History of Fashion
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (ตอนที่ ๑)
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติเมื่อวันเสาร์ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๔๘ ในสกุล “อภัยวงศ์” เป็นธิดาของพระยาอภัยภูเบศร์ (เลื่อม อภัยวงศ์) มารดาคือคุณเล็ก บุนนาค มีพระนามเดิมว่า เครือแก้ว ทรงรับการศึกษาอบรมในพระบรมมหาราชวังโดยอยู่ในความดูแลของยายคือ ท้าวศรีสุนทรนาฏ (แก้ว พนมวัน ณ อยุธยา) ผู้อำนวยการละครหลวงฝ่ายในกรมมหรสพ ทรงรับการฝึกฝนดุริยางคศิลป์ไทยในราชสำนักจนได้รับเลือกเป็นต้นเสียง
ในเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๗ เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรมเป็นครั้งแรก ณ พระราชนิเวศน์ มฤคทายวัน จังหวัดเพชรบุรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วงในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงเป็นนายมั่น ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (ไล้ สุจริตกุล) แสดงเป็นนางจันทน์ ส่วนนางสาวเครือแก้วแสดงเป็นสาวใช้ ในเดือนมิถุนายนพุทธศักราช ๒๔๖๗ ขณะที่ยังประทับ ณ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาพระราชทานนามใหม่ให้นางสาวเครือแก้วว่า “สุวัทนา”
วันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๖๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณสุวัทนาขึ้นเป็น “เจ้าจอมสุวัทนาพระสนมเอก” ทรงจดทะเบียนอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง แล้วคล้องพระกรนำไปนมัสการพระพุทธปฏิมา ณ พระพุทธรัตนสถานโดยลอดซุ้ม กระบี่ของแถวราชองครักษ์ทหารบก ทหารเรือ เสือป่า และพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ จำนวน ๘๔ นาย
วันที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาขึ้นเป็น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ด้วยเหตุผลซึ่งปรากฏในคำประกาศสถาปนาดังนี้
ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี (สกุลเดิม สุทธิบูรณ์; 25 ธันวาคม พ.ศ. 2446 – 24 กันยายน พ.ศ. 2543) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ไทย ทั้งยังเป็นผู้คิดค้นท่ารำใหม่โดยยึดระเบียบแบบแผนตามประเพณีโบราณ และมีความสามารถในการประพันธ์บทโขนละคร เคยเป็นหม่อมในสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ถือเป็นหญิงสามัญชนที่ไม่ใช่ลูกหลานขุนนางคนแรกที่ได้เป็นสะใภ้หลวง หลังการทิวงคตของอดีตสามี ท่านได้สมรสอีกครั้งกับหม่อมสนิทวงศ์เสนี (หม่อมราชวงศ์ตัน สนิทวงศ์) ซึ่งเป็นทูตไทยในทวีปยุโรป มีบุตรด้วยกันสี่คน ครั้นเมื่อกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2489 ท่านผู้หญิงแผ้วได้ใช้ความสามารถเชิงนาฏศิลป์ไทยของตนเข้ารับราชการในกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2491 และได้รังสรรค์ผลงานนาฏยประดิษฐ์ทั้งหมด 44 ท่วงท่า
ท่านผู้หญิงแผ้วได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) เมื่อ พ.ศ. 2528 และได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาศิลปะ ด้านนาฏศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2529 ต่อมาได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นบูรพศิลปิน สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี พ.ศ. 2558 ท่านผู้หญิงแผ้วถึงแก่อนิกรรมเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2543
__________
“กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร” พระราชธิดาที่ รัชกาลที่ ๕ ออกพระโอษฐ์ “งามเหมือนเทวดา”
“กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร” พระราชธิดาที่ รัชกาลที่ ๕ ออกพระโอษฐ์ “งามเหมือนเทวดา”
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ทรงฉลองพระองค์แบบสมัยนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนปลาย ประกอบไปด้วย เสื้อเบลาส์ทรงยุโรป และนุ่งโจงกระเบน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ที่ชาววังเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมหญิง” เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของทูลกระหม่อมหญิง ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงภาคภูมิพระราชหฤทัยยิ่ง
ทูลกระหม่อมหญิง
ทูลกระหม่อมหญิงประสูติแต่ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) เมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ขึ้น 7 ค่ำ ปีฉลู นพศก จ.ศ. 1239 วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2420 สิทธิพร ณ นครพนม บรรยายไว้ว่า ถือเป็นทูลกระหม่อมหญิงพระองค์แรกในเศวตฉัตร (เมื่อทรงครองราชย์แล้ว) ชาววังจึงเรียกว่า “ทูลกระหม่อมหญิง” โดยไม่ต้องเอ่ยพระนาม เนื่องจากทรงอาวุโสสูงสุดพระองค์แรก.
สำหรับ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี เป็นพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับเจ้าคุณจอมมารดาสำลี (บุนนาค) ธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (สมเด็จองค์น้อย ทัด บุนนาค) ซึ่งเกี่ยวดองกับราชินิกุล ณ บางช้าง และเป็นสมเด็จเจ้าพระยาถึง 3 คน รับผิดชอบราชการสำคัญในแผ่นดินยุคนั้น รัชกาลที่ 5 พระราชทานเครื่องยศพระราชเทวีให้เป็นสิทธิ์ขาด และเพิ่มเงินเดือนจากเดือนละ 2 ตำลึงเป็น 5 ตำลึงพระองค์แรก ส่วนเบี้ยหวัดเท่าเดิมทุกพระองค์ 20 ชั่งต่อปี ครั้นประสูติทูลกระหม่อมทุกพระองค์แล้วเงินเดือนจึงเท่ากัน ตามพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2421 และทูลกระหม่อมหญิงได้รับพระราชทานเดือนละ 3 ตำลึงเป็นพระองค์แรกเช่นกัน
ผ้าแถบแบบบาหยัง ของชาวมลายูปัตตานีทางภาคใต้ของสยาม ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ผ้าแถบแบบบาหยัง เป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายสตรีดั้งเดิมที่พบอย่างกว้างขวางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มชาวมลายูปัตตานีทางภาคใต้ของสยามและคาบสมุทรมลายู ลักษณะสำคัญคือการใช้ผ้าผืนยาวพันรอบทรวงอกโดยไม่ตัดเย็บเป็นเสื้อ ปล่อยช่วงไหล่และลำคอให้เปลือยอย่างเป็นธรรมชาติ รูปแบบการนุ่งเช่นนี้มิได้สะท้อนความไม่สุภาพ หากแต่เป็นผลจากภูมิอากาศเขตร้อน ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับธรรมชาติ และกรอบความงามของสังคมก่อนสมัยใหม่ ซึ่งมองเรือนร่างในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิต มิใช่สิ่งที่ต้องปกปิดภายใต้กรอบศีลธรรมแบบสมัยใหม่
ในบริบทของดินแดนอดีตอาณาจักรปัตตานี ผ้าแถบรูปแบบหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเรียกว่า บาหยัง (Bahyang) ซึ่งเป็นคำที่ไม่พบใช้ในชุมชนมลายูของมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย บาหยังทำหน้าที่เป็นผ้าแถบคลุมหน้าอกของหญิงมลายูปัตตานี ใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและในโอกาสพิเศษ โดยลักษณะของผ้าที่นำมาใช้มีความหลากหลายตามบริบททางสังคมและฐานะ ในชีวิตประจำวันมักใช้ผ้าฝ้ายทอพื้นหรือผ้าบาติก ซึ่งมีน้ำหนักเบาและเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น ขณะที่ในโอกาสสำคัญหรือในราชสำนักปัตตานี จะเลือกใช้ผ้าไหมเนื้อละเอียด ผ้าทอลวดลายประณีต หรือ ซองเก็ต (Songket) ผ้าทอมือแบบ ผ้าทอยกดอกแบบเส้นพุ่งพิเศษ (supplementary weft brocade) อันทรงคุณค่า ชื่อซองเก็ตมาจากคำมลายูว่า “ซุงกิต” (sungkit) แปลว่า “ขอเกี่ยว” อธิบายถึงเทคนิคการทอที่ใช้ไม้ปลายแหลมสะกิดยกเส้นด้ายยืน เพื่อสอด ด้ายพุ่งพิเศษ ซึ่งมักเป็น ด้ายทอง (gold thread) หรือ ด้ายเงิน (silver thread) ให้เกิดลวดลายที่ดูราวกับเส้นด้ายลอยเหนือพื้นผ้า อีกทฤษฎีหนึ่งโยงรากศัพท์กับคำว่า “มะยองเก็ต” ซึ่งหมายถึงการปักด้วยด้ายโลหะ ลวดลายซองเก็ตนิยมเป็นเรขาคณิตแทรกองค์ประกอบธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ นก และแมลง สีสันสดใส แวววาว และสงวนใช้ในพระราชพิธี งานมงคล และโอกาสสำคัญทั่วคาบสมุทรมลายู อินโดนีเซีย บรูไน และภาคใต้ของไทย บาหยังในบริบทนี้จึงมิใช่เพียงเครื่องนุ่งห่มพื้นฐาน หากแต่เป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนรสนิยม ฐานะ และวัฒนธรรมราชสำนักของโลกมลายูชายฝั่งอ่าวไทย
เมื่อพิจารณาในบริบทภูมิภาค จะพบว่าผ้าแถบลักษณะเดียวกันนี้ปรากฏในชวาและหมู่เกาะอินโดนีเซียในชื่อ คัมเบน หรือ เข็มเบน (Kemben / Kemban) ซึ่งเป็นผ้าแถบพันรอบทรวงอกของสตรีชวาก่อนการแพร่หลายของเสื้อแบบตัดเย็บ คัมเบนมีบทบาททั้งในชีวิตประจำวัน พิธีกรรม และราชสำนักเช่นเดียวกับบาหยัง โดยใช้ผ้าบาติกพื้นเรียบในชีวิตประจำวัน และใช้ผ้าไหมหรือผ้าทอด้ายทองในพิธีการ ความคล้ายคลึงทั้งในรูปแบบและวัสดุของบาหยังและคัมเบน สะท้อนถึงเครือข่ายการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สิ่งทอ และรสนิยมการแต่งกายในโลกมลายู–ชวา ซึ่งเชื่อมโยงกันผ่านการค้า ศาสนา และการเดินเรือมาอย่างยาวนาน
อย่างไรก็ตาม แม้บาหยังและคัมเบนจะมีโครงสร้างทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน แต่บาหยังกลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากการใช้ในชีวิตจริงเร็วกว่าหลายพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงรุ่นย่าหรือรุ่นยาย เมื่อสังคมมลายูปัตตานีเผชิญการปรับตัวด้านศาสนาและอัตลักษณ์ ผู้หญิงมลายูจำนวนมากหันไปสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบมุสลิมที่ได้รับอิทธิพลจากโลกอาหรับ เพื่อแสดงออกถึงความศรัทธาและความสุภาพตามกรอบศาสนาอิสลาม ขณะที่ผู้หญิงในชุมชนที่นับถือพุทธศาสนาเลือกปรับตัวเข้าสู่เครื่องแต่งกายแบบไทยหรือสยาม หรือสวม บานง (Banong) ซึ่งเป็นเคบายาแบบไทยที่ได้รับอิทธิพลจากเคบายาอินโดนีเซียและมาเลเซีย แทนที่ผ้าแถบแบบดั้งเดิม
ผลของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ ผ้าแถบแบบบาหยัง ค่อย ๆ หลุดออกจากชีวิตประจำวัน เหลืออยู่เพียงในความทรงจำ ภาพเล่าเรื่อง และงานศึกษาทางประวัติศาสตร์แฟชั่น บาหยังในวันนี้จึงมิใช่เพียงเสื้อผ้าที่เลิกใช้ หากแต่เป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนการทับซ้อนของอัตลักษณ์ ศาสนา การเมือง และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในภาคใต้ของประเทศไทย ในฐานะผ้าแถบ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผ้าบาติกพื้นเรียบ ผ้าไหมเนื้อนุ่ม หรือผ้าซองเก็ตทอด้ายทอง บาหยังยังคงเป็นภาพแทนของโลกก่อนสมัยใหม่ ที่เรือนร่าง สังคม และความเชื่อ ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา
กษัตริย์สยามในฉลองพระองค์กษัตริย์ยุโรป: งานแฟนซีกับภาษาทางอำนาจของรัชกาลที่ ๕
กษัตริย์สยามในฉลองพระองค์กษัตริย์ยุโรป: งานแฟนซีกับภาษาทางอำนาจของรัชกาลที่ ๕
ในโอกาสวันคริสต์มาส ค.ศ. 2025 ขอร่วมส่งความปรารถนาดีให้ทุกท่านเปี่ยมด้วยความสุข ความสดใส และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง พร้อมแบ่งปันเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านคอลเลกชันพิเศษ “Fancy Dress” ชุดนี้ ซึ่งมิได้เป็นเพียงการรำลึกถึงงานรื่นเริง หากยังเปิดพื้นที่ให้เราได้ทบทวนบทบาทของแฟชั่นในฐานะภาษาทางการเมืองและการทูตของราชสำนักสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ในฉลองพระองค์แบบกษัตริย์ยุโรป อันเชื่อมโยงโดยตรงกับ “งานแฟนซี” ครั้งแรกในราชสำนักสยาม ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๔๑๗ (ค.ศ. 1874) ช่วงต้นรัชกาล และจัดซ้ำอีกครั้งในอีกสองปีให้หลัง งานเหล่านี้มิได้มีความหมายเพียงความสนุกสนาน หากเป็นเวทีเชิงสัญลักษณ์ที่ราชสำนักใช้ทดลอง บ่มเพาะ และแสดงอัตลักษณ์ของรัฐสยามในโลกสมัยใหม่
งานแฟนซี: พื้นที่ทดลองอัตลักษณ์ของราชสำนัก
งานแฟนซีในราชสำนักสยามเปิดพื้นที่ให้การแต่งกายกลายเป็นภาษาสากล พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งชุดฝรั่ง ชุดจีน ชุดแขก ชุดสัตว์ หรือชุดตัวละครในวรรณคดี ความหลากหลายนี้สะท้อนว่าราชสำนักสยามมิได้มอง “ความเป็นสากล” เป็นสิ่งตรงข้ามกับอัตลักษณ์ แต่เป็นสนามแห่งการเรียนรู้และการกำหนดตำแหน่งของสยามในเวทีโลกอย่างมั่นคง
ฉลองพระองค์กษัตริย์ยุโรป: ภาษาแห่งราชอำนาจ
ฉลองพระองค์ในภาพนี้มิได้อ้างอิงชาติยุโรปใดชาติหนึ่งโดยเฉพาะ หากเป็นการผสมผสาน “ภาษาภาพ” ของราชสำนักยุโรปโดยรวม ทั้งผ้ากำมะหยี่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตร เสื้อคอตั้งประดับลูกไม้ (lace cravat) สายสะพายไหม เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และรองเท้าพิธีการ รายละเอียดทั้งหมดสะท้อนภาพลักษณ์ของกษัตริย์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งสื่อถึงอำนาจ ความสง่างาม และความชอบธรรมของราชวงศ์
อย่างไรก็ตาม นี่มิใช่การเลียนแบบ หากเป็นการ “เลือกและแปลความ” อย่างมีชั้นเชิง ราชสำนักสยามหยิบยืมรูปแบบเหล่านี้มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับรสนิยม ความสมดุล และความงามแบบตะวันออก เกิดเป็นฉลองพระองค์ที่เป็นสากล แต่ยังคงศักดิ์ศรีและอธิปไตยของสยามอย่างชัดเจน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และการตีความเชิงสร้างสรรค์
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือการใช้สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศแบบยุโรป โดยเฉพาะองค์ประกอบที่ชวนให้นึกถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงของอังกฤษ เช่น Order of the Garter ซึ่งตามขนบตะวันตกมีธรรมเนียมการใช้ที่เคร่งครัด แต่ในบริบทของราชสำนักสยาม สัญลักษณ์เหล่านี้สามารถถูกนำมาตีความใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยให้ความสำคัญกับความงาม ความสมดุล และการสื่อความหมายเชิงอำนาจ มากกว่าการยึดถือพิธีรีตองแบบตะวันตกอย่างตายตัว
แฟชั่นในฐานะการทูต
เมื่อพิจารณาในบริบทการเมืองโลก ภาพแฟนซีของรัชกาลที่ ๕ มิใช่เพียงภาพงดงามทางแฟชั่น หากเป็นถ้อยแถลงทางการทูต สยามกำลังสื่อสารว่าตนคือรัฐเอกราชที่เข้าใจภาษาแห่งอำนาจของโลกตะวันตก และสามารถยืนเคียงข้างราชสำนักยุโรปได้อย่างเท่าเทียม ในยุคที่หลายดินแดนในเอเชียตกอยู่ภายใต้อำนาจอาณานิคม ภาพลักษณ์เช่นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้เครื่องแต่งกายเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ ทั้งในฐานะศิลปะ แฟชั่น และการเมือง แฟนซีเดรสจึงมิใช่เพียงการ “แต่งกายแฟนซี” หากเป็นกระบวนการเจรจาทางวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนและทรงพลัง
มากกว่างานรื่นเริง
ด้วยเหตุนี้ พระบรมฉายาลักษณ์จากงานแฟนซีในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ จึงเป็นหลักฐานสำคัญของการก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ของสยาม เป็นภาพของพระมหากษัตริย์ผู้เข้าใจภาษาแห่งเครื่องแต่งกาย และทรงใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือในการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐชาติอย่างสง่างาม
การแบ่งปันภาพนี้ในเทศกาลคริสต์มาส จึงมิได้เป็นเพียงการอวยพร หากยังเป็นการชวนระลึกว่า ความสุข ความสร้างสรรค์ และจินตนาการ สามารถดำรงอยู่ควบคู่กับประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งได้อย่างงดงาม และ “Fancy Dress” ของรัชกาลที่ ๕ ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของสยามที่มั่นใจ เปิดกว้าง และทรงศักดิ์ศรีในเวทีโลกจนถึงปัจจุบันครับ
_______________
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ Highland dress
ในโอกาสวันคริสต์มาส ค.ศ. 2025 ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข สดใส และเปี่ยมด้วยความรื่นเริง
พร้อมแบ่งปันความปรารถนาดีผ่านคอลเลกชัน “Fancy Dress” ชุดพิเศษนี้
ขอให้ทุกท่านมีความสุขในเทศกาลคริสต์มาสครับ
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสะท้อนเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรมในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ นั่นคือ “งานแฟนซี” ครั้งแรกในราชสำนักสยาม จัดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๔๑๗ ตรงกับช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ และได้มีการจัดขึ้นอีกครั้งในอีกสองปีให้หลัง งานแฟนซีเหล่านี้มิได้เป็นเพียงงานรื่นเริง หากเป็นเวทีเชิงสัญลักษณ์ที่ราชสำนักสยามใช้ทดลองและแสดงบทบาทของรัฐสยามในโลกสมัยใหม่ ผ่านภาษาแห่งเครื่องแต่งกายและอัตลักษณ์นานาชาติ
ปรากฏหลักฐานชัดเจนจากภาพพอร์เทรตของรัชกาลที่ ๕ ในวัยหนุ่ม ซึ่งทรงฉลองพระองค์อย่างกษัตริย์ตะวันตกตามขนบราชสำนักยุโรป และในอีกภาพหนึ่ง พระองค์ทรงฉลองพระองค์ Highland dress ชุดประจำชาติสก็อตแบบเต็มยศ ประกอบด้วยคิลต์ ผ้าคลุมไหล่ (plaid) สปอร์แรน (sporran) ถุงเท้าลายตาร์ตัน และดาบพิธี รายละเอียดเหล่านี้สะท้อนถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของพระองค์ต่อระบบสัญลักษณ์ของราชสำนักอังกฤษ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นของสก็อตแลนด์สามารถดำรงอยู่เคียงคู่กับพระราชอำนาจได้อย่างสง่างาม
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ พระองค์ทรงประยุกต์ใช้สายรัดถุงเท้าประดับอัญมณีในลักษณะคล้าย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of the Garter ซึ่งตามธรรมเนียมอังกฤษมักใช้เพียงข้างเดียว แต่ในพระบรมฉายาลักษณ์นี้กลับปรากฏการใช้ “สองข้าง” พร้อมกัน รายละเอียดเล็ก ๆ นี้มิใช่ความคลาดเคลื่อน หากเป็นการตีความเชิงสร้างสรรค์ของราชสำนักสยาม ที่นำสัญลักษณ์เกียรติยศสูงสุดของอังกฤษมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับรสนิยม และความงามแบบราชสำนักตะวันออก
ขณะเดียวกัน งานแฟนซีในราชสำนักสยามยังสะท้อนบรรยากาศแห่งความเปิดกว้าง พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งชุดฝรั่ง ชุดจีน ชุดแขก ชุดสัตว์ หรือชุดตัวละครในวรรณคดี แสดงให้เห็นว่าราชสำนักสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ มิได้มอง “ความเป็นสากล” เป็นสิ่งตรงข้ามกับอัตลักษณ์ หากมองว่าเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ทดลอง และกำหนดตำแหน่งของสยามในโลกสมัยใหม่อย่างมั่นคงและสง่างาม
เมื่อพิจารณาในบริบทสากล พระบรมฉายาลักษณ์การทรงฉลองพระองค์ Highland dress ของรัชกาลที่ ๕ ชวนให้นึกถึงภาพถ่ายของ Prince Albert ขณะทรงฉลองพระองค์ Highland dress ณ Sandringham, Norfolk ในปี ค.ศ. 1909 รวมถึงบุคคลใกล้ชิดในราชสำนัก และเป็ยพระสหายของ Queen Victoria อย่าง John Brown ซึ่งมักปรากฏในชุด Highland dress เต็มยศ ภาพเหล่านี้สะท้อนบทบาทของเครื่องแต่งกายสก็อตในฐานะ “ภาษาแห่งอำนาจและความจงรักภักดี” ภายในราชสำนักอังกฤษ
ด้วยเหตุนี้ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจากงานแฟนซีครั้งแรกในราชสำนักสยาม จึงมิใช่เพียงภาพงดงามทางแฟชั่น หากเป็นหลักฐานสำคัญของการเจรจาทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับโลกตะวันตก เป็นภาพของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเข้าใจภาษาแห่งเครื่องแต่งกาย และทรงใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือทางการทูต อัตลักษณ์ และการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐชาติสยามในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อย่างแยบยลและลึกซึ้ง
เจ้าจอมตนกูสุเบีย: ชีวิตที่ถูกพัดพาโดยการเมือง อัตลักษณ์ทางศาสนา และผืนผ้าซองเก็ตแห่งโลกมลายู–สยาม
เจ้าจอมตนกูสุเบีย: ชีวิตที่ถูกพัดพาโดยการเมือง อัตลักษณ์ศาสนา และผืนผ้าซองเก็ตแห่งโลกมลายู–สยาม
กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 โลกมลายูมิได้ดำรงอยู่อย่างสงบ หากถูกแรงกดดันจากอำนาจอาณานิคมยุโรปอย่างหนัก ปี พ.ศ. 2400 (ค.ศ. 1857) สุลต่านมะฮ์มุดที่ 4 มูซัฟฟาร์ ชะฮ์ แห่งรีเยา–ลิงกา (หรือ สิงคา) (Sultan Mahmud Muzaffar of Riau–Lingga; เอกสารไทยเรียก มะหะหมุด หรือ มะหมุด) ถูกทางการดัตช์ปลดจากราชสมบัติในขณะที่ประทับอยู่ ณ สิงคโปร์ พระองค์พยายามแสวงหาความช่วยเหลือทางการเมืองจากสิงคโปร์ และพยายามจะกลับคืนสู่บัลลังก์ด้วยการยึดครองอาณาจักรปะหัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกันนั้นยังถูกทั้งฝ่ายอังกฤษและบาตาเวียกดดัน เตือน และข่มขู่อย่างต่อเนื่อง จนไม่อาจต้านทานได้
ในที่สุด ปี พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861) สุลต่านมะฮ์มุดเสด็จลี้ภัยเข้าสู่กรุงเทพฯ และได้เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์สยามทรงต้อนรับอย่างอบอุ่น และถึงกับทรงแต่งตั้งสุลต่านองค์นี้ให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนฝ่ายสยาม ดูแลหัวเมืองมลายู ได้แก่ กลันตันและตรังกานู
ทว่า การยอมรับจากสยามมิได้ปราศจากเงื่อนไข ภายในคณะผู้ติดตามของสุลต่าน มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งชะตากรรมจะเปลี่ยนไปตลอดกาล นางคือ เติงกูซาฟียะฮ์ บินตี อัลมาร์ฮุม ซุลตัน มูฮัมเมด มูอัซซัม ชะฮ์ (Tengku Safiyah binti al-Marhum Sultan Muhammad Muazzam Shah) พระธิดาของ สุลต่านมูฮัมมัดที่ 2 มูอัซซัม ชะฮ์ แห่งลิงกา (Sultan Muhammad II Muazzam Shah) ประสูติแต่ เติงกูเกิลซุม เลอบาร์ ปูติฮ์ (Tengku Kelsum Lebar Putih) ซึ่งในพงศาวดารเมืองตรังกานูปรากฏพระนามว่า ตนกูลีปอ หรือ ริบอ พระชายาพระองค์แรก และเป็นพระธิดาใน สุลต่านอะฮ์มัด ชะฮ์ แห่งตรังกานู (Sultan Ahmad Shah of Terengganu) หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า พระยาตรังกานูอามัด
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry): ความหมายทางการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry): ความหมายทางการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่มีนัยสำคัญยิ่งของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่เพียงในฐานะหลักฐานด้านการแต่งกาย หากแต่ในฐานะ “ถ้อยแถลงทางการเมือง” ที่ถูกสื่อสารผ่านภาพลักษณ์อย่างจงใจ พระมาลา glengarry ของสก๊อตแลนด์ที่ปรากฏ มิได้เป็นเพียงเครื่องประดับตามแฟชั่นตะวันตก หากเป็นสัญลักษณ์เชิงรหัส (visual code) ที่ชนชั้นนำยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สามารถอ่านและตีความความหมายได้ทันที โดยเฉพาะในบริบทของการทูตระหว่างรัฐและการจัดลำดับอำนาจในระบบโลกสมัยใหม่
จากการค้นคว้าของผม พบพระบรมฉายาลักษณ์อย่างน้อย 8 ภาพ ที่รัชกาลที่ ๔ ทรงพระมาลา glengarry ซึ่งล้วนเป็นภาพที่มีนัยทางการเมืองอย่างชัดเจน ภาพเหล่านี้มิได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อการสะสมส่วนพระองค์ หากแต่เป็นภาพที่ทรงฉายและพระราชทานไปยังประมุขประเทศสำคัญในยุโรป เช่น จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งจักรวรรดิฝรั่งเศส และ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อแสดงคำขอบพระทัย ตอบรับพระราชไมตรี และเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ต่อของขวัญหรือไมตรีจิตที่ได้รับการถวายจากราชสำนักตะวันตก
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920 (ตอนที่ ๒)
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920 (ตอนที่ ๒)
พระฉายาลักษณ์ที่ปรากฏนี้ เป็นผลงานการบูรณะและสร้างสรรค์จากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี AI โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์แฟชั่นในบริบทราชสำนักสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาพดังกล่าวถ่ายทอดฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ซึ่งสะท้อน “การเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่” ของสยามได้อย่างชัดเจนที่สุด ทั้งในเชิงวัฒนธรรม และแฟชั่น
ทศวรรษ 1920 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศเข้าสู่ยุคของความทันสมัย การขยายตัวของวัฒนธรรมเมือง การเปลี่ยนแปลงบทบาทสตรี และการปฏิวัติทางศิลปะและการออกแบบ หนึ่งในกระแสสำคัญที่สุดคือ ศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ซึ่งเน้นเส้นสายเรขาคณิต ความเรียบคม ความหรูหราที่ควบคุมได้ และการเฉลิมฉลองความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ราชสำนักสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ มิได้อยู่นอกกระแสนี้ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกสากลที่กำลังเปลี่ยนแปลง พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงมีพระราชไมตรีกับราชสำนักยุโรป เสด็จประพาสและประทับรักษาพระองค์ในต่างประเทศ การรับอิทธิพลตะวันตกจึงมิใช่เพียงเรื่องการเมืองการปกครอง หากยังรวมถึงรสนิยมทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และการแต่งกาย
ฉลองพระองค์ที่ปรากฏในภาพสะท้อนลักษณะสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในยุคอาร์ตเดโคอย่างชัดเจน ชุดราตรีมีลักษณะทรงตรง (straight silhouette) ความยาวระดับกลางน่อง เอวต่ำลงมาถึงตะโพก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นทศวรรษ 1920 อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแฟชั่นยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เน้นเอวคอด กระโปรงยาวลากพื้น และโครงสร้างที่ซับซ้อน ชุดลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดใหม่เกี่ยวกับร่างกายสตรี ความคล่องตัว และอิสรภาพในการเคลื่อนไหว
การออกแบบเสื้อแขนกุดและคอเปิดต่ำอย่างพอเหมาะ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าในการท้าทายขนบเดิม แต่ยังคงความสุภาพสง่างาม เครื่องประดับไข่มุกที่สวมเป็นชั้นยาวหลายเส้นเป็นแฟชั่นยอดนิยมของยุคอาร์ตเดโค ผ้าไหมที่ใช้มีความเงางามแบบโลหะ (metallic sheen) ซึ่งสอดคล้องกับรสนิยม Art Deco ที่หลงใหลความแวววาวของยุคอุตสาหกรรม
ฉลองพระองค์แบบ Art Deco พร้อมทั้งการประดับด้วย ดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ และ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๑ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นสามารถทำหน้าที่เป็น ภาษาทางการเมืองและวัฒนธรรม ได้อย่างทรงพลัง
๑. เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (อังกฤษ: The Ancient and Auspicious Order of the Nine Gems) มีอักษรย่อว่า น.ร. เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีความเป็นมาสืบแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดารานพรัตนขึ้นสำหรับใช้ประดับที่เสื้อ ซึ่งทรงเรียกว่า "เครื่องประดับสำหรับยศ" นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างแหวนนพรัตนสำหรับพระราชทานแก่พระราชวงศ์ฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดวงตรามหานพรัตน สำหรับห้อยสายสะพายขึ้นเป็นครั้งแรกของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลนี้ มีเฉพาะชั้นสายสะพายชั้นเดียว ทั้งนี้ ผู้รับพระราชทานต้องเป็นพุทธมามกะ และจะประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ในงานมงคล หรืองานที่มีหมายกำหนดการระบุไว้เท่านั้น
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ จัดเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีลำดับเกียรติเป็นลำดับที่ ๓ รองจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นมงคลยิ่งราชมิตราภรณ์และเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ และเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่สามัญชนจะได้รับพระราชทาน
๒. เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๗ (ป.ป.ร.) เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ลักษณะเป็นเหรียญวงรีมีอักษรพระปรมาภิไธยย่อ "ป.ป.ร." พร้อมประดับด้วยเพชรและทองคำ สลับชั้นตามลำดับ โดยมี ๕ ชั้น (ป.ป.ร. ๑ ถึง ป.ป.ร. ๕) มีการมอบเป็นบำเหน็จความชอบในราชสำนักแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และมีแพรแถบสีเหลืองริ้วเขียวเป็นเอกลักษณ์
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และแฟชั่นแบบ Art Deco ในทศวรรษ 1920
ภาพพระฉายาลักษณ์ที่ปรากฏนี้ เป็นผลงานการบูรณะและสร้างสรรค์จากภาพถ่ายขาวดำต้นฉบับด้วยเทคโนโลยี AI โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และทำความเข้าใจประวัติศาสตร์แฟชั่นในบริบทราชสำนักสยามช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภาพดังกล่าวถ่ายทอดพระอิริยาบถและฉลองพระองค์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ซึ่งสะท้อน “การเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่” ของสยามได้อย่างชัดเจนที่สุด ทั้งในเชิงวัฒนธรรม และแฟชั่น
ทศวรรษ 1920 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายประเทศเข้าสู่ยุคของความทันสมัย การขยายตัวของวัฒนธรรมเมือง การเปลี่ยนแปลงบทบาทสตรี และการปฏิวัติทางศิลปะและการออกแบบ หนึ่งในกระแสสำคัญที่สุดคือ ศิลปะแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) ซึ่งเน้นเส้นสายเรขาคณิต ความเรียบคม ความหรูหราที่ควบคุมได้ และการเฉลิมฉลองความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ราชสำนักสยามในช่วงต้นรัชกาลที่ ๗ มิได้อยู่นอกกระแสนี้ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกสากลที่กำลังเปลี่ยนแปลง พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงมีพระราชไมตรีกับราชสำนักยุโรป เสด็จประพาสและประทับรักษาพระองค์ในต่างประเทศ การรับอิทธิพลตะวันตกจึงมิใช่เพียงเรื่องการเมืองการปกครอง หากยังรวมถึงรสนิยมทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และการแต่งกาย
ฉลองพระองค์ที่ปรากฏในภาพสะท้อนลักษณะสำคัญของแฟชั่นสตรีตะวันตกในยุคอาร์ตเดโคอย่างชัดเจน
ชุดราตรีมีลักษณะทรงตรง (straight silhouette) ความยาวระดับกลางน่อง เอวต่ำลงมาถึงตะโพก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นทศวรรษ 1920 อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแฟชั่นยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เน้นเอวคอด กระโปรงยาวลากพื้น และโครงสร้างที่ซับซ้อน ชุดลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดใหม่เกี่ยวกับร่างกายสตรี ความคล่องตัว และอิสรภาพในการเคลื่อนไหว
การออกแบบเสื้อแขนกุดและคอเปิดต่ำอย่างพอเหมาะ เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าในการท้าทายขนบเดิม แต่ยังคงความสุภาพสง่างาม เครื่องประดับไข่มุกที่สวมเป็นชั้นยาวหลายเส้นเป็นแฟชั่นยอดนิยมของยุคอาร์ตเดโค ผ้าไหมที่ใช้มีความเงางามแบบโลหะ (metallic sheen) ซึ่งสอดคล้องกับรสนิยม Art Deco ที่หลงใหลความแวววาวของยุคอุตสาหกรรม
ฉลองพระองค์แบบ Art Deco ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี แสดงให้เห็นว่าแฟชั่นสามารถทำหน้าที่เป็น ภาษาทางการเมืองและวัฒนธรรม ได้อย่างทรงพลัง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จอมทัพสยาม
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
จอมทัพสยามในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก ขณะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพสยาม พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๘
พระมหากษัตริย์ไทยทรงดำรงตำแหน่ง “จอมทัพ” มาโดยต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งได้รับการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๑๐ ระบุว่า
“พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพสยาม”
และบทบัญญัติในทำนองเดียวกันนี้ได้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ตราขึ้นภายหลัง รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI (ตอนที่ 2)
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI (ตอนที่ 2)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉาลาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (20 กันยายน พ.ศ. 2468 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รับแต่งตั้งเพื่อบริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์มีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกหลังทรงราชย์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรก็ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น 12 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์จักรีที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
___________
การสร้างสรรค์ภาพด้วย AI ในครั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการที่ผมเคยแบ่งปันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว คือการจัดทำ Mapping Board ของเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ละชิ้นให้ถูกต้องเสียก่อน
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการ “สอน” ให้ AI เข้าใจ รูปทรง ลำดับ ตำแหน่ง สี วัสดุ และความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นของเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จากนั้นจึงนำ Mapping Board ไปใช้เป็น image reference เพื่อควบคุมความถูกต้องในการสร้างภาพ ไม่ใช่การปล่อยให้ AI “จินตนาการเอง”
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI
วิธีการบูรณะภาพ รัชกาลที่ 8 และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ด้วย AI
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉาลาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (20 กันยายน พ.ศ. 2468 – 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 ขณะที่มีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รับแต่งตั้งเพื่อบริหารราชการแผ่นดินจนกว่าพระองค์จะทรงบรรลุนิติภาวะ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์มีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์เสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกหลังทรงราชย์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2488 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียง 4 วัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรก็ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น 12 ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์จักรีที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
___________
การสร้างสรรค์ภาพด้วย AI ในครั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการที่ผมเคยแบ่งปันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว คือการจัดทำ Mapping Board ของเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ละชิ้นให้ถูกต้องเสียก่อน
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการ “สอน” ให้ AI เข้าใจ
– รูปทรง
– ลำดับ
– ตำแหน่ง
– สี
– วัสดุ
– และความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้นของเครื่องราชอิสริยาภรณ์
จากนั้นจึงนำ Mapping Board ไปใช้เป็น image reference เพื่อควบคุมความถูกต้องในการสร้างภาพ ไม่ใช่การปล่อยให้ AI “จินตนาการเอง”
___________
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry) ของสก๊อตแลนด์, พระแสงดาบฝักทองคำจากสหรัฐอเมริกา และการเปลี่ยนผ่านเครื่องแต่งกายในราชสำนักสยาม
รัชกาลที่ ๔ กับพระมาลาเกลนแกร์รี (Glengarry) ของสก๊ตแลนด์, พระแสงดาบฝักทองคำจากสหรัฐอเมริกา และการเปลี่ยนผ่านเครื่องแต่งกายในราชสำนักสยาม
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะปรากฏ 3 องค์ประกอบสำคัญ พร้อมกัน ได้แก่ พระมาลา glengarry ของสก๊อตแลนด์, พระแสงดาบฝักทองคำจากสหรัฐอเมริกา, และ รูปแบบฉลองพระองค์แบบใหม่ของชายสยามในราชสำนัก อันสะท้อนช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม การเมือง และภาพลักษณ์ของรัฐสยามในคริสต์ศตวรรษที่ 19
พระมาลา glengarry เป็นหมวกทหารทรงพับที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในบริบทที่กองทหารไฮแลนด์ของสหราชอาณาจักรกำลังถูกปรับโครงสร้างจากกองกำลังท้องถิ่น สู่ระบบกองทัพสมัยใหม่ของจักรวรรดิอังกฤษ หมวกชนิดนี้มิได้เกิดจากความต้องการด้านสุนทรียะ หากเป็นผลจากความจำเป็นด้านการใช้งาน ความคล่องตัว และวินัยทางทหาร โดยมักเชื่อมโยงกับ Alexander Ranaldson MacDonell of Glengarry (ค.ศ. 1773–1828) ผู้มีบทบาทในการกำหนดรูปแบบหมวกทรงพับที่แตกต่างจากหมวก bonnet แบบไฮแลนด์ดั้งเดิมซึ่งมีขนาดใหญ่และเน้นอัตลักษณ์เผ่าพันธุ์
ภาพเหมือนของ พันเอก Alastair Ranaldson MacDonell of Glengarry โดย Sir Henry Raeburn และภาพของ Ranald MacKinnon นายทหารแห่งกรมทหารไฮแลนด์ที่ 84 ในปี ค.ศ. 1805 แสดงให้เห็นบทบาทของหมวก glengarry ในฐานะเครื่องหมายของอำนาจที่สุขุม เป็นส่วนหนึ่งของระบบการแต่งกายที่ควบคุมอัตลักษณ์ของนายทหารให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐชาติและจักรวรรดิ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 หมวก glengarry แพร่หลายอย่างมากในกองทหารสก๊อตที่ประจำการในดินแดนอาณานิคม โดยเฉพาะใน อินเดีย และต่อเนื่องไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และตะวันออกกลาง จนกลายเป็นสัญลักษณ์สากลของวินัย ความเป็นมืออาชีพ และอำนาจแบบตะวันตก
วิธีการบูรณะภาพถ่ายขาวดำโบราณ โดยเฉพาะภาพที่เต็มไปด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ตอนที่ ๒)
วิธีการบูรณะภาพถ่ายขาวดำโบราณ โดยเฉพาะภาพที่เต็มไปด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ตอนที่ ๒)
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “องค์บิดาของทหารเรือไทย"
ในการสร้างสรรค์ครั้งนี้ ผมอยากจะมาทบทวนวิธีการบูรณะภาพถ่ายขาวดำโบราณ โดยเฉพาะภาพที่เต็มไปด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราอีกครั้งนะครับ สำหรับผู้ที่สนใจการบูรณะภาพขาวดำด้วย AI
ช่วงหลังมีหลายท่านถามผมบ่อยมากครับว่า เวลาบูรณะภาพถ่ายเก่า ๆ ด้วยเทคโนโลยี AI—โดยเฉพาะภาพที่เต็มไปด้วยเหรียญตรา เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ลวดลายดิ้นทอง และเครื่องแบบราชสำนักที่มีความซับซ้อน—ผมทำอย่างไรให้ สีถูกต้อง ลำดับเหรียญไม่ผิด และผิวสัมผัสของผ้า–โลหะ–เครื่องประดับดูสมจริง ทั้งที่ตัว AI เองก็ไม่ได้ “รู้” อยู่แล้วว่าสีจริงควรเป็นอย่างไร หรือแม้แต่การสะท้อนแสงของดิ้นทองแบบสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕–๖ มีลักษณะเฉพาะอย่างไร
ความจริงคือ มันไม่ได้ยากเลยครับ แต่ต้องละเอียดและใจเย็นมาก
และต้องใช้ “ความรู้ทางประวัติศาสตร์แฟชั่น” ร่วมกับ “การคุมทิศทางของ AI” อย่างใกล้ชิด
วันนี้ผมเลยอยากแบ่ง “กระบวนการที่ผมใช้จริง ๆ” ซึ่งหลายคนอาจนำไปประยุกต์ได้ ไม่ว่าจะทำงานบูรณะภาพครอบครัว ภาพโบราณ หรือใช้เพื่อทำงานเชิงวิชาชีพก็ได้เช่นกัน
และต้องบอกไว้ก่อนว่า กระบวนการนี้เป็นวิธีที่ผมนำไปใช้ ในงานอาชีพจริงของผมที่ลอนดอน
ในฐานะ นักออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับภาพยนตร์ ผมใช้เทคนิคเดียวกันนี้ในการสร้างแบบร่างเสื้อผ้าจากภาพขาวดำเก่า ๆ เพื่อศึกษาผิวสัมผัสของผ้า เทคนิคการทอ ลวดลายดิ้นทอง และโครงสร้างเครื่องแบบโบราณในระดับที่ละเอียดแบบงานภาพยนตร์ฮอลลีวูด
ดังนั้นจึงขอเล่า “วิธีที่ผมทำจริง ๆ” ให้ฟัง เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากลองบูรณะภาพคุณภาพสูง โดยกระบวนการเหล่านี้สามารถใช้ได้กับ Google Nano Banana Pro หรือเอ็นจินอื่นที่ออกแบบมาเป็น editing suite แนวเดียวกันครับ
19 ธันวาคม วันคล้ายวันประสูติ องค์บิดาของทหารเรือไทย
19 ธันวาคม วันคล้ายวันประสูติ องค์บิดาของทหารเรือไทย
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “องค์บิดาของทหารเรือไทย"
ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2423 มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นพระองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด
การศึกษา
หญิงชั้นผู้ดีภาคอุดร: แฟชั่นอีสานในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย
หญิงชั้นผู้ดีภาคอุดร: แฟชั่นอีสานในสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย
ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ หญิงชั้นผู้ดีแห่งมณฑลอุดร ภาคอีสานในช่วงการตรวจราชการของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในปี พ.ศ. 2449
ผมได้รับแรงบันดาลใจจาก ภาพถ่ายอีสานโบราณ "สตรีสูงศักดิ์" (ในวงศ์เจ้าเมืองนครพนม) ซึ่งเป็นภาพถ่ายในอดีตของ มณฑลอุดร เมื่อราว ๑๑๘ ปีที่ผ่านมา ภาพนี้ถ่ายขึ้นที่เมืองนครพนม โดยสตรีที่นั่งตรงกลางคือ นางจันทร์เกษี ภรรยาของ พระสุรากรณ์พนมกิจ (ภูมิ) ยกบัตรเมืองนครพนม ผู้มีบทบาทสำคัญในระบบการปกครองของเมืองในขณะนั้น
ในช่วงเวลาดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จออกตรวจราชการในมณฑลต่างๆ ทางภาคอีสาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยมี ช่างภาพติดตามการเสด็จ เพื่อบันทึกภาพวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของผู้คนในหัวเมืองชายขอบของสยาม ภาพถ่ายเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถศึกษารูปแบบการแต่งกายและบทบาทของสตรีชั้นสูงในภาคอีสานยุคนั้นได้อย่างดี
_______
บันทึกเครื่องประดับ ใน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
บันทึกเครื่องประดับ ใน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งคอลเล็คชั่นเครื่องประดับบางส่วน ที่อยู่ในบันทึกของ แพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ นพ.มัลคาล์ม สมิธ (Malcolm Arthur Smith) จากหนังสือ “แพทย์หลวงในราชสำนักสยาม” (A physician at the court of Siam)
ความมั่งคั่งของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถนั้น นายแพทย์ประจำพระองค์ซึ่งเป็นแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ นพ.มัลคาล์ม สมิธ ได้บันทึกถึงรายได้ของพระองค์ไว้ว่า
“...พระราชทรัพย์ที่มีอยู่อย่างมากมายของพระองค์ นอกเหนือจากเบี้ยหวัดเงินปีที่ทรงได้รับพระราชทานอยู่เป็นประจำแล้ว สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีรายได้ของพระองค์เองอีกส่วนหนึ่ง เป็นรายได้ที่เกิดจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซึ่งข้าพระเจ้าประมาณการจากที่พระองค์เคยตรัสไว้ให้ข้าพเจ้าฟังว่า รายได้ทั้งหมดเมื่อรวมกันแล้วน่าจะตกประมาณ 80,000-90,000 ปอนด์ต่อปี...”
ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเป็นอัครมเหสีที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ” เคยทรงว่าราชการในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสวามีถึงสองครั้งสองครา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จึงทรงมีเครื่องประดับอันงดงามและมีค่าสูงยิ่ง สำหรับทรงในโอกาสและวาระต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น
ชุดเพชรลูกกลม เป็นลูกน้ำขาวแท้เม็ดใหญ่ เรียงรอบพระศอเหมือนเฟื่องระย้าซ้อนสองชั้น มีรัดเกล้ารูปดอกเบญจมาศเพชรสำหรับคาดรอบพระเศียร เข้าชุดกับเข็มกลัดดอกเบญจมาศระย้า เพชรใหญ่เป็นช่อมีสามดอกพระวลัยกรเพชรลายละเอียดโปร่งทั้งสองข้าง และพระธำมรงค์เพชรเข้าชุดกัน นอกจากนี้ยังทรงมีเครื่องประดับชุดใหญ่ๆ อีกจำนวนหนึ่ง คือ
ชุดเพชรรูปกลมขนาดใหญ่ เป็นสร้อยสังวาลเครื่องเพชรสามชั้น รอบพระศอเรียงกันตามลำดับเล็กใหญ่เป็นแถว สำหรับประดับเมื่อทรงเครื่องเต็มยศอย่างขัตติยนารี (สร้อยพระศอองค์นี้ คือ สร้อยเพรชแม่เศรษฐี อันเลื่องลือ)
ชุดเพชรรูปหยดน้ำ เป็นสร้อยพระศอระย้าเพชรสลับกับไข่มุกเม็ดใหญ่น้ำงาม โดยเม็ดเพชรน้ำหยดนั้นมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษน้ำงามบริสุทธิ์มีกระบังเพชรรูปเพชรน้ำหยดกับไข่มุกเข้าชุดกัน ประกอบกับสร้อยสังวาลระย้าเพชรสลับไข่มุก มีรัศมีกว้างกระจายเต็มพระอุระ
ชุดทับทิมเป็นทับทิมเนื้อพิเศษสุดสีแดงสด เจียระไนเป็นรูปหัวใจรูปเหลี่ยมรูปไข่ ประกอบลวดลายมงคลเพชรมีทั้งสร้อยพระศอสังวาลระย้าลายนกเพชรประกอบทับทิม กำไลต้นพระพาหา พระกุณฑล พระวลัยกร พระธำมรงค์ทับทิมมงคลเพชร เข็มรูปตัวแมลงหัวเข็มขัดประกอบทับทิมชั้นยอด
ชุดมรกต ประกอบด้วยมรกตสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ คุณภาพเยี่ยมน้ำเขียวขจีสดใส ทั้งสร้อยพระศอ พาหุรัดสวมต้นพระพาหา วลัยกรและพระธำมรงค์ เข้าชุดกับเข็มกลัดรูปต่างๆ อันเป็นมรกตประดับเพชรเป็นที่กล่าวกันว่ามรกตชุดนี้ เป็นอัญมณีมีค่ามีราคาสูงสุดในภูมิภาคตะวันออกเลยทีเดียว
เครื่องประดับชุดนิลอันมีค่า เป็นชุดนิลสีน้ำเงินเข้ม มงคลเพชร ประกอบด้วยก้านและลวดลายกนกเพชร มีนิลไพลินสีผักตบเป็นเครื่องประดับชุดไพลิน เป็นสร้อยสังวาลครบชุดวิจิตรตระการตามาก
นอกจากนี้ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงรวบรวมไข่มุกไว้เป็นจำนวนมากหลายสีหลายขนาด ตั้งแต่ใหญ่ไปหาเล็ก เป็นสร้อยพระสังวาลเฟื่องไข่มุกเม็ดขนาดใหญ่สามชิ้น มีตุ้มเพชรห้อยเป็นระยะๆ จะทรงประกอบกับไข่มุกอื่นๆ ซึ่งมีทั้งไข่มุกสีกุหลาบอ่อน ไข่มุกสีเหลืองน้ำผึ้ง และไข่มุกคุณภาพเยี่ยมอีกจำนวนหนึ่ง
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงโปรดปรานในเครื่องประดับอัญมณีเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะทรงได้รับพระราชทานเป็นของขวัญของฝากจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชสวามี ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่เสด็จประพาสต่างประเทศจะทรงเอาพระทัยใส่ หาอัญมณีมีค่าสุดกลับมาฝากและพระราชทานพระอัครมเหสีอยู่เสมอมิได้ขาด ไม่นับรวมกับที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงสะสมซื้อหามาด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และมีผู้สรรมาทูลเกล้าฯ ถวาย และยังทรงได้รับเป็นของขวัญจากประมุขประเทศต่างๆ เช่น มงกุฎหรือรัดเกล้าเพชรจากเอมเปรสแห่งรัสเซีย หรือวลัยกรนิลน้ำงามมงคลเพชรจากเอ็มเปรสแห่งอิตาลี
เครื่องประดับอัญมณีอันมีค่ามากมายมหาศาลของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลรักษาของ เจ้าจอม ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล นั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์เรื่องเกิดวังปารุสก์ว่า
“...ถ้าจะเสด็จไปงานใด ข้าหลวงจะต้องเอาเครื่องเพชรของท่านมาถวายทั้งหมดให้ทรงเลือก นอกจากเครื่องใหญ่จริงๆ ซึ่งไม่มีเก็บไว้ที่วังพญาไท เพราะเครื่องชุดใหญ่ๆ นั้น เก็บรักษาไว้ที่ในพระบรมมหาราชวัง ถึงกระนั้นเครื่องย่อยๆ ของท่านก็ดูคล้ายๆ กับร้านขายเครื่องเพชรร้านใหญ่ๆ ในมหานครหลวงในยุโรป ข้าหลวงต้องขนมาเป็นถาดๆ หลายๆ ถาด บางทีถาดเดียวจะมีแต่ธำมรงค์เพชรพลอยต่างๆ ตั้ง 60 วง
เจ้าจอม ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล ได้ถวายตัวทำงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ด้วยหน้าที่ดูแลรักษาพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่มีความด่างพร้อยหรือข้อครหาใดๆ จนตลอดชีวิต
เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และสมเด็จเจ้านางคำฝั้น แห่งราชอาณาจักรลาว
เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และสมเด็จเจ้านางคำฝั้น แห่งราชอาณาจักรลาว
พระรูปที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นพระรูปของ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และ สมเด็จเจ้านางคำฝั้น แห่งราชอาณาจักรลาว ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา การค้นคว้า และการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อย่างถูกต้องและรอบด้าน
การสร้างสรรค์พระรูปของ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในครั้งนี้ เป็นผลจากแรงบันดาลใจและความร่วมมือระหว่าง AI Fashion Lab และ คุณมูมู่ ชัยกร ปัณฑุรอัมพร โดยอาศัยการศึกษาข้อมูลจากพระรูปต้นฉบับ หลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์ และการวิเคราะห์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ปรากฏในภาพ จากการค้นคว้าของคุณ มูมู่ เพื่อให้การบูรณะมีความถูกต้องทั้งในด้านลำดับศักดิ์ รูปแบบ สีสัน และบริบททางประวัติศาสตร์
การสร้างสรรค์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือทางการศึกษาและการวิจัยด้านประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งมักเป็นรายละเอียดที่ถูกมองข้ามหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนในงานสร้างสรรค์ด้วย AI
ในปัจจุบัน ยังมีผลงานจำนวนไม่น้อยที่นำเสนอภาพบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงชนิด ลำดับ และความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ประดับอยู่ในภาพต้นฉบับ ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
ด้วยเหตุนี้ AI Fashion Lab จึงมุ่งหวังที่จะเป็นผู้นำร่องในการสร้างสรรค์ภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วยกระบวนการ AI ให้ถูกต้อง สง่างาม และมีความสมจริง พร้อมทั้งได้เผยแพร่แนวทางและกระบวนการสร้างสรรค์ภาพเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้แล้วก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สร้างสรรค์ นักวิชาการ และผู้สนใจในสาขาประวัติศาสตร์แฟชั่นและราชสำนัก
ทำไม “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ ทรงนอนตอนเช้า และทรงตื่นในเวลาค่ำ?
ทำไม “สมเด็จพระพันปีหลวง” ในรัชกาลที่ ๕ ทรงนอนตอนเช้า และทรงตื่นในเวลาค่ำ?
ทำไม “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ ทรงนอนตอนเช้า และทรงตื่นในเวลาค่ำ?
ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับคาดว่าฉายในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงเครื่องเต็มยศอย่างขัตติยนา
ทำไม “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๕ ทรงนอนตอนเช้า และทรงตื่นในเวลาค่ำ?
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือ “สมเด็จพระพันปีหลวง” พระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกิจวัตรที่พิเศษกว่าพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ตรงที่บรรทมตอนเช้า และทรงตื่นตอนเย็นหรือค่ำ จากนั้นก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจไปจนถึงเช้า ก่อนบรรทมตอนเช้าตรู่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป จน “หมอสมิธ” ต้องกราบทูลถามเพื่อให้คลายความสงสัย
นายแพทย์มัลคอล์ม สมิธ (Dr. Malcolm Smith) แพทย์ประจําพระองค์ สมเด็จพระพันปีหลวง เล่าถึงพระกิจวัตรของพระองค์ว่า ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ในห้องบรรทม ณ วังพญาไท และปฏิบัติพระราชกิจส่วนพระองค์ภายในห้องนี้
เมื่อตื่นบรรทมและทรงปฏิบัติกิจส่วนพระองค์แล้ว สมเด็จพระพันปีหลวงจะทรงเริ่มด้วยการโปรดให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระราชนัดดาของพระองค์ ซึ่งเป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ประสูติแต่หม่อมแคทยา เข้าเฝ้า เพื่อทรงพูดคุยซักถามเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และเรื่องอื่นๆ
จากนั้นจึงจะเป็นช่วงเวลาเสวยพระกระยาหาร ซึ่งระหว่างนั้นก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างอื่นไปด้วย เช่น โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้า และโปรดให้ข้าราชสำนักเข้าเฝ้ากราบทูลข่าวสารประจำวัน ใครที่ยังไม่ถึงเวลาเข้าเฝ้า ก็จะรอกันอยู่ที่ท้องพระโรง วังพญาไท
หนึ่งในผู้ที่เข้าเฝ้าเป็นประจำ คือ หมอสมิธ ที่ต้องเข้าเฝ้าเพื่อสังเกตและบันทึกข้อมูลพระพลานามัย ทั้งเรื่องอาหารที่เสวย ตลอดจนเรื่องการขับถ่าย ที่ต้องบันทึกถึงพระบังคนหนักและพระบังคนเบา เพื่อนำมาวินิจฉัยพระอาการหากมีอะไรแตกต่างจากเดิม
หมอสมิธบรรยายถึงพระกระยาหารโปรดของสมเด็จพระพันปี เช่น ซุปข้น ซึ่งมีส่วนผสมของข้าวและใช้ปลาปรุงรสแทนเนื้อ (น่าจะเป็นข้าวต้มปลา) และพระกระยาหารที่พบบ่อยๆ ได้แก่ เนื้อวัวหั่นเป็นชิ้นบางๆ นำลงทอดในน้ำมันมากๆ เติมเกลือและน้ำตาลลงไปในปริมาณที่เท่ากัน ทอดจนเกรียม เสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยอย่างเดียว หรือเสิร์ฟพร้อมกับแกง
เมนูข้างต้นที่พบได้บ่อยๆ นี้ หมอสมิธเห็นว่า เป็นพระกระยาหารโปรดของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เพราะทรงใช้เวลานานมากระหว่างเสวย
เล่ากันว่า บางครั้งพระกระยาหารมื้อหลักนี้ถูกยกออกไปเมื่อเวลาตี 3 แต่ระหว่างเสวยนั้นก็ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น รับรองผู้คนที่เข้ามาเฝ้ารับฟังข่าวสารประจำวัน
“สำหรับสมเด็จพระพันปีฯ การพูดคุยดูจะเป็นกิจกรรมหลักในชีวิตของพระองค์ และพระองค์ไม่เคยที่จะทรงเบื่อหน่าย หากจะทรงเศร้าพระทัยมากกว่าถ้าไม่มีใครมาพูดคุยด้วย” หมอสมิธ เล่า
พระองค์ใดหรือใครที่สามารถทูลเล่าเรื่องที่พระองค์สนพระทัย ก็อาจใช้เวลาเข้าเฝ้านานกว่าผู้อื่น ซึ่งผู้เข้าเฝ้าคนสุดท้ายจะกลับออกไปราว ๖ โมงเช้า
หลังจากนั้นจะเป็นเวลาที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเตรียมพระองค์เสด็จเข้าที่บรรทม พนักงานจะชักพระวิสูตรปิดห้องพระบรรทม ทั้งห้องตกอยู่ในความมืด เหลือเพียงพนักงานอ่านบทกลอนขับกล่อม ซึ่งเสียงจะค่อยๆ เงียบลง เมื่อบรรทมแล้ว
หมอสมิธเคยสงสัยว่า เหตุใดสมเด็จพระพันปีหลวงถึงทรงมีพระกิจวัตรที่แตกต่างจากผู้อื่น คำตอบของพระองค์คือ เป็นความพอพระทัยส่วนพระองค์เท่านั้น
ผู้เขียน กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2568