษา ๑๔ ปี ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเทวสังฆาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ และต่อมาอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ แล้วเสด็จมาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทรงได้รับฉายาว่า “สุวฑฺฒโน” แปลว่า “ผู้เจริญดี”
พระองค์ทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สอบได้นักธรรมชั้นตรีใน พ.ศ. ๒๔๗๒ สอบได้นักธรรมชั้นโทและเปรียญธรรม ๓ ประโยคใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ต่อมาทรงสอบได้ทั้งนักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม ๔ ประโยคใน พ.ศ. ๒๔๗๕ และสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคใน พ.ศ. ๒๔๘๔ อันเป็นวุฒิสูงสุดทางพระบาลีศึกษา
ภายหลังสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคแล้ว พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่สำคัญในคณะสงฆ์หลายประการ ทั้งในฐานะครูสอนพระปริยัติธรรม ผู้อำนวยการสำนักเรียนวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรรมการมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตามลำดับ จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพระญาณสังวร” อันเป็นราชทินนามพิเศษสำหรับพระเถระผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิมว่า “สมเด็จพระญาณสังวร” นับเป็นกรณีพิเศษที่ทรงใช้ราชทินนามดังกล่าวสำหรับสมเด็จพระสังฆราช
พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านพระศาสนาอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และใน พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้รับการทูลถวายตำแหน่งผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา จากผู้นำพุทธศาสนิกชน ๓๒ ประเทศ ในการประชุม ณ ประเทศญี่ปุ่น
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริพระชันษา ๑๐๐ ปี
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้ไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก ๑๕ วัน และพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ทรงพระศพ ประดิษฐาน ณ ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ต่อมาได้มีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘
ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอัฐิขึ้นเป็น “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร” และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระอัฐิบรรจุพระโกศทองคำ ประดิษฐาน ณ หอพระนาก วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทรงสักการบูชาและบำเพ็ญพระราชกุศลสืบไป
John Thomson: Siam — A Colourisation Project
ภาพที่ได้รับการบูรณะและลงสีใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพถ่ายขุนนางชาวสยามในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งถ่ายเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ โดยนายจอห์น ทอมสัน ช่างภาพชาวสกอตผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์การถ่ายภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บุคคลในภาพนั่งอย่างสงบและสง่างามอยู่บริเวณทางขึ้นพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พื้นหลังเป็นสถาปัตยกรรมประดับกระจกสีและลวดลายปิดทองอันวิจิตร พร้อม “ครุฑยุดนาค” หล่อด้วยโลหะปิดทองเรียงรายโดยรอบฐานพระอุโบสถ ครุฑในคติไทยเป็นพาหนะของพระนารายณ์ และเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจ ส่วนพญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและความอุดมสมบูรณ์ การที่ครุฑจับนาคจึงสะท้อนคติจักรวาลวิทยาแบบฮินดู–พุทธที่ผสานอยู่ในศิลปกรรมราชสำนักไทย
ครุฑยุดนาคเหล่านี้มิใช่เพียงองค์ประกอบตกแต่ง หากยังทำหน้าที่เป็นโซ่โลหะล้อมรอบเขตพัทธสีมาของพระอุโบสถ เสมือนการปกปักรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา ลวดลายปิดทองประดับกระจกสะท้อนแสงแดดงดงาม สอดรับกับสถาปัตยกรรมโดยรอบที่เต็มไปด้วยกระเบื้องเคลือบสีและลายปูนปั้นแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น บริบทเช่นนี้มิใช่เพียงฉากหลังทางศิลปกรรม หากเป็นพื้นที่แห่งพระราชพิธีและศูนย์กลางแห่งพระราชอำนาจของกรุงรัตนโกสินทร์
จากลักษณะการแต่งกาย ชายผู้นี้สวมเสื้อขาวแขนยาวแบบราชสำนัก นุ่งผ้าสมปักปูม ซึ่งเป็นผ้ามัดหมี่เขมรลวดลายราชสำนัก ผ้าปูมนับเป็นเครื่องราชบรรณาการสำคัญจากกัมพูชา และในสมัยนั้นถือเป็นเบี้ยหวัดรายปีพระราชทานแก่ขุนนางฝ่ายหน้าและพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าเท่านั้น การนุ่งผ้าปูมจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งยศศักดิ์และความใกล้ชิดกับพระราชอำนาจ
บนโต๊ะด้านข้างปรากฏหมวกทรงคล้ายหมวกเจ้าหน้าที่แบบตะวันตก ซึ่งสะท้อนอิทธิพลตะวันตกที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในราชสำนักสยามช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ นอกจากนี้ เขายังถือดาบญี่ปุ่นที่ประดับลวดลายอย่างงดงาม แสดงถึงค่านิยมการสะสมอาวุธต่างชาติในหมู่ชนชั้นนำสยาม และสะท้อนความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสยามกับภูมิภาคเอเชียตะวันออก
จอห์น ทอมสัน (John Thomson ค.ศ. ๑๘๓๗–๑๙๒๑) เดินทางเข้ามาในสยามระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๐๘–๒๔๑๐ ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ต่อเนื่องต้นรัชกาลที่ ๕ เขาเป็นหนึ่งในช่างภาพตะวันตกยุคแรก ๆ ที่ได้บันทึกภาพชีวิตผู้คน สถาปัตยกรรม และชนชั้นนำในสยามอย่างเป็นระบบ ผลงานของเขามีคุณค่าอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ภาพถ่ายของสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่การถ่ายภาพโดยช่างภาพหลวงของสยามจะพัฒนาอย่างแพร่หลาย
ภาพนี้จึงมิใช่เพียงภาพเหมือนบุคคล หากแต่เป็นหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ของสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน ระหว่างโลกจารีตแบบราชสำนักดั้งเดิมกับอิทธิพลสมัยใหม่จากตะวันตก ทั้งในด้านการแต่งกาย เครื่องราชบรรณาการ อาวุธ เทคโนโลยีการถ่ายภาพ และบริบทสถาปัตยกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของพระอุโบสถวัดพระแก้ว การบูรณะและลงสีใหม่ด้วย AI ช่วยให้เราเข้าใกล้บรรยากาศของช่วงเวลานั้นมากยิ่งขึ้น เสมือนได้ย้อนมองขุนนางผู้นี้ในสภาพที่ใกล้เคียงความเป็นจริงในอดีตกว่าภาพขาวดำต้นฉบับที่หลงเหลืออยู่
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ
สมเด็จพระสังฆราช ๑๘ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะพระรูปสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ พระนามเดิม วาสน์ ฉายา วาสโน เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงอยู่ในตำแหน่ง ๑๔ พรรษา ประสูติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ สิริพระชันษา ๙๑ ปี ๕ เดือน ๒๕ วัน
เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออกทรงพระผนวช โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน) เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ และ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) (สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับถวายพระสมณนามว่า “วชิราลงฺกรโณ” เสร็จแล้วเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร มีพระมหารัชมงคลดิลก (บุญเรือน ปุณฺณโก) เป็นพระอภิบาล ทรงลาสิกขาในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นเวลา ๑๕ วัน การทรงผนวชในครั้งนี้เป็นไปตามพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรม โดยมีพระมหากรุณาธิคุณให้จัดการพระราชพิธีขึ้น เพื่อเป็นแบบอย่างแห่งการบำเพ็ญเพียร
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม ปุ่น สุขเจริญ ฉายา ปุณฺณสิริ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ทรงเปณมสมเด็จพระสังฆราชมหานิกาย ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2515 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดำรงพระยศอยู่ 1 ปีเศษ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2516 สิริพระชันษาได้ 77 ปี 8 เดือน 7 วัน
หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ (ภาพถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน)
หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๘ (ภาพถ่ายโดย จอห์น ทอมสัน)
พระรูปที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปของ หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ (เนตร) และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ เมื่อครั้งทรงฉายพระรูปร่วมกัน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๘ ภาพต้นฉบับถ่ายโดยช่างภาพชาวตะวันตก จอห์น ทอมสัน ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ นับเป็นหลักฐานทางภาพถ่ายยุคแรก ๆ ของราชสำนักสยามที่ยังหลงเหลืออยู่
หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าเนตร ประสูติเมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบัว ต้นราชสกุลปัทมสิงห์ อันสืบสายจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ประสูติแต่หม่อมชะมด ธิดาเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ขุนนางเชื้อสายมอญผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนักตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติฝ่ายมารดาเชื่อมโยงกับตระกูลคชเสนี และทรงเป็นพระญาติฝ่ายพระชนนีกับกรมพระนเรศรวรฤทธิ์
เมื่อทรงพระเยาว์ มิได้สนพระทัยรับราชการอย่างจริงจัง ครั้นเจริญพระชันษาขึ้นจึงเสด็จไปผนวช ณ เมืองมอญ ทรงห่มจีวรสีแดงก่ำน้ำหมากตามแบบพระรามัญ ครั้นเสด็จนิวัตสู่พระนคร จึงประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนจะย้ายมาประทับ ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดฝ่ายรามัญและมีความผูกพันกับสายสกุลของพระองค์เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นถึงความตั้งมั่นในสมณธรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนิตยภัตไตรปีตามแบบอย่างที่พระราชทานแก่หม่อมเจ้าพระผู้ทรงศีลอื่น ๆ
เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๔๖ เมื่อเกิดเพลิงไหม้พระปรางค์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หม่อมเจ้าพระเนตรทรงเป็นผู้แรกที่เสด็จเข้าไปทอดพระเนตรพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ด้วยทรงห่วงใยในพระพุทธปฏิมาอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้มีความกตัญญูและกล้าหาญ ครั้นถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็น หม่อมเจ้าพระศีลวราลังการ ที่พระราชาคณะ พร้อมพระราชทานนิตยภัตราคาเดือนละ ๔ ตำลึง
ภายหลังประชวรด้วยโรคชรา สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริพระชันษา ๘๑ ปี นับเป็นเจ้านายผู้ทรงพระชันษายืนพระองค์หนึ่งในราชวงศ์จักรี
ส่วนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดากลิ่น เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๙๘ เมื่อแรกประสูติมีพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร เจ้าจอมมารดากลิ่นเป็นธิดาพระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ทำให้พระองค์ทรงมีสายสัมพันธ์กับตระกูลคชเสนีเช่นเดียวกัน และมีความคุ้นเคยกับวัดชนะสงครามมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์
นอกจากจะทรงรับราชการในตำแหน่งสำคัญหลายประการ อาทิ เสนาบดีกรมพระนครบาล องคมนตรี และรัฐมนตรีสภาแล้ว ในทางพระพุทธศาสนายังทรงดำรงตำแหน่งมัคนายกวัดชนะสงครามและวัดบวรนิเวศวิหาร อันสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระองค์กับสถาบันศาสนาและสายสกุลฝ่ายรามัญอย่างแนบแน่น พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ ภายหลังพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ได้อัญเชิญพระอัฐิบรรจุไว้ ณ พระเจดีย์หน้าพระอุโบสถวัดชนะสงคราม ร่วมกับเจ้าจอมมารดากลิ่นและสมาชิกในราชสกุลกฤดากร
วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหารเอง เป็นวัดโบราณสร้างแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า “วัดกลางนา” ครั้นสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดตองปุ” ให้เป็นวัดฝ่ายรามัญ เพื่อเทิดเกียรติทหารรามัญในกองทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทผู้มีชัยเหนือพม่าในสงครามเก้าทัพ พุทธศักราช ๒๓๒๘ และศึกต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ต่อมาจึงพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดชนะสงคราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะทั้งสามคราวนั้น
วัดแห่งนี้ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์สืบต่อมา โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างที่บรรจุพระอัฐิเจ้านายฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การก่อสร้างแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีพิธีอัญเชิญพระอัฐิมาประดิษฐานเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๐
พระรูปครั้งนั้นจึงมิได้เป็นเพียงภาพบุคคลสองพระองค์ หากยังสะท้อนเครือญาติ สายสกุล และศรัทธาทางศาสนาฝ่ายรามัญ ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์จักรีจนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ อีกด้วย
_____________
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม จวน ศิริสม ฉายา อุฏฺฐายี เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๗ ปี สิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ สิริพระชันษา ๗๔ ปี ๑๑ เดือน ๒ วัน
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม อยู่ ช้างโสภา ฉายา ญาโณทโย เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ สิริพระชันษา ๙๐ ปี ๑๖๕ วัน
วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐
น้อมรำลึกในโอกาสครบ ๕๒ ปี วันสิ้นพระชนม์
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทโย/ช้างโสภา ป.ธ.๙) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
พระรูปต้นฉบับฉาย ณ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๕
พัดยศทางซ้ายคือพัดยศสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมวิธานธำรง สกลมหาสงฆปรินายก ตรีปิฎกกลากุสโลภาส ภูมิพลมหาราชอนุศาสนาจารย์ กิตติโสภณาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมโศภน วิมลศีลสมาจารวัตร พุทธศาสนิกบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช
พัดยศทางขวาคือพัดยศสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระวันรัต ปริยัติพิพัฒนพงศ์ วิสุทธิสงฆปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลคัมภีรญาณสุนทร มหาคณะปธานาดิศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม ปลด เกตุทัต ฉายา กิตฺติโสภโณ เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี ๑ เดือน ๑๓ วัน สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ สิริพระชันษา ๗๓ ปี ๒๑ วัน
การเสด็จออกทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนา ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
การเสด็จออกทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนา ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
การเสด็จออกทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ นั้น เป็นโอกาสที่สำคัญที่สุด โอกาสหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นการแสดงออกถึงพระราชศรัทธาที่ทรงมีต่อพระพุทธศาสนา และความกตัญญูต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงความงดงามอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นอย่างมาก กับทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี และจารีตปฏิบัติในราชสำนัก พระบรมฉายาลักษณ์ที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นจดหมายเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งของช่วงเวลาดังกล่าว
การเสด็จออกทรงพระผนวชของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยทรงพระผนวชขณะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว เฉกเช่นเดียวกับสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีเพียง ๒ พระองค์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์เท่านั้น ในขณะที่พระมหากษัตริย์พระองค์อื่น ล้วนแล้วแต่ได้ทรงบรรพชาอุปสมบทก่อนการเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์ชื่น นพวงศ์ เป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๑๔ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๑ สิริพระชันษา ๘๕ ปี ๑๑ เดือน ๒๐ วัน
พระองค์ได้เป็นพระราชอุปัชฌยาจารย์เมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จออกผนวชในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ และในงานฉลองพุทธศตวรรษในประเทศไทย รัฐบาลประเทศพม่าได้ถวายสมณศักดิ์สูงสุดของพม่าคือ อภิธชมหารัฏฐคุรุ แด่พระองค์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐
สมณศักดิ์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ พระนามเดิม แพ พงษ์ปาละ ฉายา ติสฺสเทโว เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ทรงดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๖ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๗ ขณะพระชันษาได้ ๘๘ ปี ๑๔ วัน
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (ตอนที่ ๓)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (ตอนที่ ๓)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปหมู่แบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมด้วย ด้วยพระมหาเถรานุเถระผู้ใหญ่
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ – ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร มีพระนามก่อนผนวชว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท หลังผนวชได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็น หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต และ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ตามลำดับ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ มีพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ และดำรงตำแหน่งเป็นเวลา ๑๖ ปี จนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอิสริยยศพระอัฐิขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์ที่ ๔ และทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมพระ เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
____________
ภาพคณะละครรำสมัยรัชกาลที่ 5 โดย Wilhelm J. Burger
ภาพคณะละครรำสมัยรัชกาลที่ 5 โดย Wilhelm J. Burger
ภาพคณะละครรำสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เดิมเคยถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Wilhelm J. Burger หากแต่จากการศึกษาวิเคราะห์ในเวลาต่อมา มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าภาพเหล่านี้อาจเป็นผลงานของช่างภาพหลวงแห่งราชสำนักสยาม ขุนสุนทรสาทิสลักษณ์ (Francis Chit)
Wilhelm J. Burger (ค.ศ. 1844–1920) เป็นช่างภาพและจิตรกรชาวออสเตรีย ประจำอยู่ที่กรุงเวียนนา เขาเรียนรู้การถ่ายภาพจากลุงของเขา Andreas von Ettingshausen (ค.ศ. 1796–1878) ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1860 และในปี ค.ศ. 1874 ได้เปิดสตูดิโอถ่ายภาพที่เวียนนา เมื่อทำงานในภาษาฝรั่งเศส เขาใช้อักษรย่อ “G.” แทนชื่อ Guillaume
ในช่วงปี ค.ศ. 1868–1869 Burger ได้เดินทางมายังสยาม ในฐานะช่างภาพประจำคณะทูตและคณะเรือรบของจักรวรรดิออสโตร-ฮังการี ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาได้บันทึกภาพกรุงเทพฯ แม่น้ำเจ้าพระยา พระบรมมหาราชวัง วัดวาอาราม และทิวทัศน์ริมแม่น้ำจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาถูกจัดรวมเป็น “Siam Photo Collection 1869”
ก่อนหน้านั้น เขาเคยร่วมคณะสำรวจของจักรวรรดิออสโตร-ฮังการีไปยังประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ Karl von Scherzer ราวปี ค.ศ. 1869 และในปี ค.ศ. 1872 ได้ร่วมคณะสำรวจ Wilczek ซึ่งเป็นการเตรียมการสำหรับการสำรวจขั้วโลกของ Payer–Weyprecht
เกี่ยวกับภาพถ่ายสยามช่วงทศวรรษ 1860 ซึ่งเดิมเคยถูกจัดว่าเป็นผลงานของ Wilhelm Burger ได้มีการค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ภาพเหล่านี้ถูกค้นพบในคอลเลกชันส่วนตัวแห่งหนึ่งในยุโรป และได้รับการตีพิมพ์ในรูปเล่มโดยคุณพิพัฒน์ พงษ์ระพีพรรณ ในปี พ.ศ. 2544
เมื่อมีการนำภาพดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับภาพถ่ายร่วมสมัยของขุนสุนทรสาทิสลักษณ์ (Francis Chit) ช่างภาพหลวงแห่งราชสำนักสยาม โดยจัดเรียงภาพเคียงข้างกันอย่างเป็นระบบ จึงพบว่า ภาพที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นภาพเดี่ยวจากช่างภาพสองคน แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของชุดภาพที่ตั้งใจถ่ายเพื่อนำมาต่อประกอบกันเป็นภาพพาโนรามาของกรุงเทพฯ
ภาพชุดสมบูรณ์ซึ่งได้รับการทบทวนการระบุผู้สร้างสรรค์ใหม่ และยืนยันว่าเป็นผลงานของ Francis Chit ได้ถูกส่งคืนประเทศไทย และปัจจุบันกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้คนไทยและนักวิชาการตะวันตก รวมถึงนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป ได้เข้าใจสภาพกรุงเทพฯ ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1860 อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ในหนังสือเรื่อง Auf den Spuren von Österreichs Marine in Siam ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2012 และมีฉบับปรับปรุงขยายความในปี ค.ศ. 2022 ผู้เขียน W. Donko สรุปว่า ไม่เพียงแต่ภาพชุดดังกล่าวเท่านั้น หากแต่ภาพถ่ายจำนวนมากในคอลเลกชันสยาม ปี ค.ศ. 1869 ที่เคยระบุว่าเป็นผลงานของ Wilhelm Burger แท้จริงแล้วน่าจะเป็นผลงานของช่างภาพหลวง Francis Chit
อย่างไรก็ตาม บันทึกประจำวันของผู้ช่วยของ Burger คือ Michael Moser ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2019 ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บางภาพอาจเป็นการถ่ายร่วมกันกับ Francis Chit โดยมีข้อความลงวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1869 ระบุว่า:
“เรามีช่างภาพสามคน คือ ชาวสยามผู้หนึ่งซึ่งทำงานได้งดงามมาก และทำงานอยู่ริมแม่น้ำด้วย เขาชื่อ Francis Chit นายของข้าพเจ้าซื้อแม่พิมพ์ (แผ่นเนกาทีฟ) ที่งดงามมากจากเขา อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าชาย ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระมหากษัตริย์”
นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2011 T. Akiyoshi และ P. Pantzer ได้ตีพิมพ์บทความในวารสาร Photo Researcher ฉบับที่ 15/2011 แสดงให้เห็นว่า Burger ได้ซื้อภาพถ่ายส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1869 มาจากสตูดิโอถ่ายภาพท้องถิ่นในญี่ปุ่นเช่นกัน
ส่วนกรณีภาพถ่ายประเทศจีนในปีเดียวกันที่ถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Burger นั้น ยังไม่มีการวิเคราะห์เชิงลึกในประเด็นการระบุผู้ถ่ายอย่างเป็นระบบจนถึงปัจจุบัน
สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๑๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๑๑ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี คือพระรูปแบบเสมือนจริงของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป้าหมายของการบูรณะ พระรูปสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการฟื้นคืนประวัติศาสตร์ด้านภาพเสมือนจริงของสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านหลักฐานภาพถ่ายที่หลงเหลืออยู่จริง
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ – ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร มีพระนามก่อนผนวชว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท หลังผนวชได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็น หม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต, พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระสถาพรพิริยพรต และ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ตามลำดับ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ มีพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวงเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ และดำรงตำแหน่งเป็นเวลา ๑๖ ปี จนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอิสริยยศพระอัฐิขึ้นเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์ที่ ๔ และทรงเลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมพระ เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
____________
พระประวัติ
ประสูติกาล
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ – ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐)
ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
มีพระนามก่อนผนวชว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท
ทรงเป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ ต้นราชสกุลชมพูนุท กับหม่อมปุ่น
ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ แรม ๗ ค่ำ เดือนอ้าย
ที่วังหน้าวัดราชบพิธฯ มุมถนนราชบพิธกับถนนเฟื่องนคร
ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
การศึกษาขณะเป็นฆราวาส
เมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาอักขรสมัยไทยในสำนักเจ้าจอมมารดาสัมฤทธิ์ผู้เป็นย่า
เมื่อเข้าพิธีเกศากันต์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ไปศึกษาที่โรงเรียน Raffles ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔ เป็นเวลา ๙ เดือน แล้วจึงเสด็จกลับพระนคร
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษสำหรับเจ้านายขึ้น จึงทรงเข้าศึกษาต่อที่นี่ โดยไม่กลับไปประเทศสิงคโปร์อีก
นอกจากนี้ยังทรงศึกษาอักษรขอมจากพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
จนผนวชในปี พ.ศ. ๒๔๑๖
ผนวช
พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษา
ผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระอุปัชฌาย์: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
พระกรรมวาจาจารย์: พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร
ผนวชแล้วประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
เมื่อครบอุปสมบท วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๒
อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระอุปัชฌาย์: สมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทฺธสิริ)
พระกรรมวาจาจารย์: สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว)
พระบรรพชาจารย์: พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร
ได้รับพระนามฉายาว่า “สิริวฑฺฒโน”
การศึกษาขณะเป็นบรรพชิต
ศึกษาภาษาบาลีกับพระครูบัณฑรธรรมสโมทาน (สด)
ภาษาไทยกับพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น)
ภาษาสันสกฤตกับพราหมณ์
สอบเปรียญครั้งแรก ปี พ.ศ. ๒๔๒๕
ได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค
ปี พ.ศ. ๒๔๓๐
แปลได้เพิ่มอีก ๑ ประโยค
รวมเป็นเปรียญธรรม ๕ ประโยค
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานวัตถุจัตุปัจจัยมูลค่า ๒ ชั่งเป็นรางวัล
____________
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ล้วนสังกัด มหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์หลักที่สืบทอดจารีตมาตั้งแต่สมัยอยุธยา การแต่งกายของพระสงฆ์ในยุคนี้ยังไม่มีมาตรฐานตายตัว สีจีวรมักเป็นสีเหลืองทอง สีตองอ่อน หรือสีน้ำตาลจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติ การห่มจีวรมีความหลากหลาย ทั้งห่มคลุมและห่มเฉวียงตามสายครูบาอาจารย์ ยังไม่ปรากฏความแตกต่างเชิง “นิกาย” อย่างชัดเจนในทางรูปแบบ
เมื่อเข้าสู่รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖๗–๒๓๙๔) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๕ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (ด่อน) และลำดับที่ ๖ คือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ (นาค) ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในช่วงที่คณะสงฆ์ยังเป็นมหานิกายทั้งหมด สมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ ๖ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๖–๒๓๙๒ ประทับ ณ วัดราชบุรณราชวรวิหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ภาพเสมือนจริง เพราะอยู่ใกล้ช่วงเวลาที่สยามเริ่มรู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพ แต่ภาพต้นฉบับที่ใช้ในการบูรณะเป็นภาพเขียน ซึ่งไม่ทราบหลักฐานที่มาแน่นอนว่าใครเป็นผู้วาดและวาดเมื่อไร เหตุผลเพราะมีภาพวาดเสมือนจริงของพระองค์ ทำให้การบูรณะภาพของพระองค์เป็น “จุดตั้งต้น” ของโครงการบูรณะพระรูป สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของศาสนจักรไทยเกิดขึ้นในรัชสมัยถัดมา คือรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔, ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑) ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชยาวนานในสมณเพศในพระนาม พระวชิรญาณเถระ และได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับวิทยาการตะวันตกจากมิชชันนารี เช่น ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แนวคิดแบบเหตุผลและสัจนิยม รวมถึงความเคร่งครัดในพระวินัย ทำให้พระองค์ทรงเห็นความหย่อนยานในคณะสงฆ์ร่วมสมัย และนำไปสู่การสถาปนา ธรรมยุติกนิกาย ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรามัญนิกายและสีหลนิกาย โดยมีแนวปฏิบัติที่เคร่งครัดต่อพระวินัย จีวรที่นิยมในธรรมยุตจึงเป็น สีกรักหรือสีน้ำตาลเข้ม ห่มจีวรห่มดอง (เปิดไหล่ขวา) และห่มม้วนซ้าย ไม่มีผ้ารัดอก แสดงถึงความเคร่งครัด มีระเบียบ และสะท้อนแนวคิดสัจนิยมตามพระราชดำริของรัชกาลที่ ๔ เมื่อเทียบกับมหานิกายที่ยังคงใช้สีเหลืองทองและห่มผ้าแบบม้วนขวา (ห่มมังกร) หรือห่มคลุมเพื่อความเรียบร้อย
ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระสังฆราชยังคงเป็นฝ่ายมหานิกาย คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งนับเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายมหานิกายพระองค์สุดท้ายก่อนที่ธรรมยุติกนิกายจะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางอำนาจของศาสนจักรไทยอย่างแท้จริง การแต่งกายในยุคนี้ยังคงสีจีวรแบบดั้งเดิม แต่เริ่มมีความเรียบร้อยและความตระหนักในพระวินัยมากขึ้น
สมเด็จพระสังฆราชลำดับถัดมาในรัชกาลที่ ๕ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ลำดับที่ ๘) เป็น สมเด็จพระสังฆราชธรรมยุตพระองค์แรก เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และสีจีวรที่นิยมในธรรมยุตก็มักเป็น สีกรักเข้ม แสดงถึงการเคร่งครัดวินัยและคงแนวคิดสัจนิยมที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งทำให้แบบแผนการแต่งกาย สีจีวร และรูปแบบพิธีกรรมของธรรมยุตได้รับการทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งคณะสงฆ์ สอดคล้องกับรัฐสมัยใหม่ที่กำลังจัดระเบียบสถาบันต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ต่อมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุสฺสเทวมหาเถร) เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต (พระองค์ที่ ๒) เช่นกัน
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖, พ.ศ. ๒๔๕๓–๒๔๖๘) สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ ๑๐ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต พระองค์ที่ ๓ และองค์ที่ ๒ ที่เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ) ซึ่งเป็นยุคที่ภาพถ่ายของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เริ่มปรากฏชัดเจน การแต่งกายของธรรมยุตในยุคนี้ โดยเฉพาะการใช้สังฆาฏิพาดบ่าในพิธี กลายเป็น “ภาพจำ” ของพระสงฆ์ชั้นสูงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ภายหลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามที่จารึกตามพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ปีเดียวกัน นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกรมขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามโดยสังเขปว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์เป็นสมเด็จพระสังฆราชธรรมยุต พระองค์ที่ ๔ และเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์แรกที่เสด็จสถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประชวรด้วยพระโรคเส้นพระโลหิตในกระเพาะพระบังคนเบาพิการ ทำให้บังคนเบาเป็นโลหิต สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๙ สิริรวมพระชนมายุได้ ๗๗ พรรษา ดำรงสมณเพศได้ ๕๙ พรรษา มีพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
สถาปนาพระอิสริยยศเฉลิมพระนามพระอัฐิ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาพระอิสริยยศและเฉลิมพระนามพระอัฐิพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ขึ้นเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๓ ทรงกรมในชั้นกรมพระ เสด็จสถิตที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า เฉลิมพระนามตามที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ เคยทรงรจนาไว้ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เนื่องในโอกาสอภิลักขิตสมัย ๑๐๐ ปี นับแต่วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ และ ๑๐๐ ปี วันเสด็จขึ้นทรงราชย์แห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ด้วยทรงสถิตในที่พระราชกรรมวาจาจารย์ในรัชกาลที่ ๖ และในรัชกาลที่ ๗ ดังที่ปรากฏในสร้อยพระนามตอนหนึ่งว่า “ไทวภราดรมหาราชาภินิษกรมณาจารย์” อีกทั้งยังทรงเป็นสมเด็จอุปัชฌายะของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ พระราชอุปัธยาจารย์ในรัชกาลที่ ๑๐ ดังนั้น นับเนื่องถึงปัจจุบัน จึงทรงเป็นพระบูรพาจารย์ในทางธรรม กล่าวคือ เป็นพระอุปัชฌาย์ของพระราชอุปัธยาจารย์
โดยเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และออกประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้าลงในราชกิจจานุเบกษาในอีกสามวันถัดมา (๑๗ กรกฎาคม)
ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในอภิลักขิตสมัย ๑๐๐ ปี วันสวรรคต และอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในลักขิตสมัย ๑๐๐ ปี วันขึ้นทรงราชย์ พร้อมทั้งทรงสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ และทรงยกเบญจปฎลเศวตฉัตรขึ้นถวายกางกั้นพระรูปในซุ้มคูหาพระเจดีย์ เพื่อเป็นเครื่องปรากฏแห่งพระมหาสมณคุณสืบไป
ทั้งนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ เป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอที่ได้รับสถาปนาพระอัฐิให้ขึ้นทรงกรมในชั้นกรมพระเป็นพระองค์แรกในรัชกาลที่ ๑๐ หากยึดตามวันที่ออกประกาศพระบรมราชโองการ
____________