History of Fashion
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในงานเลี้ยงตอบแทน สมเด็จพระราชินีนาถจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๖
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานเลี้ยงตอบแทน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ สมเด็จพระราชินีนาถจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๖
ในพระฉายาลักษณ์นี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงศิราภรณ์เพชรแบบไทย ซึ่งประดับด้วยเพชรสีขาวและเพชรสีเหลือง อันเป็นหนึ่งในศิราภรณ์สำคัญที่มีความเกี่ยวเนื่องกับมรดกเครื่องเพชรในราชสำนักไทย โดยมีข้อมูลระบุว่าเพชรสีเหลืองและชิ้นส่วนลายดอกไม้บางส่วนสามารถถอดออกจากโครงศิราภรณ์ เพื่อนำไปทรงเป็นแถบศิราภรณ์แบบ bandeau สร้อยพระศอ หรือสร้อยพระกรได้
ศิราภรณ์องค์นี้ได้รับการสร้างขึ้นโดย Van Cleef & Arpels ราวปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ โดยออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบศิราภรณ์ไทยประเพณี และประดับด้วยเพชรสีขาวและเพชรสีเหลือง หนังสือเกี่ยวกับ Van Cleef & Arpels ระบุว่า ขณะดำเนินการสร้างเรือนศิราภรณ์ที่กรุงปารีสนั้น เพชรสีเหลืองเม็ดใหญ่บริเวณกึ่งกลางมิได้ถูกส่งไปยังฝรั่งเศส แต่ได้ส่งเพทายที่มีขนาดเท่ากันไปใช้เป็นต้นแบบ เพื่อให้ช่างสามารถทำตัวเรือนได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่เพชรสีเหลืององค์จริงจะถูกนำมาประดับเมื่อศิราภรณ์เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงศิราภรณ์องค์นี้อยู่บ่อยครั้งในช่วงทศวรรษ ๒๕๐๐–๒๕๑๐ โดยเฉพาะในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมถึงงานพระราชพิธีและงานพระราชทานเลี้ยงรับรองสำคัญต่าง ๆ ในพระฉายาลักษณ์นี้ ยังทรงสร้อยพระศอทับทิมและเพชร พร้อมพระกุณฑลเข้าชุดกัน และทรงสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of the Netherlands Lion พร้อมดาราประดับพระอุระ สะท้อนถึงพระเกียรติยศทางการทูตและสัมพันธไมตรีระหว่างราชสำนักไทยกับราชวงศ์เนเธอร์แลนด์
ไทยและเนเธอร์แลนด์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๑๔๗ ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถแห่งกรุงศรีอยุธยา จนถึงปัจจุบัน สัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศได้ดำเนินสืบเนื่องมายาวนานกว่า ๔๐๐ ปี
ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ ต่อมาในรัชสมัยของพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ของทั้งสองราชวงศ์ได้เสด็จเยือนระหว่างกันอีกหลายครั้ง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างราชสำนักไทยและราชวงศ์เนเธอร์แลนด์
สมเด็จพระราชินีนาถจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วย เจ้าชายเบิร์นฮาร์ด พระราชสวามี และ เจ้าฟ้าหญิงเบียทริกซ์ ซึ่งต่อมาทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ และทรงสละราชสมบัติในปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๑๕–๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖
ในโอกาสดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานเลี้ยงรับรอง และยังเสด็จฯ นำพระราชอาคันตุกะทอดพระเนตรขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ ท่าราชวรดิฐ อันเป็นหนึ่งในพระราชพิธีและขนบธรรมเนียมอันงดงามของราชสำนักไทย
เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งจมื่นไวยวรนารถ และ นายชาย บุตรชาย (พระยาประภากรวงศ์วรวุฒิภักดี)
เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งจมื่นไวยวรนารถ และ นายชาย บุตรชาย (พระยาประภากรวงศ์วรวุฒิภักดี)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นภาพเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งจมื่นไวยวรนารถ และ นายชาย บุตรชาย (พระยาประภากรวงศ์วรวุฒิภักดี) เป็นอุปทูตเดินทางไปเจริญพระราชไมตรียังพระราชสำนักของสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ และใน พุทธศักราช ๒๔๐๙
ได้สร้างสรรค์ให้ฉากหลังเป็น พระราชวัง Château de Fontainebleau ที่ฝรั่งเศสในปี พุทธศักราช ๒๔๐๙
_____________
พระแก้วฟ้า หรือ พระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้า และพระมเหสี
👑 พระแก้วฟ้า หรือ พระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้า และพระมเหสี
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระรูป พระแก้วฟ้า หรือ พระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้า และพระมเหสีทั้งสามพระองค์ ซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ หรือพระศรีสวัสดิ์ แห่งกัมพูชา ในขณะนั้นทรงไว้พระเกศายาว และยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้านายชั้นสูงในราชสำนักกัมพูชา
ต่อมาพระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา ทรงมีพระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ จอมจักรพงศ หริราชปรมินทร์ภูวนัย ไกรแก้วฟ้าสุราลัย พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี ในบริบทที่กัมพูชายังอยู่ภายใต้อารักขาและอำนาจการปกครองของฝรั่งเศส
พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๗–๒๔๗๐ (ค.ศ. 1904–1927) เป็นเวลากว่า ๒๓ ปี ในยุคที่กัมพูชาอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส
เมื่อมีพระชนมายุ ๒๔ ปี ราว พ.ศ. ๒๔๐๗ (ค.ศ. 1864) พระองค์เคยทรงผนวชเป็นพระภิกษุในกรุงเทพมหานคร โดยเกี่ยวข้องกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามและวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางศาสนา การเมือง และราชสำนักระหว่างสยามกับกัมพูชาในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
พระองค์ทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากฝรั่งเศส ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี หรือ นักองค์ด้วง และเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม
พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ (ค.ศ. 1927) ณ กรุงพนมเปญ สิริพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา
ภาพนี้เป็นภาพถ่ายชนิดอัลบูเมนซิลเวอร์พิมพ์จากกระจกเนกาทีฟ (Albumen Silver Print from Glass Negative) ถ่ายโดย เอมิล กเซลล์ (Émile Gsell) ช่างภาพชาวฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ (ค.ศ. 1866)
ภาพแสดงให้เห็นพระองค์ประทับบนเก้าอี้หวาย ทรงฉลองพระองค์แบบราชสำนักกัมพูชาในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ข้างพระองค์มีโต๊ะวางเครื่องยศอันประณีต ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางรสนิยม วัตถุศิลป์ และวัฒนธรรมราชสำนัก และวัฒนธรรมวัตถุระหว่างกัมพูชากับสยามในยุคนั้น
ย้อนรอยแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ เรื่องเล่าจากพงศาวดาร ราชทูตสยามไปประเทศฝรั่งเศส
ย้อนรอยแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ เรื่องเล่าจากพงศาวดาร (ตอนที่ ๒ ราชทูตสยามไปประเทศฝรั่งเศส)
ภาพถ่ายคณะราชทูตสยามที่เดินทางไปเจริญทางพระราชไมตรี สมัยรัชกาลที่ ๔ พุทธศักราช ๒๔๐๔ ทั้งหมดนี้เก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส (The Bibliothèque nationale de France) ณ กรุงปารีส
ย้อนรอยแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ : เรื่องเล่าจากพงศาวดาร (ตอนที่ ๒ ราชทูตสยามไปประเทศฝรั่งเศส)
ราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศสเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งได้ทรงส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีกับสยามเมื่อปี ๒๒๒๘ ต่อมาราชทูตสยาม (โกษาปาน) ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อปี ๒๒๒๙ ภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรสยามกับฝรั่งเศสก็เสื่อมลง จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามกับฝรั่งเศสก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง จากการที่ราชอาณาจักรสยามทำสนธิสัญญากับสหราชอาณาจักร หรือที่รู้จักกันในนาม “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ทำให้ประเทศตะวันตกอื่น ๆ ทยอยเข้ามาทำสนธิสัญญากับราชอาณาจักรสยามในทำนองเดียวกันนี้ ฝรั่งเศสซึ่งในขณะนั้น ตรงกับสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ได้ส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริแต่งคณะราชทูตสยามให้เชิญพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดิ เป็นการตอบแทน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตไปยังประเทศฝรั่งเศส ในปี ๒๔๐๔ นำโดย พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) เป็นราชทูต เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (วร บุนนาค) เป็นอุปทูต พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) เป็นตรีทูต เชิญพระราชสาส์น และเครื่องมงคลราชบรรณาการไปถวายแด่พระจักรพรรดิฯ ณ พระราชวังฟงแตนโบล
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระรูป พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
พระรูปต้นฉบับเป็นภาพที่หายากมาก ไม่ค่อยที่จะได้เห็นกันเท่าไร แม้แต่บุคคลในราชสกุลเองก็ยังไม่เคยเห็นพระรูปองค์นี้ ผมเซฟภาพนี้มาจากหอสมุดจดหมายเหตุต่างประเทศ ในพระรูปนี้พระองค์ทรงฉลองพระองค์เต็มยศสีนวล และทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ประกอบด้วยดาราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษและดวงตราทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ สำหรับห้อยคอ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๙ – ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๗) ทรงเป็นหนึ่งในพระราชโอรสกลุ่มแรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จไปทรงศึกษาต่อยังทวีปยุโรป และภายหลังเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และเป็น จอมพลพระองค์ที่สองของกองทัพบกสยาม ทรงเป็นต้นราชสกุล “จิรประวัติ”
พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา และแฟชั่นผสมผสานในราชสำนักสยามช่วงรัชกาลที่ ๕ ตอนต้น
พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา และแฟชั่นผสมผสานในราชสำนักสยามช่วงรัชกาลที่ ๕ ตอนต้น
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเลกชันนี้ เป็นพระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา หรือพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัลยา ประสูติเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๒ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๙ สิริพระชันษา ๔๖ ปี พระองค์เป็นพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาบัว
พระชนม์ชีพของพระองค์อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ราชสำนักสยาม กล่าวคือ พระองค์ประสูติในปลายรัชกาลที่ ๔ แต่ทรงเจริญพระชนม์ขึ้นในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ อันเป็นยุคที่สยามเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกสมัยใหม่อย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการเมือง การทูต การศึกษา วัฒนธรรมวัตถุ และการแต่งกาย
พระรูปนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์แฟชั่น เพราะเป็นหนึ่งในภาพที่หาชมได้ยากมากของเจ้านายฝ่ายในแห่งราชสำนักสยาม ซึ่งทรงเครื่องแต่งกายแบบสยาม แต่ผสมผสานองค์ประกอบจากแฟชั่นตะวันตก โดยเฉพาะ หมวกสตรีแบบวิกตอเรียน ถุงเท้า รองเท้า และสตูดิโอถ่ายภาพแบบตะวันตก
Émile Gsell และภาพถ่ายกัมพูชาในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ถึงต้นรัชกาลที่ ๕
Émile Gsell และภาพถ่ายกัมพูชาในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ถึงต้นรัชกาลที่ ๕
Émile Gsell เป็นช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนสำคัญในประวัติศาสตร์การถ่ายภาพยุคแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาทำงานอยู่ในไซ่ง่อน และถือเป็นหนึ่งในช่างภาพเชิงพาณิชย์ยุคแรก ๆ ของภูมิภาค ผลงานของเขามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะบันทึกภาพกัมพูชา อังกอร์ ผู้คน เครื่องแต่งกาย และบุคคลในแวดวงราชสำนักกัมพูชา ในช่วงเวลาที่การถ่ายภาพยังเป็นเทคโนโลยีใหม่และมีข้อจำกัดอย่างมาก
ภาพถ่ายของ Gsell ไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะภาพโบราณเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้านเครื่องแต่งกาย วัฒนธรรมราชสำนัก และความสัมพันธ์ทางสายตาระหว่างสยามกับกัมพูชาในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อีกด้วย เมื่อพิจารณาภาพสตรีกัมพูชาในราชสำนัก จะเห็นได้ว่าการแต่งกายมีความใกล้เคียงกับสตรีสยามในช่วงเวลาเดียวกันอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการนุ่งผ้า การห่มสไบ และการใช้ผ้าทอเนื้อดีที่สะท้อนสถานะทางสังคม
อย่างไรก็ตาม ความคล้ายกันนี้ไม่ได้หมายความว่าเหมือนกันทั้งหมด รายละเอียดของสไบ ผ้าห่มเฉียง ลายผ้า การจัดจีบ และวิธีการวางผ้าบนเรือนร่าง มีลักษณะเฉพาะของแต่ละราชสำนัก สตรีกัมพูชาในภาพของ Gsell มักปรากฏด้วยผ้าห่มเฉียงหรือสไบที่มีเนื้อผ้าและลวดลายแบบราชสำนักเขมร ขณะที่สตรีชั้นสูงของสยามในยุคใกล้เคียงกันมักมีรายละเอียดเรื่องการจัดริ้วผ้า การจีบผ้า และการใช้ผ้าทรงสะพักปักในบริบทพิธีการของราชสำนัก และทรงผมจะต่างกันเล็กน้อย ผู้ชายกัมพูชามักจะไว้ผมยาวประบ่า ผู้หญิงทรงผมปีกแต่การกรีดผมและจอนผมจะมีความต่างกันค่อนข้างมาก
ภาพเหล่านี้จึงเปิดพื้นที่ให้เราอ่าน “เครื่องแต่งกาย” ไม่ใช่เพียงเรื่องความงาม แต่เป็นหลักฐานของวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยน และอำนาจทางภาพระหว่างสยาม กัมพูชา และโลกอาณานิคมในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
ปัจจุบัน ภาพถ่ายจำนวนมากของ Émile Gsell ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์และคลังภาพสำคัญ เช่น Weltmuseum Wien ที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย และ The Metropolitan Museum of Art ที่นิวยยอร์ก
ภาพเหล่านี้เป็นหน้าต่างสำคัญที่ทำให้เราเห็นผู้คน ราชสำนัก และเครื่องแต่งกายในโลกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปีก่อน ผู้ที่สนใจสามรถเข้าชมภาพต้นฉบับได้ตามลิ้งนี้ครับ
มกุฎราชกุมารีอันโตเนียแห่งบาวาเรีย [Crown Princess Antonia of Bavaria]
มกุฎราชกุมารีอันโตเนียแห่งบาวาเรีย [Crown Princess Antonia of Bavaria]
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเลกชันนี้ เป็นพระรูปของ มกุฎราชกุมารีอันโตเนียแห่งบาวาเรีย [Crown Princess Antonia of Bavaria] พระนามเดิม เจ้าหญิงอันโตเนียแห่งลักเซมเบิร์กและนัสเซา [Princess Antonia of Luxembourg and Nassau] ขณะทรง มงกุฎทับทิมและสปิเนลแห่งบาวาเรีย [Bavarian Ruby and Spinel Tiara] หนึ่งในศิราภรณ์แห่งราชสำนักยุโรปคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ที่มีขนาดใหญ่ หนัก และทรงพลังมากที่สุดชิ้นหนึ่ง
นี่คือมงกุฎที่หนักเสียจนมิได้กำหนดเพียงรูปลักษณ์ของผู้สวมใส่ หากยังส่งผลต่อการเคลื่อนไหว การยืน การวางพระองค์ และการแบกรับน้ำหนักของสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง
มงกุฎทับทิมและสปิเนลแห่งบาวาเรีย [Bavarian Ruby and Spinel Tiara] สร้างขึ้นราว ค.ศ. ๑๘๓๐ ตามพระราชประสงค์ของ พระเจ้าลุดวิกที่ ๑ แห่งบาวาเรีย [King Ludwig I of Bavaria] เพื่อพระราชทานแก่พระมเหสี คือ สมเด็จพระราชินีเทเรซาแห่งบาวาเรีย [Queen Therese of Bavaria] เดิมคือ เจ้าหญิงเทเรซาแห่งซัคเซิน-ฮิลด์บวร์กเฮาเซิน [Princess Therese of Saxe-Hildburghausen]
ศิราภรณ์ชิ้นนี้มิได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อความงดงาม หากเป็นถ้อยแถลงเชิงราชวงศ์ที่แสดงถึงพระเกียรติยศ ความมั่นคง และบารมีของราชวงศ์บาวาเรีย ในช่วงเวลาที่สถาบันกษัตริย์บาวาเรียต้องการแสดงสถานะ ความสง่างาม และความต่อเนื่องของราชวงศ์ในเวทียุโรป
มงกุฎนี้สร้างโดย คาสปาร์ รีลันเดอร์ [Caspar Rieländer] ช่างทองและช่างอัญมณีประจำราชสำนัก โครงสร้างทำด้วยทอง ประดับด้วยทับทิม สปิเนล และเพชร จัดวางเป็นลวดลายพฤกษาอันซับซ้อน สะท้อนรสนิยมแบบโรแมนติกของราชสำนักยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งนำรูปทรงจากธรรมชาติมาแปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ พระเกียรติยศ และสายสืบสันตติวงศ์
แม้จะงดงามอย่างยิ่ง แต่มงกุฎชิ้นนี้มีชื่อเสียงในด้านน้ำหนักและความไม่สะดวกสบายในการสวมใส่ มีบันทึกว่า สมเด็จพระราชินีเทเรซา [Queen Therese] ไม่โปรดมงกุฎชิ้นนี้นัก เนื่องจากมีขนาดใหญ่และหนักมาก จึงมักทรงเลือกใช้ศิราภรณ์ชิ้นอื่นของราชวงศ์ที่มีขนาดเล็กกว่าและสวมใส่ได้ง่ายกว่า ด้วยเหตุนี้ มงกุฎทับทิมและสปิเนลจึงถูกนำออกมาใช้เฉพาะในพระราชพิธีหรือโอกาสทางการสำคัญเท่านั้น
ในเวลาต่อมา มงกุฎชิ้นนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างเด่นชัดกับ มกุฎราชกุมารีอันโตเนียแห่งบาวาเรีย [Crown Princess Antonia of Bavaria] ซึ่งทรงสวมในพระฉายาลักษณ์ทางการ ภาพดังกล่าวบันทึกเสียงสะท้อนช่วงปลายของธรรมเนียมราชสำนักแบบเก่าไว้ได้อย่างทรงพลัง ในยุคที่เครื่องประดับอันวิจิตรและหนักหน่วงเช่นนี้ยังคงทำหน้าที่แสดงฐานันดร มรดกทางราชวงศ์ และอำนาจเชิงพิธีกรรม
เจ้าหญิงอันโตเนียทรงหมั้นครั้งแรกกับ มกุฎราชกุมารรุปเพรชท์แห่งบาวาเรีย [Crown Prince Rupprecht of Bavaria] ใน ค.ศ. ๑๙๑๘ ไม่นานก่อนสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศเยอรมนี อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลทางการเมือง ทั้งสองพระองค์ไม่อาจอภิเษกสมรสได้ในทันที ต่อมาจึงทรงหมั้นกันอีกครั้ง และอภิเษกสมรสใน ค.ศ. ๑๙๒๑
หลังการอภิเษกสมรส หนึ่งในศิราภรณ์แห่งราชวงศ์บาวาเรียที่มกุฎราชกุมารีอันโตเนียทรงใช้ในพระฉายาลักษณ์ทางการ คือมงกุฎจาก ชุดเครื่องประดับทับทิมและสปิเนลแห่งบาวาเรีย [Bavarian Ruby and Spinel Parure] ชุดเครื่องประดับนี้ประกอบด้วยมงกุฎ สร้อยพระศอ ต่างพระกรรณ และกำไลพระกรสองวง ประดับด้วยทับทิม สปิเนล และเพชร
ที่น่าสนใจคือ ทุ่งเทเรเซียนวีเซอ [Theresienwiese] สถานที่จัดงาน อ็อกโทเบอร์เฟสต์ [Oktoberfest] อันมีชื่อเสียงระดับโลก ได้รับชื่อตามพระนามของ สมเด็จพระราชินีเทเรซา [Queen Therese] และงานอ็อกโทเบอร์เฟสต์ครั้งแรกก็จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างพระองค์กับ พระเจ้าลุดวิกที่ ๑ [King Ludwig I]
ปัจจุบัน มงกุฎทับทิมและสปิเนลแห่งบาวาเรีย [Bavarian Ruby and Spinel Tiara] จึงมิได้เป็นเพียงผลงานชั้นสูงของงานช่างอัญมณีราชสำนัก หากยังเป็นวัตถุประวัติศาสตร์ที่เก็บรักษาความทรงจำของยุคสมัยหนึ่งไว้ — ยุคที่สถาบันกษัตริย์ถูกแสดงออกผ่าน อัญมณี พิธีการ และน้ำหนักจริงของเครื่องประดับที่ต้องทรงไว้เหนือพระเศียร
สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเลกชันนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช หรือที่เรียกกันอย่างลำลองว่า “สมเด็จวังบูรพา”
ในพระฉายาลักษณ์นี้ พระองค์ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์แบบสมัยรัชกาลที่ ๕ สังเกตได้จากพระสนับเพลาที่ยังคงเป็นสีน้ำเงิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีดำในสมัยรัชกาลที่ ๖ อีกทั้งเข็มขัดยังคงเป็นแบบเก่า
ในการสร้างสรรค์ภาพครั้งนี้ ได้นำตราสัญลักษณ์บน “หัวกระดาษ” ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ในฐานะผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์พระองค์แรก มาใช้เป็นลวดลายฉากหลัง เพื่อสะท้อนทั้งการออกแบบเชิงเอกสารราชการและบริบททางทัศนวัฒนธรรมในสมัยรัชกาลที่ ๕
เจ้าดารารัศมี ทรงนุ่งซิ่นต๋ามะนาว
Princess Dara Rasami (เจ้าดารารัศมี) in Sin Ta Manao (ซิ่นต๋ามะนาว)
This image of Princess Dara Rasami (เจ้าดารารัศมี) has been restored and recreated using AI technology. She is depicted wearing a sin ta manao (ซิ่นต๋ามะนาว), a traditional skirt of the Tai Yuan (ไทยวน) people of Phrae (แพร่) province. Characterised by a yellow ground with dark horizontal stripes and a hem band in black, indigo, or alternating purple, the sin ta manao is one of the most distinctive textiles of northern Thailand. Princess Dara Rasami wears it here with a pearl and diamond choker and a high-necked Edwardian lace blouse.
The background of this reconstruction depicts the residential palace (ตำหนัก) of Princess Dara Rasami within the Inner Court (เขตพระราชฐานชั้นใน) of the Grand Palace (พระบรมมหาราชวัง), added to contextualise the setting.
จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช (๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๙ – ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๗) ทรงเป็นหนึ่งในพระราชโอรสกลุ่มแรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จไปทรงศึกษาต่อยังทวีปยุโรป และภายหลังเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และเป็น จอมพลพระองค์ที่สองของกองทัพบกสยาม ทรงเป็นต้นราชสกุล “จิรประวัติ”
รัชกาลที่ ๕ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศเครื่องแบบจอมพลเรือ
👑 รัชกาลที่ ๕ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศเครื่องแบบจอมพลเรือ
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศเครื่องแบบจอมพลเรือ
ฉลองพระองค์เป็นเสื้อทูนิคสีกรมท่า ติดดุมทองเป็นแถวตลอดแนวพระอุระ ปกคอเสื้อและหน้าปกเสื้อขลิบทอง คาดประคดไหมทองถัก มีชายครุยคู่ และประดับสายยงยศสีทอง
พระองค์ทรงประดับดารามหาสุราภรณ์ แห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎสยาม พร้อมสายสร้อยสังวาลลงยาราชาวดี และแพรแถบสีฟ้า ริ้วแดง เหลือง และเขียว ประดับที่พระอังสา
อีกทั้งยังทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ดารามหาวราภรณ์ พร้อมทั้งสายสะพายและดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ และดาราแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
รัชกาลที่ ๕ ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศใหญ่ จอมพลเหล่าทัพสยาม
👑 รัชกาลที่ ๕ ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศใหญ่ จอมพลเหล่าทัพสยาม
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศใหญ่ จอมพลเหล่าทัพสยาม
ฉลองพระองค์เป็นเสื้อทูนิคสีขาว ติดดุมทองจำนวน ๕ เม็ด ปกเสื้อและขอบแขนเสื้อใช้สักหลาดสีดำปักลวดลายทอง คาดประคตไหมทองถักมีชายครุยคู่ และประดับสายยงยศสีทอง พร้อมทั้งทรงถือพระคฑาช้างสามเศียร เครื่องต้นในพระองค์
พระองค์ทรงประดับด้วยเสื้อครุยปักดิ้นและแล่งทองและเงิน
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิตนฤมล
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิตนฤมล
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระรูปของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิตนฤมล ทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกในช่วงต้นทศวรรษ ๑๙๒๐ อันเป็นรอยต่อระหว่างแฟชั่นปลายยุค Teens Fashion กับแฟชั่นสตรีหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ภาพต้นฉบับถ่ายโดย Bassano Ltd ณ สตูดิโอเลขที่ ๒๕ Old Bond Street กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๒๐ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๖๓ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
การกำหนดสถานที่และช่วงเวลาของพระรูปนี้มีหลักฐานรองรับจากฐานข้อมูลของ National Portrait Gallery, London ซึ่งระบุทั้งชื่อผู้ถ่าย วันที่ถ่าย และสถานที่ถ่ายไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งพระรูปของพระสวามี คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ก็ถ่ายโดย Bassano Ltd ที่กรุงลอนดอนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๒๐ จึงสันนิษฐานได้อย่างมีน้ำหนักว่า พระองค์เจ้าประภาวสิตนฤมลเสด็จประทับหรือเสด็จเยือนกรุงลอนดอนพร้อมพระสวามีในปีดังกล่าว
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิตนฤมล ประสูติเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นพระธิดาพระองค์เล็กในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์สว่าง จักรพันธุ์ ราชสกุลเดิม ศิริวงศ์ ซึ่งเป็นพระธิดาในพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามงคลเลิศ พระเชษฐาในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
เมื่อแรกประสูติ มีพระยศเป็นหม่อมเจ้า ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า” และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๓ ทรงเลื่อนเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า”
ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
ภาพในคอลเลกชันนี้ประกอบด้วยพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พร้อมด้วยพระฉายาลักษณ์พระโสทรานุชาทั้ง ๓ พระองค์ ผู้ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทั้ง ๕ พระองค์ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
รายพระนามมีดังต่อไปนี้
๑. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๒๔–๒๔๖๘)
๒. สมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พ.ศ. ๒๔๒๖–๒๔๖๓)
๓. สมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (พ.ศ. ๒๔๓๒–๒๔๖๗)
๔. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย (พ.ศ. ๒๔๓๕–๒๔๖๖)
๕. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๓๖–๒๔๘๔)
ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ที่ปรากฏในคอลเลกชันนี้ อ้างอิงจากเครื่องแบบเต็มยศใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งมีการเปลี่ยนมาใช้เสื้อเต็มยศใหญ่สีแดงอย่างเดียวใน พ.ศ. ๒๔๓๔ นายทหารยังคงใช้สายสะพายไหมแดงริ้วทองสลับเงิน พาดจากพระอังสาขวามายังเบื้องซ้าย สายสะพายลักษณะนี้ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๔ จนถึงช่วงหลัง พ.ศ. ๒๔๔๐ จึงเลิกใช้
การทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบดังกล่าวยังสะท้อนพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ที่รับราชการทหาร เข้ารับราชการเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
______________
This collection comprises royal photographic portraits of King Vajiravudh, Rama VI (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖), and King Prajadhipok, Rama VII (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗), together with photographic portraits of their three full royal brothers, all born to Queen Saovabha Phongsri, the Queen Mother Sri Bajarindra (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง).
All five princes are shown wearing the full-dress uniform of the King’s Own Bodyguard Regiment, the Mahat Lek Ratchawallop Guards (ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์).
The royal sitters are as follows:
1. King Vajiravudh, Rama VI (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖) 1881–1925
2. Prince Chakrabongse Bhuvanath, Prince of Phitsanulok (สมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ) 1883–1920
3. Prince Asdang Dejavudh, Prince of Nakhon Ratchasima (สมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา) 1889–1924/1925, according to calendar convention
4. Prince Chudadhuj Dharadilok, Prince of Phetchabun (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย) 1892–1923
5. King Prajadhipok, Rama VII (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗) 1893–1941
The full-dress uniform of the Mahat Lek Ratchawallop Guards represented in this collection refers to the grand full-dress form adopted during the reign of King Chulalongkorn, Rama V. In 1891, the regiment adopted the red full-dress tunic as its principal ceremonial uniform. Officers continued to wear the distinctive red silk sash with alternating gold and silver stripes, worn from the right shoulder across to the left side. This form of sash had been in use from 1871 until it was discontinued sometime after 1897.
The wearing of this uniform also reflects King Chulalongkorn’s royal preference for appointing his sons who entered military service as special officers attached to the Mahat Lek Ratchawallop Guards. Through this practice, military dress became not only a marker of rank and service, but also a visual expression of dynastic discipline, royal modernity, and the close relationship between the monarchy and the modernising Siamese army.
______________
อ่านเพิ่มเติมและบทความภาษาอังกฤษได้ที่ :
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศ เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
และทรงถือ พระคฑาจอมพล (คฑาช้างสามเศียร) เป็นพระคฑาเครื่องต้นของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสำเร็จวิชาการทหารบกมาจากประเทศอังกฤษ ทั้งยังได้ทรงเข้าประจำการเป็นนายร้อยตรีกิตติมศักดิ์แห่งกองทัพอังกฤษที่กองทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ในระหว่างนั้น ในส่วนของสยาม ทรงดำรงพระยศเป็นนายร้อยตรีนอกกอง กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และนายร้อยโทนอกกองกรมทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ในเวลาต่อมา
ครั้นเสด็จกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ (ค.ศ. ๑๙๑๔) แล้ว ได้ทรงเข้ารับราชการกองทัพบกในตำแหน่งนายทหารคนสนิทของจอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาบดีทหารบก ต่อมาทรงได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็นนายร้อยเอก ประจำกรมบัญชาการกองทัพน้อยที่ ๒ ในตำแหน่งนายทหารเสนาธิการ
ต่อมาทรงลาราชการเพื่อผนวช ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ (ค.ศ. ๑๙๑๗) โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (ปัจจุบันคือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ แล้วเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ทรงได้รับฉายาว่า “ปชาธิโป” ในระหว่างที่ผนวชนั้น สมเด็จพระอุปัชฌาย์ทรงปรารภว่า พระองค์เป็นพระอนุชาพระองค์เล็ก ถึงอย่างไรก็คงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นแน่ ดังนั้นจึงทรงชวนให้พระองค์อยู่ในสมณเพศตลอดไป เพื่อจะได้ช่วยปกครองสังฆมณฑลสืบไป แต่พระองค์ได้ปฏิเสธ เนื่องจากในขณะนั้นพระองค์ทรงพอพระทัยที่จะอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ มากกว่า
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขอหม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ ต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสพระราชทาน ณ วังสุโขทัย โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างตำหนักเป็นเรือนหอ และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำหนักพระราชทาน
พระราชพิธีอภิเษกสมรสจัดขึ้น ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ (ค.ศ. ๑๙๑๘) นับเป็นการอภิเษกสมรสครั้งแรกหลังการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ และถือเป็นการสมรสแบบตะวันตก โดยมีการถามความสมัครใจของคู่สมรส
ภายหลังทรงพระประชวรเรื้อรัง จำเป็นต้องลาราชการไปพักรักษาพระองค์ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นตามคำแนะนำของคณะแพทย์ จึงเสด็จไปรักษาพระองค์ ณ ทวีปยุโรป ใน พ.ศ. ๒๔๖๓ (ค.ศ. ๑๙๒๐) ครั้นหายประชวรแล้ว ทรงเข้าศึกษาวิชาการที่โรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และเสด็จกลับประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๔๖๔ (ค.ศ. ๑๙๒๑)
หลังจากนั้นอีก ๔ ปี ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก และเลื่อนพระยศเป็นนายพันเอก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ ๒ รวมทั้งเป็นผู้บังคับการพิเศษกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๒
ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและสติปัญญา ทรงปรากฏพระเกียรติคุณจนสามารถรับราชการสำคัญสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการเลื่อนกรมขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ชเนศรมหาราชาธิราช จุฬาลงกรณนาถวโรรส อุดมยศอุกฤษฐศักดิ์ อุภัยปักษนาวิล อสัมภินชาติพิสุทธิ์ มหามกุฎราชพงศบริพัตร บรมขัตติยมหารัชฎาภิสิญจน์พรรโษทัย มงคลสมัยสมากร สถาวรวรัจฉริยคุณ อดุลยราชกุมาร กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ (ค.ศ. ๑๙๒๕) ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคตเพียงไม่กี่วัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย ทรงฉลองพระองค์เต็มยศ เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราไชย เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๙๐ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๗ อันประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะโรง จัตวาศก จ.ศ. ๑๒๕๔ ตรงกับวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ ณ พระตำหนักมรกฎสุทธิ์ เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามเขตพระราชฐานว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” ตามพระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ซึ่งประสูติ ณ สถานที่แห่งนั้น เมื่อทรงพระเยาว์ทรงพระนามว่า “ทูลกระหม่อมติ๋ว”
“คนัง” เงาะป่าผู้ทะยานด้วยวาสนา มาเป็นมหาดเล็กพิเศษ “คุณพ่อหลวง” ร.๕
“คนัง” เงาะป่าผู้ทะยานด้วยวาสนา มาเป็นมหาดเล็กพิเศษ “คุณพ่อหลวง” ร.๕!!! โดย โรม บุนนาค
“เงาะ” เป็นคนป่าเผ่าหนึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดทางภาคใต้ของไทย ภาษามลายูเรียกว่า “เซมัง” หรือ “ซาไก” แต่คนพวกนี้เรียกตัวเองว่า “ก็อย”
ทุกวันนี้คนเผ่าเงาะก็ยังมีอยู่ แต่ความเจริญของบ้านเมืองทำให้คนป่าเผ่านี้กลายเป็นคนเมืองไปเกือบหมดแล้ว มีทะเบียนสำมะโนครัว เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป นามสกุลที่ตั้งขึ้นก็มักจะมีชื่อตำบลที่อยู่อาศัยร่วมอยู่ด้วย เช่นพวกที่อยู่ยะลาก็มีคำว่า “ธารโต” พวกที่อยู่พัทลุงก็มีคำว่า “บรรพต” เป็นต้น
ในอดีต เงาะป่าซาไกคนหนึ่งมีวาสนาสูงส่ง แม้จะเกิดในดงดอน แต่แรงวาสนาทำให้เขาทะยานมาเป็นคนดังในราชสำนัก ร.๕ ในฐานะมหาดเล็กพิเศษที่โปรดปรานของพระพุทธเจ้าหลวง เฝ้ารับใช้ใกล้ชิดถึงกับเรียกพระองค์ว่า “คุณพ่อ”
ทั้งนี้จากการเสด็จประพาสจังหวัดพัทลุงในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะได้ลูกเงาะมาชุบเลี้ยงไว้สักคนหนึ่ง โดยไม่ให้มีการบังคับจับกุม หลวงทิพกำแหง ผู้รั้งราชการเมืองพัทลุง จึงรับหน้าที่สนองพระราชประสงค์ และบอกต่อไปยัง นายสินนุ้ย ผู้ใหญ่บ้านที่คุ้นเคยกับพวกเงาะดี ในที่สุดก็เห็นว่ามีเงาะกลุ่มหนึ่งกำลังจะโยกย้ายที่อยู่ ในกลุ่มนี้มีเด็กผู้ชายอายุ ๑๐ ขวบอยู่คนหนึ่งชื่อ “คนัง” กำพร้าพ่อแม่ และจะต้องได้รับความลำบากในการเคลื่อนย้าย เพราะไม่มีใครดูแลอุปการะ แต่การเกลี้ยกล่อมให้สมัครใจคงไม่สำเร็จแน่ จะต้องใช้วิธีหลอกล่อจับตัว จึงมอบหมายให้นายยาง หรือยัง เงาะด้วยกันเป็นผู้รับหน้าที่นี้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศใหญ่ เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศใหญ่ เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ พร้อมสายสะพายแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ และสังวาลย์ลงยาราชาวดี และเสื้อครุยปักดิ้นทองและเงินพร้อมตราปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ
ประกอบไปด้วย เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๕ จ.ป.ร. ชั้นที่ ๑ ตัวเรือนเพชร แพรแถบขาวริ้วแดง เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๖ ว.ป.ร. ตัวเรือนเพชร แพรแถบเหลืองริ้วดำ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงฉลองพระองค์เต็มยศเครื่องแบบทหารรักษาวัง วปร พร้อมกับสายสะพายเสนางคบดีแห่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี (The Honourable Order of Rama) เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 สำหรับบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ทำความชอบพิเศษเป็นประโยชน์ยิ่งแก่ราชการทหาร ไม่ว่ายามสงบหรือยามสงคราม ตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร
ปัจจุบัน เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี แบ่งออกเป็น 6 ชั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยชั้นเสนางคะบดีจัดเป็นชั้นสูงสุด พระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีนั้น ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งเก่าและใหม่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาด้วย การประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ ควรสวมสายสะพายรามาธิบดีเฉพาะงานที่เกี่ยวกับราชการทหาร ซึ่งมีหมายกำหนดการระบุไว้โดยเฉพาะว่าให้สวมสายสะพายรามาธิบดี