History of Fashion
ท้าวทรงกันดาล (หุ่น): คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ท้าวทรงกันดาล (หุ่น): คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ ท้าวทรงกันดาล นามเดิม หุ่น ซึ่งเป็นสามัญชน มิใช่เจ้านาย พระสนมในรัชกาลที่ ๔ และเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งของระบบบริหารฝ่ายในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
เจ้าจอมมารดาหุ่นเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ไม่พบหลักฐานประวัติตระกูล ต่อมาได้ถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในรัชกาลที่ ๔ และมีบุตรชายเพียงคนเดียว คือ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็น กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ต้นราชสกุล สวัสดิกุล และทำหน้าที่ราชเลขานุการในรัชกาลที่ ๕
ในรัชกาลที่ ๕ เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
“ท้าวทรงกันดาล”
ซึ่งเป็นตำแหน่งท้าวนางชั้นสูงที่มีมาแต่โบราณ มีหน้าที่บังคับบัญชา พระคลังฝ่ายใน ดูแลการจัดการเงิน ทอง พรรณผ้า เครื่องทองขาว ทองเหลือง และควบคุมการเบิกจ่ายทั้งหมดของฝ่ายใน ถือเป็นตำแหน่งด้านการคลังที่สำคัญที่สุดตำแหน่งหนึ่งในราชสำนัก
ท้าวทรงกันดาลถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคชราในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ (ค.ศ. 1923) สิริอายุ ๘๓ ปี
ในพระราชพิธี เฉลิมพระราชมณเฑียร ท้าวทรงกันดาลเป็นผู้ถือและถวาย กุญแจทองคำ ซึ่งเป็นหน้าที่เชิงพิธีการที่สะท้อนบทบาทของผู้ควบคุมทรัพย์สินฝ่ายในโดยตรง
ตำแหน่งท้าวทรงกันดาลมีผู้ช่วย ๑ ตำแหน่ง คือ ท้าวสุภัตติการภักดี ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ เปลี่ยนชื่อเป็น ท้าวภัณฑสารนุรักษ์เช่นเดียวกับกรณีของ ท้าวภัณฑสารนุรักษ์ (เจ้าจอมเพิ่ม ในรัชกาลที่ ๕)
ท้าวทรงกันดาลคนสุดท้ายคือ ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล (มีศักดิ์เป็นเหลนทวดในรัชกาลที่ ๒) ได้รับตำแหน่งในสมัยรัชกาลที่ ๗ และในสมัยรัชกาลที่ ๙ ได้เลื่อนเป็น
ท้าววรคณานันท์ อัพภันตรปตานี ราชนารีกิจวิจารณ์
มีศักดินา ๓,๐๐๐ สูงกว่าท้าวนางตำแหน่งอื่นทั้งหมด
คุณท้าวคนสุดท้ายของระบบท้าวนางฝ่ายใน คือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) ได้รับแต่งตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ (ค.ศ. 1952)
คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕
คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในรัชกาลที่ ๕
นับจากซ้าย
๑) ท้าวทรงกันดาล
นามเดิม หุ่น เป็นพระสนมในรัชกาลที่ ๔ มีพระราชโอรส ๑ พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิกุล)
เป็นที่รู้จักในฐานะ “คุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่” หรือ “แม่วัง” ในรัชกาลที่ ๕ ทำหน้าที่ดูแลกิจการสำคัญฝ่ายใน ถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุ ๘๓ ปี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. ๒๔๕๔ – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) (ฝ่ายใน)
พ.ศ. ๒๔๔๗ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๔ (ม.ป.ร.๔)
พ.ศ. ๒๔๕๔ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๕ ชั้นที่ ๒ (จ.ป.ร.๒)
พ.ศ. ๒๔๕๔ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๓ (ว.ป.ร.๓)
๒) ท้าวสมศักดิ์
นามเดิม เหม เกิดราว พ.ศ. ๒๓๘๒ ธิดาของพระอัคนีสร (พิณ) กับแย้ม (สกุลเดิม สุวรรณทัต) เป็นพระสนมในรัชกาลที่ ๔
มีพระโอรสคือ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุ ๘๓ ปี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. ๒๔๕๔ – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) (ฝ่ายใน)
พ.ศ. ๒๔๔๗ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๓ (ม.ป.ร.๓)
พ.ศ. ๒๔๕๔ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๓ (ว.ป.ร.๓)
๓) ท้าววนิดาพิจาริณี
นามเดิม เพิ่ม เกิดวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๒ ธิดาของพระยาราชภักดี (โค สุจริตกุล)
ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๕ และในรัชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ท้าววนิดาพิจาริณี อธิบดีฝ่ายใน ถือศักดินา ๘๐๐
ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗ อายุ ๖๔ ปี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้า
๔) ท้าววรจันทร
นามเดิม แมว เป็นพระสนมเอกในรัชกาลที่ ๔ มีชื่อเสียงด้านการแสดงละคร (สมญานาม “แมวอิเหนา”)
เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น ท้าววรจันทร ในรัชกาลที่ ๕ และเป็นต้นราชสกุลโสณกุลจากพระโอรส กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา
ถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุ ๙๘ ปี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
พ.ศ. ๒๔๔๓ – เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ ๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) (ฝ่ายใน)
พ.ศ. ๒๔๔๗ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๒ (ม.ป.ร.๒)
พ.ศ. ๒๔๕๔ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๒ (ว.ป.ร.๒)
พ.ศ. ๒๔๖๙ – เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๒
___________
ตำแหน่งของข้าราชการฝ่ายใน (สรุปโครงสร้าง)
ในสมัยโบราณสตรีมิได้ทำราชการบ้านเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ มีแต่การปฏิบัติราชการถวายแต่องค์พระมหากษัตริย์ คือปฏิบัติหน้าที่ดูแลกิจการในเขตพระราชฐาน เช่นรับใช้ในกิจประจำวันของพระมหากษัตริย์พระมเหสีเทวีตลอดจนดูแลรักษาพระที่นั่งพระตำหนักอันเป็นที่ประทับในเขตพระราชฐานรวมทั้งการประกอบพระเครื่องต้น ( พระกระยาหาร ) ต่าง ๆ ตั้งแต่โบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา อาจแบ่งตำแหน่งข้าราชการฝ่ายในออกได้เป็น 4 ระดับ มีบรรดาศักดิ์ ศักดินา และหน้าที่ต่างกัน ตามความสำคัญในหน้าที่ราชการ คือ
ระดับที่ 1 มีบรรดาศักดิ์เป็น " ท้าว " (เทียบเท่าตำแหน่งฝ่ายหน้า “พระยา”)
เรียกกันว่าในสมัยนั้นว่า " คุณท้าว " โดยมีราชทินนามต่อท้ายบรรดาศักดิ์ทุกตำแหน่ง เช่น ท้าววรจันทร เป็นหัวหน้าท้าวนางทั้งปวง บังคับบัญชาทั่วไปในราชสำนักฝ่ายใน ตลอดจนมีหน้าที่ตักเตือนว่ากล่าวพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน และพระสนมกำนัล
ต่อมาในภายหลังได้มีการตั้งตำแหน่ง ท้าววรคณานันท์ เพิ่มเติม เป็นตำแหน่งท้าวนางสูงสุด ในข้าราชการสำนักฝ่ายใน ทำหน้าที่ดูแลปกครองข้าราชการสำนักฝ่ายใน ต่างพระเนตรพระกรรณ ขึ้นตรงต่อเสด็จอธิบดี
ซึ่งในภายหลังการปรับโครงสร้างของข้าราชสำนักฝ่ายใน มีผลทำให้ ตำแหน่งท้าววรจันทร์ มีอำนาจบังคับบัญชาราชการรองลงมาจากท้าววรคณานันท์ โดยที่ตำแหน่งท้าววรจันทร์ลงจะมีตำแหน่งท้าวนางอีก 4 ตำแหน่ง ได้แก่
1.ท้าวสมศักดิ์ ว่าการพนักงานทั้งปวง เช่น ในแผนกจัดเครื่องพระสุธารส และพระศรี เครื่องนมัสการ ดูแลหอพระและปูชนียสถานในราชสำนักฝ่ายใน
2.ท้าวอินทรสุริยา ว่าการห้องเครื่องวิเสท
3.ท้าวศรีสัจจา ว่าการโขลนจ่า ที่ควบคุมประตูวัง และอารักขาทั่วไป
4.ท้าวทรงกันดาร เป็นผู้บัญชาพระคลังใน
___________
ระดับที่ 2 มีศักดิ์รองจากคุณท้าว
คือ " คุณเฒ่าแก่ "
ไม่มีบรรดาศักดิ์และราชทินนามเฉพาะ คงเรียกคำหน้านามว่า " คุณเฒ่าแก่ " ต่อคำหน้าชื่อของตัวเอง โดยที่ " คุณเฒ่าแก่ " มีด้วยกัน 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ เคยเป็นเจ้าจอมในรัชกาลก่อน ๆ เรียกว่า เจ้าจอมเถ้าแก่ มีหน้าที่ฝึกหัดข้าราชสำนักฝ่ายใน
ประเภทที่สอง คือ ที่มิได้เป็นเจ้าจอม เรียกว่า " คุณเฒ่าแก่ " มีหน้าที่ออกไปประสานกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับฝ่ายหน้า ( ข้าราชการที่เป็นผู้ชาย )
___________
ระดับที่ 3 มีศักดิ์รองจาก " คุณเฒ่าแก่ " ลงไป
คือ " จ่า " มีราชทินนามตามตำแหน่งด้วย
___________
ระดับที่ 4 เป็นเสมียน-พนักงาน ( พนักงานผู้มีหน้าที่รักษาพระทวารประตูวัง และดูแลรักษาความเรียบร้อยในเขตพระราชฐานเรียกว่า " โขลน "
___________
ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีการตรากฎหมายซึ่งเรียกว่า พระไอยการนาตำแหน่งพลเรือน กำหนดศักดินาผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการฝ่ายใน ซึ่งใช้ต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ว่าตำแหน่งใดควรมีศักดินาเท่าไร และมีราชทินนามว่าอย่างไร
1.ท้าววรจัน ศักดินา 1000 เป็นที่สมเด็จพระพี่เลี้ยง ( หมายถึงพระพี่เลี้ยงกษัตริย์หรือพระราชโอรส-ธิดาชั้นสมเด็จเจ้าฟ้า )
2.ท้าวอินสุเรนทร์ -ท้าวศรีสุดาจัน-ท้าวอินทรเทวี-ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ 4 ตำแหน่งนี้เป็น พระสนมเอก ศักดินาคนละ 1000
3.ท้าวสมศักดิ์-ท้าวโสภา 2 ตำแหน่งนี้ทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์เชิญพระราชโองการพระราชกระแส แจ้งต่อไปยังผู้รับพระบรมราชโองการ หรือผู้รับ ๆ สั่งนั้น ๆ
4.ท้าวศรีสัจจา มีหน้าที่บังคับบัญชาจ่าโขลนทวารบานไพชยนต์ ( ผู้รักษาประตูพระที่นั่งและพระราชวัง ) ศักดินา 1000
5.ท้าวอินสุริยา ว่าการวิเสทหลวง ศักดินา 1000
6.ท้าวทรงกันดาร มีหน้าที่บังคับบัญชาคลังเงิน-ทอง ผ้าแพรพรรณ เครื่องทองขาว เครื่องทองเหลือง ศักดินา 800
7.นางเฒ่าแก่ หรือ คุณเฒ่าแก่ มีหน้าที่บังคับบัญชาควบคุมการปฏิบัติงานของโขลนทวารบานไพชยนต์ ในตำแหน่งรองท้าวศรีสัจจาถือศักดินา 600
8.จ่าก้อนแก้ว-จ่าก้อนทอง-จ่าราชภักดี-จ่าศรีพรม 4 ตำแหน่งนี้ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโขลน ดูแลรักษาพระทวารประตูวัง และดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐานชั้นใน ถือศักดินา 400
9.ท้าวเทพภักดี-ท้าวทองพยศ-ท้าวทองกีบม้า-ท้าวยอดมณเฑียร-ท้าวอินทกัลยา-ท้าวมังศรี ท้าวนางทั้ง 6 นี้มีหน้าที่ปฏิบัติการอยู่ในวิเสทหลวงถือศักดินา 400 ปฏิบัติงานขึ้นตรงในบังคับบัญชาท้าวอินสุริยา
10.พนักงานโขลน-นายประตู-เสมียน ถือศักดินา 80
___________
ข้าราชการฝ่ายใน ในพระราชสำนักตามทำเนียบที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ ในปัจจุบันไม่มีแล้วคงมีแต่ตำแหน่งตามระบบราชการทั่วไป คือ ตำแหน่งหัวหน้าแผนก ประจำแผนก และพนักงาน ส่วนการบรรดาศักดิ์เป็นท้าวนางนั้นยกเป็นบรรดาศักดิ์ สำหรับพระราชทานสตรีที่มีความสำคัญเป็นพิเศษบางท่านเท่านั้น
___________
อธิบายเพิ่มเติม
คุณพนักงาน
หมายถึง สตรีที่มีบิดามีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่ชั้นพระยาขึ้นไปที่ได้รับทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีตำแหน่งเป็นพนักงานพิเศษ เรียกว่า " คุณพนักงาน " มีคำหน้านามว่า " คุณ " ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยคำนำหน้านามสตรีเพิ่มเติม พ.ศ. 2464
ข้าหลวง
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 อธิบายไว้ว่า คนที่ถวายตัวเป็นข้าในหลวงและเจ้านายนั้น ค่อนข้างจะแคบและเห็นว่าเป็นในสมัยก่อนมากกว่า เพราะต่อมาจนถึงปัจจุบัน คนที่ถวายตัวเป็นข้าในหลวงและเจ้านายนั้นถ้าเป็นชายเรียกว่า มหาดเล็ก ถ้าเป็นผู้หญิงจึงจะเรียกว่า ข้าหลวง นอกจากผู้ที่ถวายตัวถวายตัวเป็นข้าในหลวงและเจ้านายแล้ว ในบางสมัยคำว่า ข้าหลวง ยังหมายถึง นามตำแหน่งในราชการฝ่ายปกครอง เช่น ข้าหลวงเทศาภิบาล
เจ้าจอมอยู่งาน
คือเจ้าจอมที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงเลือกไว้สำหรับทรงใช้สอยใกล้ชิดพระองค์ในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น จัดพระภูษาและเครื่องสรง จัดเครื่องแต่งพระองค์และช่วยแต่งพระองค์ คือถ้าจะทรงพระภูษาโจง ก็ต้องทำหน้าที่เข้าม้วนชายผ้าที่เรียกว่า " โจงกระเบนหวาย " ถวายสายรัดพระองค์ ถวายพระองค์จิปาถะ นอกจากนั้นก็คอยรับพระราชกระแสที่จะสั่งถึงใครอย่างไร อันเป็นการในราชสำนัก มิใช่ราชการแผ่นดิน และคอยปรนนิบัติรับใช้ประการอื่น ๆ เช่น ถวายพระโอสถ ถวายอยู่งานพัด ถวายอยู่งานนวด ในโอกาศที่เสด็จออกงาน เจ้าจอมอยู่งานทำหน้าที่พระสนม พระกำนัล เชิญเครื่องและตั้งเครื่องพระศรี พระสุธารส
(ธรรมเนียมปรนนิบัติเจ้านายในวัง ไม่ว่าจะเป็นการถวายงานนวดหรือเวลาตบยุงที่กัด ท่านก็ต้องมีการหัดเรียนรู้ว่าควรจะทำอย่างไร เวลาที่ยุงกัดพระบาท ผู้ใหญ่จะสอนมหาดเล็กหรือข้าหลวงว่า เวลาจะตบยุงห้ามตีที่พระบาทท่านเป็นอันขาด ให้ใช้เฉพาะนิ้วชี้เท่านั้น คือ ทำนิ้วชี้นิ่งๆ กดลงที่ตัวยุงที่กัดเท้าท่านอยู่ เป็นการตบยุงอย่างละมุนละม่อม เวลาจะถวายงานทุบพระบาทก็จะไม่ทุบตุ้บตั้บอย่างคนธรรมดา แต่จะต้องมีเทคนิคพิเศษ กำมือหลวมๆ ให้เป็นรูทั้งสองมือแล้วทุบ)
___________
ตำแหน่งท้าวนางนี้ มีการสถาปนาครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2493 สมัยรัชกาลที่ 9 โดยมีคุณท้าวชุดสุดท้ายของไทย 4 ท่านคือ
1.ท้าวทรงกันดาล (หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล)
เลื่อนขึ้นเป็นท้าววรคณานันต์
2.บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา พระอัยกีในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เป็นท้าววนิดาพิจาริณี
3.จรูญ ตะละภัฎ เป็นท้าวพิทักษ์อนงคนิกร
4.ศิริพงษ์ กัมปนานนท์ เป็นท้าวโสภานิเวศร์
หลังจากที่คุณท้าวรุ่นนั้นสิ้นชีวิตจนหมด ก็ไม่มีการโปรดเกล้าให้สถาปนาผู้ใดเป็นคุณท้าวอีก
Credit: Page Thai Classic
___________
Senior Court Ladies (Khun Thao) in the Reign of King Rama V
(Listed from left to right)
1) Thao Songkandan (ท้าวทรงกันดาล)
Originally named Hoon (หุ่น), she was a royal consort during the reign of King Rama IV (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว). She bore one royal son, His Royal Highness Prince Krom Phra Sommot Amornphan (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์), the progenitor of the Sawasdikul family (ราชสกุลสวัสดิกุล).
She was widely known during the reign of King Rama V (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) as a “senior court lady” or “Mae Wang” (แม่วัง), entrusted with overseeing major administrative affairs of the Inner Court. She passed away at the age of 83.
Royal Decorations
1911 – The Order of Chula Chom Klao, 2nd Class, Special Second Grade (Tutiya Chula Chom Klao Wiset – ท.จ.ว.) (Ladies of the Inner Court)
1904 – The Royal Cypher Medal of King Rama IV, 4th Class (ม.ป.ร. ๔)
1911 – The Royal Cypher Medal of King Rama V, 2nd Class (จ.ป.ร. ๒)
1911 – The Royal Cypher Medal of King Rama VI, 3rd Class (ว.ป.ร. ๓)
2) Thao Somsak (ท้าวสมศักดิ์)
Originally named Hem (เหม), born circa 1839, she was the daughter of Phra Akkhanisor (Pin) (พระอัคนีสร [พิณ]) and Yam of the Suwannathat family (แย้ม สกุลสุวรรณทัต). She served as a royal consort in the reign of King Rama IV.
She bore one royal son, Prince Sri Saowaphang (พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์), and passed away at the age of 83.
Royal Decorations
1911 – The Order of Chula Chom Klao, 2nd Class, Special Second Grade (ท.จ.ว.) (Ladies of the Inner Court)
1904 – The Royal Cypher Medal of King Rama IV, 3rd Class (ม.ป.ร. ๓)
1911 – The Royal Cypher Medal of King Rama VI, 3rd Class (ว.ป.ร. ๓)
3) Thao Wanida Phicharini (ท้าววนิดาพิจาริณี)
Originally named Phoem (เพิ่ม), born on 18 July 1869, she was the daughter of Phraya Ratchaphakdi (Kho Sujaritkun) (พระยาราชภักดี [โค สุจริตกุล]).
She entered royal service as a Chao Chom (เจ้าจอม) during the reign of King Rama V, and in the reign of King Rama VI (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) she was granted the title Thao Wanida Phicharini, serving as Director-General of the Inner Court, with a sakdina (honorary land rank) of 800.
She passed away on 19 April 1934, at the age of 64.
Royal Decoration
The Order of Chula Chom Klao, 2nd Class (ทุติยจุลจอมเกล้า)
4) Thao Worachan (ท้าววรจันทร)
Originally named Maew (แมว), she was the principal royal consort in the reign of King Rama IV and was renowned for her mastery of classical court drama, earning the sobriquet “Maew Inao” (แมวอิเหนา).
She was elevated to the rank of Thao Worachan during the reign of King Rama V and became the progenitor of the Sonakul family (ราชสกุลโสณกุล) through her royal son, Prince Krom Khun Phitthayalap Phruetthathada (กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา).
She passed away at the age of 98.
Royal Decorations
1900 – The Order of Chula Chom Klao, 2nd Class, Special Second Grade (ท.จ.ว.) (Ladies of the Inner Court)
1904 – The Royal Cypher Medal of King Rama IV, 2nd Class (ม.ป.ร. ๒)
1911 – The Royal Cypher Medal of King Rama VI, 2nd Class (ว.ป.ร. ๒)
1926 – The Royal Cypher Medal of King Rama VII, 2nd Class
Structure of the Inner Court Official Ranks (Summary)
In earlier periods, women did not serve in state administration as they do today. Their duties were devoted exclusively to royal service, overseeing affairs within the Inner Palace (ฝ่ายใน)—including daily service to the King and royal consorts, the care of royal residences, and the preparation of royal cuisine (phra khrueang ton).
From the Ayutthaya period onward, Inner Court officials were organised into four hierarchical levels, each with distinct titles, sakdina, and responsibilities.
Level 1: Thao (ท้าว)
Equivalent in rank to a Phraya in the Outer Court. Collectively referred to as Khun Thao (คุณท้าว), each held a formal title.
The Thao Worachan served as head of all court ladies, supervising Inner Court administration and admonishing royal women and consorts when necessary.
Later, the position of Thao Worakhanan (ท้าววรคณานันท์) was established as the highest authority within the Inner Court, directly responsible to the Chief of the Royal Household. Following administrative reforms, Thao Worachanbecame second in authority.
Subordinate Thao positions included:
Thao Somsak (ท้าวสมศักดิ์) – supervision of ceremonial and devotional services
Thao Inthrasuriya (ท้าวอินทรสุริยา) – royal kitchens and special culinary divisions
Thao Srisatcha (ท้าวศรีสัจจา) – oversight of guards and palace gates
Thao Songkandan (ท้าวทรงกันดาล) – control of the Inner Treasury
Level 2: Khun Thao Kae / Elder Ladies (คุณเฒ่าแก่)
Without formal noble titles, divided into:
Former Chao Chom Elder Ladies (เจ้าจอมเถ้าแก่), responsible for training junior court staff
Non-consort Elder Ladies, who liaised with the Outer Court (male officials)
Level 3: Ja (จ่า)
Mid-level supervisors with specific functional titles.
Level 4: Clerks and Palace Attendants
Including Khlon (โขลน)—female guards responsible for palace gates and internal security.
Historical Context and Later Developments
During the reign of King Borommatrailokanat (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ), legal codes known as the Phra Aiyakan Tamnaeng Phonlaruean (พระไอยการนาตำแหน่งพลเรือน) formally defined Inner Court ranks, titles, and sakdina, a system that continued into the Rattanakosin period.
The title Khun Thao was last conferred in 1950, during the reign of King Rama IX (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช). After the passing of the final four appointed ladies, no further appointments were made.
___________
อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ :
เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/
#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO
พระนางศุภยาลัต (စုဖုရားလတ်)
พระนางศุภยาลัต (စုဖုရားလတ်)
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้คือ พระฉายาลักษณ์พระนางศุภยาลัต (พม่า: စုဖုရားလတ် ซุพะยาละ) พระอัครมเหสีพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อลองพญาพระราชธิดาในพระเจ้ามินดงที่พระราชสมภพแต่พระนางอเลนันดอ พระนางเป็นพระอัครมเหสีในพระเจ้าสีป่อ กษัตริย์พม่าองค์สุดท้ายก่อนที่จะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
ในภาพนี้ได้มีการสร้างสรรค์ผ้าซิ่นลุนตยา ให้มีสีสันและลวดลายที่ชัดเจนขึ้นกว่าภาพต้นฉบับ เพื่อการศึกษาผ้าและประวัติศาสตร์แฟชั่น ‘ผ้าลุนตยา’ หรือ ลุนตยาอเชะ (Luntaya Acheik) คือผ้าทอที่ใช้สวมใส่ในเชื้อพระวงศ์และขุนนางภายในราชสำนักพม่าแห่งกรุงมัณฑะเลในยุคจารีต ผ้าจะถูกใช้เป็นผ้านุ่งสำหรับทั้งชายและหญิง ผู้ชายจะนุ่งผ้าผืนยาวเรียกว่า ‘ตาวง์เฉ่ญ์ปะโซ’ ส่วนสตรีใช้ผ้าซิ่นที่ไม่เย็บตะเข็บ นุ่งด้วยวิธีการพับปล่อยชายผ้าถุงยาวลากพื้นเรียกว่า ‘ทะเมง’
ลวดลายของผืนผ้าส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายคลื่นที่มีความต่อเนื่อง (คำว่า ‘อเชะ’ หรือ Achiek เป็นภาษาพม่า แปลว่า ‘ตะขอ’ หรือกริยาที่หมายถึง ‘เกี่ยวกันไว้’) นักสะสมผ้ายุคปัจจุบันมองว่าลวดลายลักษณะนี้อาจเป็นได้ทั้งคลื่นน้ำ คลื่นเมฆ ที่ลื่นไหล หรือลายพฤกษา เส้นเรขาคณิตที่คล้องกัน โดยเส้นสายทั้งหมดล้วนเกิดจากการทอแบบเกาะล้วง ผ่านการทอจากด้านหลังของชิ้นงาน และใช้กระจกส่องลายจากด้านล่าง
____________
พระประวัติ
พระนางเป็นพระราชธิดาในพระเจ้ามินดงกับมเหสีรองคือพระนางอเลนันดอ พระนางศุภยาลัตมีพระเชษฐภคินีคือพระนางศุภยาจี และมีพระขนิษฐาคือพระนางศุภยาเล อุปนิสัยของพระนางศุภยลัตมีลักษณะเหมือนพระราชมารดา คือ มีความทะเยอทะยาน เจ้ากลอุบาย ใจร้าย ขี้หึง เชื้อสายดั้งเดิมเป็นสามัญชน เนื่องจากยายของพระนางเป็นแม่ค้าขายของในตลาดมาก่อน โดยพระเจ้าจักกายแมง ทรงรับเอามาเป็นนางสนมตั้งแต่ครั้งพระเจ้าจักกายแมงยังดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้า
พระเจ้ามินดง พระราชบิดาของพระนาง มีเจ้านครญองย่าน กับเจ้านครญองโอ๊ะ เป็นพระราชโอรสที่พอจะมีความสามารถขึ้นครองราชย์ เพราะทั้งสองพระองค์เรียนจบโรงเรียนฝรั่ง มีความฉลาดและเข้มแข็งพอสมควร แต่พระนางอเลนันดอและขุนนางเห็นว่าจะคุมได้ยาก จึงเลือกเจ้านครสีป่อที่อ่อนแอกว่า ซึ่งผนวชเป็นพระมาตลอด นิสัยเชื่องช้า หัวอ่อน และพระเจ้ามินดงเองก็เกรงพระทัยมเหสีรอง จึงไม่ได้ตั้งเจ้าชายพระองค์ใดเป็นรัชทายาทอย่างชัดเจน
____________
การยึดอำนาจ
เมื่อพระเจ้ามินดงทรงพระประชวรหนัก พระนางอเลนันดอจึงเรียกพวกเสนาบดีประชุมในที่รโหฐานและประกาศตั้งเจ้านครสีป่อเป็นรัชทายาท ไล่จับกุมบรรดาเจ้าชายและขุนนางในฝ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของตัวเองใส่คุกไปมากมาย ต่อมาเมื่อพระเจ้ามินดงสวรรคตแล้ว ก็ให้เจ้านครสีป่อขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงพม่า พอขึ้นครองราชย์ได้พระมเหสีและมารดากับกลุ่มขุนนางก็จัดการสังหารบรรดาพี่น้องตัวเอง และบริวารรวมกันถึงราว 500 กว่าคน เจ้าชายพระองค์ใดถูกปลงพระชนม์ เจ้าจอมมารดา พระญาติและบรรดาลูก ๆ รวมทั้งเจ้าน้ององค์หญิงเจ้าฟ้าองค์นั้น ซึ่งมีทั้งผู้เฒ่าชราและแม้แต่เด็กจนถึงทารกไร้เดียงสาก็ถูกสังหารจนสิ้นด้วยสารพัดวิธีอันหฤโหด ขุนนางที่เคยรับใช้หรือญาติทางฝ่ายจอมมารดาก็จับฆ่าเสียสิ้นเหมือนกัน ด้วยพิธีที่พิสดาร และตามแต่เพชฌฆาตจะเห็นสนุก
การสังหารหมู่ดังกล่าวใช้เวลาอยู่สามวันจึงสังหารได้หมดเพราะต้องฆ่าที่วังแต่เวลากลางคืน เพื่อไม่ให้พวกชาวเมืองรู้ พระนางศุภยาลัตทรงให้จัดงานปอยตลอดสามวันนั้น ให้ชาวเมืองเที่ยวงานให้สนุก พระเจ้าธีบอก็จัดให้ดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามายเพื่อไม่ให้สนใจการสังหารครั้งนั้น เมื่อสังหารแล้วก็จับโยนใส่หลุมใหญ่ข้างวังรวมกัน แล้วเอาดินกลบ แต่พอพ้นสามวัน ศพเหล่านั้นเริ่มขึ้นอืดจนเนินหลุมที่ฝังพูนขึ้น ก็เอาช้างหลวงมาเหยียบย่ำให้ดินที่นูนขึ้นมานั้นแบนราบลง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถปิดบังหลุมใหญ่นั้นได้ เพราะจำนวนศพมีมากจนดันเนินดินให้นูนขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็ต้องให้ขุดศพใส่เกวียนไปฝังบ้าง ทิ้งน้ำบ้าง[1] เล่ากันว่าคืนนั้นสุนัขเห่าหอนทั้งคืน จนชาวเมืองผวาไม่เป็นอันหลับอันนอน พระนางจัดให้เอาวงดนตรีปี่พาทย์ การแสดงต่าง ๆ มาบรรเลงในวังตลอดเวลาที่ทำการสำเร็จโทษพวกเจ้านาย เพื่อให้เสียงดนตรีปี่กลองกลบเสียงกรีดร้องขอชีวิต แต่ขณะเดียวกันในประวัติศาสตร์พม่านั้นเชื่อว่าพระนางอเลนันดอและเกงหวุ่นเมงจีอยู่เบื้องหลังการสั่งฆ่าโอรสธิดา
____________
การสูญสิ้นอำนาจ
พระนางศุภยาลัต และแตงดาวุ่นกี้ไม่พอใจที่อังกฤษให้ค่าสัมปทานป่าไม้น้อย และฝรั่งเศสทำท่าจะเข้ามาเสนอให้มากกว่าประกอบกับมีการกล่าวหาว่าอังกฤษลอบตัดไม้เกินกว่าที่ได้รับสัมปทาน พม่าเลยสั่งปรับอย่างหนักถึง 1 ล้านรูปี อังกฤษก็ไม่พอใจยื่นประท้วง แต่พม่าไม่ยอม ตอนนั้นพระนางศุภยาลัตคิดว่าตัวเองมีฝรั่งเศสหนุนหลัง แต่ต่อมาเกิดเรื่องจริง ๆ ฝรั่งเศสก็วางตัวเป็นกลาง
วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2428 อังกฤษก็เริ่มส่งข้อเรียกร้องขั้นเด็ดขาด และพม่ายอมไม่ได้ เช่น ให้อังกฤษเป็นคนควบคุมนโยบายการค้าการเดินเรือของพม่าทั้งหมด ฯลฯ มิฉะนั้นจะรบกับพม่า ซึ่งขณะนั้นอังกฤษได้ยึดพม่าได้ทางใต้ได้แล้วจากสนธิสัญญายันดาโบ
พระเจ้าธีบอตามพระทัยมเหสีจึงสั่งให้เตรียมพลไปรบ อังกฤษก็ให้นายพลแฮร์รี เพนเดอร์กาส นำทหารทั้งฝรั่งและอินเดียเคลื่อนพลเข้ารบ จากย่างกุ้งบุกไปตามแม่น้ำอิรวดีถึงมัณฑะเลย์ ใช้เวลาแค่ 14 วันก็ยึดเมืองหลวงได้ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า นอกเหนือจากอาวุธที่ดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือราษฎรไม่คิดจะต่อสู้เพราะไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร เนื่องจากรัฐบาลของพระเจ้าธีบอโดยพระนางศุภยาลัต กดขี่พวกเขามาตลอด บ้านเมืองจึงขาดความสามัคคีขนาดหนัก เนื่องจากกษัตริย์และมเหสีไม่เคยทำตนให้เป็นที่รักของประชาชนพม่าของพระองค์เอง พระเจ้าธีบอ และพระนางศุภยาลัตจึงถูกเชิญให้ไปยังเมืองรัตนคีรี ซึ่งเป็นการสิ้นสุดเอกราชของพม่า และการปกครองโดยราชวงศ์โก้นบองที่มีอย่างยาวนาน
____________
การสูญสิ้นอำนาจ
พระนางศุภยาลัต และแตงดาวุ่นกี้ไม่พอใจที่อังกฤษให้ค่าสัมปทานป่าไม้น้อย และฝรั่งเศสทำท่าจะเข้ามาเสนอให้มากกว่าประกอบกับมีการกล่าวหาว่าอังกฤษลอบตัดไม้เกินกว่าที่ได้รับสัมปทาน พม่าเลยสั่งปรับอย่างหนักถึง 1 ล้านรูปี อังกฤษก็ไม่พอใจยื่นประท้วง แต่พม่าไม่ยอม ตอนนั้นพระนางศุภยาลัตคิดว่าตัวเองมีฝรั่งเศสหนุนหลัง แต่ต่อมาเกิดเรื่องจริง ๆ ฝรั่งเศสก็วางตัวเป็นกลาง
วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2428 อังกฤษก็เริ่มส่งข้อเรียกร้องขั้นเด็ดขาด และพม่ายอมไม่ได้ เช่น ให้อังกฤษเป็นคนควบคุมนโยบายการค้าการเดินเรือของพม่าทั้งหมด ฯลฯ มิฉะนั้นจะรบกับพม่า ซึ่งขณะนั้นอังกฤษได้ยึดพม่าได้ทางใต้ได้แล้วจากสนธิสัญญายันดาโบ
พระเจ้าธีบอตามพระทัยมเหสีจึงสั่งให้เตรียมพลไปรบ อังกฤษก็ให้นายพลแฮร์รี เพนเดอร์กาส นำทหารทั้งฝรั่งและอินเดียเคลื่อนพลเข้ารบ จากย่างกุ้งบุกไปตามแม่น้ำอิรวดีถึงมัณฑะเลย์ ใช้เวลาแค่ 14 วันก็ยึดเมืองหลวงได้ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า นอกเหนือจากอาวุธที่ดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือราษฎรไม่คิดจะต่อสู้เพราะไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร เนื่องจากรัฐบาลของพระเจ้าธีบอโดยพระนางศุภยาลัต กดขี่พวกเขามาตลอด บ้านเมืองจึงขาดความสามัคคีขนาดหนัก เนื่องจากกษัตริย์และมเหสีไม่เคยทำตนให้เป็นที่รักของประชาชนพม่าของพระองค์เอง พระเจ้าธีบอ และพระนางศุภยาลัตจึงถูกเชิญให้ไปยังเมืองรัตนคีรี ซึ่งเป็นการสิ้นสุดเอกราชของพม่า และการปกครองโดยราชวงศ์โก้นบองที่มีอย่างยาวนาน
____________
ถูกเชิญออกนอกประเทศ
เมื่อถูกถอดจากบัลลังก์ อังกฤษก็ได้เชิญพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัตไปประทับยังบริติชราช ทั้งสองพระองค์ประทับที่เมืองมัทราสราว 2-3 เดือน ภายหลังจึงถูกส่งไปประทับถาวรที่เมืองรัตนคีรีเมืองเล็ก ๆ ทางชายฝั่งทะเล ทางใต้เมืองบอมเบย์ (มุมไบในปัจจุบัน) พระนางศุภยลัตเกิดทะเลาะกับพระนางอเลนันดอ จนพระนางอเลนันดอต้องขอกลับพม่า อังกฤษก็ยอมให้กลับคุมตัวไว้ที่เมืองเมาะลำเลิงจนสิ้นพระชนม์ พระเจ้าธีบอกับพระนางศุภยลัตถูกเนรเทศอยู่ที่บริติชราชนาน 31 ปี จนพระเจ้าธีบอจึงสิ้นพระชนม์ที่เมืองรัตนคีรีนั่นเอง พระนางจึงได้รับอนุญาตให้พาลูกสาวไปอยู่ย่างกุ้ง ส่วนพระศพพระเจ้าธีบอนั้นฝังไว้ที่อินเดีย
____________
คืนสู่พม่า
ต่อมา พระนางได้กลับมาสู่พม่าที่เมืองย่างกุ้ง ทรงเคียดแค้นขุนนางพม่าที่ไปเข้ากับอังกฤษ ตรัสบริภาษอยู่เป็นประจำ มีฝรั่งเขียนเกี่ยวกับพระนางไว้ว่า เมื่อพระนางแก่ตัวเข้าและรู้สำนึกในชีวิตแล้ว ทรงสงบเสงี่ยม สุภาพ น่าสงสาร ทรงเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อน และเสียพระทนต์ทั้งหมด พระนางอยู่ในตำหนักที่อังกฤษจัดถวายให้ในเมืองย่างกุ้ง 10 ปี จึงสวรรคตเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ขณะพระชนมายุ 65 พรรษา โดยรัฐบาลอังกฤษจัดการพระบรมศพให้ตามธรรมเนียม แต่ไม่อนุญาตให้เชิญพระบรมศพขึ้นไปที่ราชธานีกรุงมัณฑะเลย์ คงอนุญาตเพียงแต่ทำเป็นมณฑปบรรจุพระบรมอัฐิเท่านั้น ปัจจุบันนี้อยู่ที่ถนนเจดีย์ชเวดากอง ห่างจากบันไดด้านทิศใต้ของพระเจดีย์ชเวดากองมาประมาณ 200 เมตร สร้างเป็นกู่ทรงมณฑปยอดปราสาทแบบพม่า ก่ออิฐฉาบปูนขาว รูปทรงคล้ายที่ฝังพระบรมศพของพระเจ้ามินดงในกรุงมัณฑะเลย์ ที่ฐานล่างมีแผ่นจารึกแผ่นเล็กของตอปยากะเล (Taw Payar Kalay) หรือออง ซาย (Aung Zay) ซึ่งเป็นพระราชนัดดาคนสุดท้ายของพระเจ้าสีป่อ ที่เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2549 และนำอัฐิมาฝังไว้ในกู่เดียวกับพระนางศุภยาลัต โดยพระนางมีศักดิ์เป็น "พระอัยยิกา" ของพระราชนัดดาคนนี้ ปัจจุบันยังมีที่ฝังพระบรมศพอยู่ในย่างกุ้ง
____________
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์
พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ทรงดำรงพระยศเป็นนายพันเอกผู้บังคับการพิเศษแห่งกองทหารราบมหาดเล็กรักษาพระองค์
กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (อักษรย่อ: กรม ทม.ที่ 1 มหด.รอ.) มีชื่อเต็มว่า กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เป็นกรมทหารรักษาพระองค์ สังกัดกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ แบ่งออกเป็น 3 กองพัน ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร หน่วยนี้ก่อตั้งครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2414 บทบาทหลักประการหนึ่งของกรมทหารคือการรักษาความปลอดภัยและคุ้มครองสมาชิกราชวงศ์ไทยในพระราชพิธีและรักษาการณ์ในพระบรมมหาราชวังประเทศไทย กรมทหารกรมนี้นับเป็นกรมทหารที่เก่าแก่ที่สุดของกองทัพบก
พระฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายใน
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็น พระฉายาลักษณ์ของหมู่เจ้านายฝ่ายใน ขณะรอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ กลับจากยุโรปครั้งที่ ๒
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๐
ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต
ทางขวามือของภาพ ปรากฏพระองค์สำคัญ ได้แก่
สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง,
พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี,
สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี, และ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ
ทางซ้ายมือ ประกอบด้วย
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีนาคสวาดิ
พร้อมด้วย เจ้านายฝ่ายในชั้นสูง และหมู่เจ้านายฝ่ายในในพระราชสำนัก
พระองค์ทั้งหลายทรงแต่งกายตาม พระราชนิยมปลายรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างจารีตสยามกับแฟชั่นตะวันตกอย่างชัดเจน ได้แก่
การสวม เสื้อลูกไม้แขนยาวแบบยุโรป ตามแบบนิยมในยุค Edwardian,
ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องประดับแบบตะวันตก,
สะพาย ผ้าแพรสีแสดงพระอิสริยยศ,
และทรง พระภูษาโจงกระเบน อันเป็นเอกลักษณ์ของราชสำนักสยาม
พระฉายาลักษณ์ชุดนี้จึงมิได้เป็นเพียงภาพบันทึกเหตุการณ์การรับเสด็จ หากยังสะท้อน ภาพลักษณ์ของราชสำนักสยามในห้วงเวลาการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นสากล ผ่านการแต่งกาย พิธีการ และโครงสร้างลำดับชั้นภายในพระราชสำนักฝ่ายในได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตได้ว่า การจัดวางพระองค์ในพระฉายาลักษณ์ชุดนี้ ชวนให้เกิดคำถามเกี่ยวกับลำดับ “โปเจียม” หรือพระอิสริยยศในการยืน กล่าวคือ
สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงยืนอยู่ในตำแหน่งที่ ๑
ขณะที่ สมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้า ทรงยืนอยู่ในตำแหน่งที่ ๓ ของแถว แทนที่จะเป็นตำแหน่งที่ ๒ ตามลำดับพระอิสริยยศ
ส่วน พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ทรงยืนอยู่ในตำแหน่งที่ ๒ ซึ่งนับเป็นลำดับที่น่าสังเกตอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ลำดับโปเจียมในพระราชสำนักฝ่ายใน มิได้พิจารณาเพียงพระอิสริยยศโดยตรงเท่านั้น หากยังสัมพันธ์กับ สถานะและลำดับความสำคัญของพระราชโอรสในการสืบราชสันตติวงศ์ ด้วย โดยพระราชโอรสของพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี คือ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
ซึ่งตามลำดับอาวุโสและลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ในช่วงเวลาดังกล่าว อยู่ในอันดับรองลงมาจาก
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสพระองค์โตของสมเด็จพระพันปีหลวง
ทั้งนี้ บริบทสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้คือ การสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จเจ้าฟ้าวชิรุณหิส เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๘ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างลำดับอำนาจและสถานะในพระราชสำนักฝ่ายใน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ สมเด็จพระพันวสาอัยยิกาเจ้าเปลี่ยนสถานะจากตำแหน่งลำดับหนึ่งตามโปเจียมฝ่ายใน มาเป็นลำดับรองจากสมเด็จพระพันปีหลวง และ อาจเป็นไปได้ว่าในทางปฏิบัติ ทรงถูกจัดลำดับให้อยู่ถัดจากพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี แม้พระอิสริยยศจะสูงกว่าก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การจัดลำดับการยืนในพระฉายาลักษณ์ชุดนี้ สะท้อนการพิจารณา “โปเจียม” ในมิติที่ซับซ้อนกว่าลำดับพระอิสริยยศโดยตรง หากยังรวมถึงบทบาท สถานะ และศักยภาพของพระราชโอรสในโครงสร้างอำนาจของราชสำนักสยามในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ อย่างมีนัยสำคัญ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพเรือ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพเรือ อันสะท้อนพระราชอำนาจในฐานะองค์ประมุขของกองทัพ และพระวิสัยทัศน์ด้านการทหารเรือซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของรัฐสมัยใหม่ของสยาม
พระองค์ทรงสายสะพายและประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์, เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์, และ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า พร้อมเหรียญบำเหน็จและเหรียญที่ระลึกสำคัญหลายรายการ ได้แก่ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๔ ชั้นที่ ๑, เหรียญจุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า, เหรียญจักรมาลา, เหรียญปราบฮ่อ และเหรียญเสมอ
ซึ่งล้วนสะท้อนทั้งพระราชอิสริยยศ พระราชกรณียกิจ และประวัติศาสตร์การทหารของสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อย่างชัดเจน
______________
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการสถาปนากองทัพเรือสมัยใหม่
ในระยะแรกของประวัติศาสตร์การทหารสยาม ยังมิได้มีการแบ่งแยกกำลังการรบทางเรือออกจากกำลังการรบทางบกอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์จึงทรงดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้เป็นระบบสมัยใหม่ โดยทรงแยกกำลังรบทางบกและทางเรือออกจากกันอย่างชัดเจน และทรงกำหนดให้วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๓ เป็น วันกองทัพเรือ ซึ่งได้ถือปฏิบัติเป็นวันสำคัญของราชการทหารเรือสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ภายหลังการแยกกำลังรบดังกล่าว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง กรมทหารเรือ ขึ้นเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ เนื่องด้วยในระยะแรกยังขาดบุคลากรชาวสยามที่มีความรู้และความชำนาญด้านการทหารเรือโดยตรง จึงมีความจำเป็นต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ อาทิ ผู้บังคับการเรือ และผู้บัญชาการป้อมปืนชายฝั่ง
ต่อมา ภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๒๖) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงข้อจำกัดของการพึ่งพากำลังทหารจากต่างชาติ และทรงห่วงว่า บุคลากรดังกล่าวอาจไม่เพียงพอหรือไม่อาจพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างมั่นคงเท่ากำลังคนไทย จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดการศึกษาด้านการทหารเรือแก่ชาวสยาม เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนชาวต่างชาติได้อย่างสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรส เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ และภายหลังเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้เสด็จกลับมารับราชการในกรมทหารเรือ พร้อมทั้งทรงจัดตั้งและพัฒนาการฝึกสอนวิชาการทหารเรือขึ้นอย่างเป็นระบบ
การฝึกอบรมดังกล่าวเริ่มต้นจากการตั้งโรงเรียนชั่วคราวบริเวณอู่หลวงใต้วัดระฆัง ตรงข้ามท่าราชวรดิฐ เพื่ออบรมนายทหารชั้นประทวนและฝ่ายช่างกล ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนนายสิบ และในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้จัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารเรือเพิ่มเติม ก่อนจะสถาปนา โรงเรียนนายเรือ อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ณ วังนันทอุทยาน (สวนอนันต์) โดยมี นาวาโท ไซเดอลิน (Seidelin) เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือคนแรก
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ได้ว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชวังดังกล่าวให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๓ เป็นต้นมา
ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดโรงเรียน พระองค์ได้ทรงพระราชทานพระราชหัตถเลขาไว้ในสมุดเยี่ยม ความว่า
“วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๕ เราจุฬาลงกรณ์ ปร. ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจ ซึ่งได้เห็นการทหารเรือ มีรากหยั่งลงแล้ว จะเป็นที่มั่นสืบต่อไปในภายหน้า”
ด้วยเหตุนี้ ทางราชการทหารเรือจึงได้ถือเอาวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น วันกองทัพเรือ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและการสถาปนากองทัพเรือสยามอย่างเป็นระบบ ตราบจนถึงปัจจุบัน
ความอิจฉาริษยา และความไม่ลงรอยกัน ในพระราชสำนักฝ่ายใน
ความอิจฉาริษยา และความไม่ลงรอยกัน ในพระราชสำนักฝ่ายใน
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ (จากขวาไปซ้าย) สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี, สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ
“แม้เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตไปแล้ว ยังคงมีเรื่องราวกล่าวขานกันในหมู่พระมเหสีเทวี ในพระราชสำนักฝ่ายใน เกี่ยวกับพระอารมณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ [...]
อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านพ้นไป ทุกพระองค์ทุกคนต่างก็ลืมเลือนในสิ่งที่ได้เคยล่วงล้ำก้ำเกินซึ่งกันและกัน และต่างก็ให้อภัยกันในที่สุด ดังเรื่องที่
หม่อมเจ้าหญิงมารยาตรกัญญา ดิศกุล ทรงเล่าไว้ว่า
“—ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประชวรกระเสาระกระแสะมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคต ประชวรมากขึ้นและเสด็จไปประทับอยู่ ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี และพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ซึ่งล้วนแต่เป็นพระเจ้าลูกเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยกัน และเป็นพระมเหสีเทวีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงด้วย เสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมพระอาการประชวรในที่ท้องพระโรงหน้าพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ทรงสนทนากันสามพระองค์พี่น้องถึงความหลังครั้งเก่า
แล้วสมเด็จพระพันปีหลวงก็ทรงกราบลงที่พระบาทสมเด็จฯ ก่อนที่ใคร ๆ จะรู้สึกพระองค์ เป็นนัยว่าทรงขอพระราชทานอภัยในความหลังดั้งเดิมทั้งหมด ฝ่ายพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงเบี่ยงพระองค์ชักพระบาทหลบ เห็นจะด้วยทรงเกรงว่า สมเด็จพระพันปีจะกราบมาถึงท่านอีกพระองค์หนึ่ง เสร็จจากทรงกราบที่พระบาทสมเด็จฯ แล้ว สมเด็จพระพันปี ก็ทรงคลานอ้อมมานิดหนึ่ง พอที่จะกราบลงที่พระบาทพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีได้ แล้วก็ทรงกราบลงพร้อม ๆ กับที่ทรงพระกันแสงกันทั้งสามพระองค์ ทำให้ข้าหลวงแถว ๆ นั้นอดกลั้นน้ำตามิได้ ไปตาม ๆ กัน—“
นอกจากความอิจฉาริษยา แข่งขันชิงดีชิงเด่นชิงความรักความเป็นใหญ่ระหว่างกันในพระราชสำนักฝ่ายในแล้ว สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ชาววังระวังและปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดที่สุดก็คือ การรักษาสถานภาพความเป็นคนโปรดหรือที่เรียกว่า “ขึ้น” เพราะเวลา “ขึ้น” นั้นจะมีทั้งอำนาจวาสนาทรัพย์สินเงินทอง ผู้คนต่างพากันเข้ามาสวามิภักดิ์แห่ห้อมยอมตัวอยู่ในพระบารมี
เวลาที่ไม่โปรดปราน เรียกว่า “ตก” สิ่งต่าง ๆ ประดาที่เคยมีก็พลันสูญเสียไป ความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในสภาพนี้ ก็คือ ความรู้สึกของปุถุชนคนทั่วไปคือมีทั้งความเสียใจเสียดายถวิลหาถึงสิ่งดี ๆ ที่ผ่านไป เว้นแต่ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะกำกับกายใจอยู่จึงจะพ้นภาวะและความรู้สึกเช่นนั้น
สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทรงประสบกับภาวการณ์ “ขึ้น” และ “ตก” อันเนื่องมาจากการที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสทรงดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร จึงทรง “ขึ้น” ในฐานะที่ทรงเป็นพระราชมารดาองค์รัชทายาท และทรง “ตก” เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์ ฐานะพระราชมารดาองค์รัชทายาทจึงเปลี่ยนไปอยู่กับสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถแทน สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
“—ฉันน่ะไม่เคยขี้เหนียวหรอก แต่เห็นเสียแล้ว เมื่อเวลาฉันมีบุญน่ะ ล้วนแต่มาห้อมล้อมฉันทั้งนั้นแหละ เวลามีงานมีการอะไร ฉันก็ช่วยเต็มที่ไม่ขัด แต่พอฉันตกก็หันหนีหมด ไปเข้าตามผู้มีบุญคนต่อไป ฉะนั้น ฉันจึงตัดสินใจไม่ทำบุญกับคนรู้จัก แต่จะทำการกุศลทั่วไปไม่เลือก—“
แต่การ “ตก” ชนิดไม่เป็นที่โปรดปรานเป็นสิ่งที่ชาววังหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่ประสงค์จะได้ประสบกับตนเอง การ “ตก” เช่นนี้มีหลายปัจจัย เช่นอาจเนื่องมาแต่ไม่มีพระราชโอรสธิดาไว้เป็นที่ผูกพันพระราชหฤทัย หรือมีอายุมาก หรือมีความประพฤติปฏิบัติตนไม่ต้องพระราชอัธยาศัย หรือเพราะเหตุผลอื่น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง”
ที่มา ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2547
ผู้เขียน ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย
เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_39125
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์เต็มยศแบบฝรั่งเศส
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์เต็มยศแบบฝรั่งเศส
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศแบบฝรั่งเศส ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Légion d’Honneur สมัยจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (Second Empire) ชั้น Grand-Croix โดยทรงสายสะพายสีแดงพร้อมเหรียญตรา และดาราที่พระอุระด้านซ้าย องค์ประกอบทั้งหมดสะท้อนการจัดวางภาพลักษณ์เชิงรัฐศาสตร์ในแบบราชสำนักยุโรปอย่างจงใจและมีนัยสำคัญ
ในปีพุทธศักราช 2399 (ค.ศ. 1856) จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งคณะราชทูตซึ่งนำโดย หลุยส์ ชาร์ล เดอ มงตินญี (Louis Charles de Montigny) เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม พร้อมถวายเครื่องราชบรรณาการ รวมถึงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศแบบฝรั่งเศสและพระแสงดาบ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อันเป็นการสถาปนาภาษาทางการทูตผ่านวัตถุอย่างเป็นรูปธรรม
ต่อมาในปีพุทธศักราช 2404 (ค.ศ. 1861) สยามได้ส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส อัญเชิญพระราชสาส์น เครื่องราชบรรณาการ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2404
ในปีพุทธศักราช 2406 (ค.ศ. 1863) เพื่อเป็นการตอบแทนเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารทางวัตถุ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นสูงสุด คือ Grand-Croix พร้อมสายสะพาย เหรียญตรา และดาราเงิน แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกันนี้ยังได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้น Grand Officier แบบเหรียญแพรแถบพร้อมดาราเงิน แด่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกด้วย ทั้งยังเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ารัฐบาลฝรั่งเศสได้ถวายฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศควบคู่มากับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพื่อให้สามารถทรงฉลองพระองค์และทรงประดับเหรียญตราได้อย่างถูกต้องตามธรรมเนียมตะวันตก
ของถวายเหล่านี้สะท้อนการแลกเปลี่ยนเกียรติยศระหว่างราชสำนักสยามและฝรั่งเศสในฐานะการทูตเชิงสัญลักษณ์ ซึ่ง “ของขวัญ” ทำหน้าที่เป็นถ้อยแถลงทางการเมืองในตัวเอง ตามแนวคิดว่าด้วยการให้ของขวัญของ Marcel Mauss ที่อธิบายวัฏจักรสามประการของการให้ การรับ และการตอบแทน เพื่อรักษาดุลแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีระหว่างผู้ให้กับผู้รับ พระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงฉลองพระองค์เต็มยศ ติดเหรียญตรา และทรงพระแสงดาบ จึงเป็นการยืนยันความเคารพซึ่งกันและกันและการจัดวางตำแหน่งทางการเมืองอย่างเท่าเทียม
การเลือกฉลองพระองค์เต็มยศฝรั่งเศสพร้อมพระมาลาแบบก๊อกแฮต (bicorn hat) มิใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการประกาศตนในคตินิยมแบบพระมหากษัตริย์ตะวันตกอย่างสมบูรณ์ ในศตวรรษที่ 19 พระมหากษัตริย์ยุโรปนิยมใช้เครื่องแบบทหารเป็นภาษาทางอำนาจและความชอบธรรม แนวปฏิบัตินี้ซึ่งสืบทอดจากพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซียและจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ถูกนำมาใช้ในภาพถ่ายราชวงศ์อย่างแพร่หลาย และสยามได้เลือกใช้ภาษาภาพเดียวกันอย่างชาญฉลาด
พระบรมฉายาลักษณ์นี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญของการปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบตะวันตกในราชสำนักสยามเป็นครั้งแรก อีกทั้งสะท้อนบทบาทของเครื่องแบบและเหรียญตราในฐานะ “ภาษาการทูต” ของโลกสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจนและทรงพลัง
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ของสยาม
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายพระบวรฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารเรือฝรั่งเศส ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ (Légion d’Honneur) สมัยจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (Second Empire) ชั้น Grand Officier โดยทรงประดับเหรียญแพรแถบและดาราที่พระอุระด้านซ้าย พร้อมดาราอีกดวงหนึ่งที่พระอุระด้านขวา
ในปีพุทธศักราช 2399 (ค.ศ. 1856) สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งคณะราชทูตซึ่งนำโดย หลุยส์ ชาร์ล เดอ มงตินญี (Louis Charles de Montigny) นักการทูตฝรั่งเศส เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม พร้อมถวายเครื่องราชบรรณาการ รวมถึงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศแบบฝรั่งเศส ซึ่งรวมถึงพระแสงดาบ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์
ต่อมาในปีพุทธศักราช 2404 (ค.ศ. 1861) สยามได้ส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส อัญเชิญพระราชสาส์น เครื่องราชบรรณาการ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล กรุงปารีส เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2404
ในปีพุทธศักราช 2406 (ค.ศ. 1863) เพื่อเป็นการตอบแทนเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารทางวัตถุ สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 จึงได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นสูงสุด คือชั้น Grand-Croix พร้อมสายสะพายสีแดงและดาราทอง แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพร้อมกันนี้ ยังได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นรองลงมา คือชั้น Grand Officier แบบเหรียญแพรแถบพร้อมดาราเงิน แด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปรากฏชัดในพระบวรฉายาลักษณ์ดังกล่าว
พระบวรฉายาลักษณ์นี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งของการปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบตะวันตกในราชสำนักสยามเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการใช้เครื่องแบบและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นภาษาทางการทูตในบริบทโลกสมัยใหม่อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ถวายฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารเรือฝรั่งเศสควบคู่มากับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว เพื่อให้สามารถทรงฉลองพระองค์และทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้พร้อมกันตามธรรมเนียมตะวันตก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ขณะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศใหญ่อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ระหว่างพุทธศักราช ๒๔๕๘–๒๔๖๘ ซึ่งสะท้อนสถานะทางการปกครองและบทบาทเชิงสถาบันของพระองค์ในโครงสร้างรัฐสมัยใหม่ของสยามอย่างชัดเจน
ในการสร้างสรรค์ภาพครั้งนี้ ได้มีการเพิ่มรายละเอียดของ เสื้อข้าราชการพลเรือนแบบเต็มยศ ชั้นเอก ซึ่งใช้ผ้าวูลสีดำ มีลักษณะโดยรวมใกล้เคียงกับฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศใหญ่อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ หากแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในเชิงลวดลายและวิธีการปักตกแต่ง ตัวเสื้อปักดิ้นทอง ประกอบดิ้นสีแดง ลวดลายพญานาคและลายกนก อันเป็นแบบแผนศิลปกรรมราชสำนักที่ผสานความงามเชิงสัญลักษณ์แบบไทยเข้ากับระเบียบแบบแผนเครื่องแบบราชการสมัยใหม่อย่างประณีตและสง่างาม
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๑ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ประสูติแต่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ประสูติเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๔๒๕ (นับแบบปัจจุบันเป็นพุทธศักราช ๒๔๒๖) พระองค์มีพระโสทรกนิษฐภคินี ๓ พระองค์ ซึ่งมีพระนามที่คล้องจองกัน ได้แก่ พระองค์เจ้าชายยุคลฑิฆัมพร พระองค์เจ้าหญิงนภาจรจำรัสศรี พระองค์เจ้าหญิงมาลินีนพดารา และพระองค์เจ้าหญิงนิภานภดล ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๑ พระองค์ได้เฉลิมพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า ครั้นพุทธศักราช ๒๔๓๔ ทรงเพิ่มพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร จุฬาลงกรณ์ราชรวิวงษ์ อุภัยพงษพิสุทธิ วรุตโมภโตสุชาติ บรมนารถราชกุมาร กรมหมื่นลพบุราดิศร
ได้เสด็จไปทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ ทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เสด็จกลับมารับราชการ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๙ เลื่อนเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพรฯ กรมขุนลพบุราเมศวร์ ครั้นพุทธศักราช ๒๔๕๒ เป็นเจ้ากรมพลำภัง ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๓ ถึง ๒๔๖๘ ได้เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช
ถึงรัชกาลที่ ๖ เลื่อนเป็นนายพลโท ราชองครักษ์พิเศษ นายทหารพิเศษ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ จ.ป.ร. นายทหารพิเศษ กรมทหารรักษาวัง ว.ป.ร. และเป็นสมุหมนตรี ทรงดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๘ ถึง ๒๔๖๘ ในรัชกาลที่ ๗ พุทธศักราช ๒๔๖๘ ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงดำรงตำแหน่งองคมนตรี ครั้นพุทธศักราช ๒๔๗๓ เป็นอภิรัฐมนตรี
ในขณะที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล และสมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ระหว่างปี พ.ศ. 2453 - 2458 และอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ระหว่างปี พ.ศ. 2458 - 2468 พระองค์ทรงเลือกเอาเมืองสงขลาเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑล โดยการโปรดให้สร้างพระตำหนักเขาน้อยสำหรับเป็นที่ประทับอย่างถาวร ตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งทางการปกครองได้พัฒนาด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษาให้เจริญยิ่งขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญพระองค์ทรงช่วยปกป้องแผ่นดินภาคใต้ให้พ้นวิกฤตการจากการคุกคามของอังกฤษ และทรงมีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้แผ่นดินปักษ์ใต้ทั้งหมดยังคงเป็นผืนแผ่นดินในราชอาณาจักรไทยมาได้ตราบเท่าทุกวัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๔๗๕ สิริพระชันษา ๕๐ ปี เป็นต้นราชสกุล ยุคล
บันทึกสีขาวของเรา - Pantone Color of the Year 2026 - PANTONE 11-4201 Cloud Dancer
บันทึกสีขาวของเรา
Pantone Color of the Year 2026 — PANTONE 11-4201 Cloud Dancer
A visualised AI collection set in Bangkok
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 / ค.ศ. 2026
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 / ค.ศ. 2026
Happy New Year 2026 ครับทุกท่าน
ผมขอขอบคุณทุกท่านอย่างจริงใจ สำหรับการติดตามและการสนับสนุนเพจ AI Fashion Lab มาโดยตลอด ปีใหม่นี้นับเป็นปีที่ 4 ที่ผมได้อุทิศตนให้กับการศึกษา อนุรักษ์ และเผยแพร่ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยผ่านการใช้เทคโนโลยี AI
เพจนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยี AI ยังไม่เป็นที่เข้าใจหรือแพร่หลายเท่าปัจจุบัน ตั้งแต่วันแรก ผมเชื่อมั่นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพ หากแต่สามารถนำมาใช้เพื่อการศึกษา การอนุรักษ์ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นได้อย่างมีความหมาย
๑ มกราคม วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
๑ มกราคม วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๔ – ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘) เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๓ จนถึงสวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงเป็นที่รู้จักจากพระราชกรณียกิจในการสร้างและส่งเสริมชาตินิยม รัชสมัยของพระองค์มีลักษณะเด่นคือการที่สยามมุ่งสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น และมีส่วนร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระองค์มีความสนพระทัยอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวรรณกรรมของสยาม รวมทั้งเศรษฐศาสตร์ การเมือง และกิจการระหว่างประเทศ และทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพ ณ พระบรมมหาราชวัง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๓๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์ที่ ๓ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์มีพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง กระทั่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่ไม่มีวัดประจำรัชกาล แต่ได้ทรงมีการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือวชิราวุธวิทยาลัย) ขึ้นแทน ด้วยทรงพระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน
พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวองค์แรกจัดสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ประดิษฐาน ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบริเวณที่ดินส่วนพระองค์ที่พระราชทานไว้เป็นสมบัติของประชาชน เพื่อจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ สำหรับแสดงสินค้าของสยามแก่ชาวโลกเป็นครั้งแรก เพื่อบำรุงเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมของประเทศ (แต่มิทันได้จัดก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน) และทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าเมื่อเสร็จงานแล้ว จะพระราชทานเป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ในวันคล้ายวันสวรรคตของทุกปี วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาลจะเสด็จพระราชดำเนิน หรือโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ ณ สวนลุมพินี และจะมีหน่วยราชการ หน่วยงานเอกชน นิสิตนักศึกษา พ่อค้าประชาชนจำนวนมาก ไปวางพวงมาลาถวายราชสักการะ รวมถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ณ วชิราวุธวิทยาลัย
ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก
เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า พร้อมกับการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามาภิไธยและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวายพระราชสมัญญาในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันสวรรคตครบ ๑๐๐ ปี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน
๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (1 มกราคม พ.ศ. 2435 – 24 กันยายน พ.ศ. 2472) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุลมหิดล และทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช อีกทั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในปัจจุบัน
พระราชประวัติและการศึกษา
สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมีพระอุปนิสัยใฝ่รู้ สนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุข ทรงเริ่มศึกษาวิชาทหารเรือที่โรงเรียนนายเรือเมือร์วิค ประเทศเยอรมนี ต่อมาเสด็จไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สกอตแลนด์ จนทรงได้รับประกาศนียบัตรด้านแพทยศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ
พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์
พระองค์ทรงสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาแพทย์อย่างเป็นระบบ ได้แก่
การปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล)
การริเริ่มคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การพระราชทานทุนส่วนพระองค์แก่นักศึกษาแพทย์และผู้สนใจวิทยาศาสตร์สุขภาพไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อนำความรู้กลับมารับใช้บ้านเมือง
ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงถวายพระสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย”
๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
มหามกุฏราชสันตติวงศ์ ๑ มกราคม ๒๔๐๗ วันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๖๖ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๐๗
พระองค์มีพระเชษฐาและพระขนิษฐาร่วมพระมารดาทั้งสิ้น ๖ พระองค์ ได้แก่
พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย
พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ)
พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี)
พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยิกาเจ้า)
พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี (สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี)
พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฎ์)
เมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนแต่เพียงน้อย ครั้นถึงในรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระเมตตากรุณา ใช้สอยติดตามเสด็จ ได้ทรงเห็นทรงฟังพระราชกระแสรับสั่ง ตลอดจนการงานในพระราชสำนัก ปรกอบกับยังทรงพระอุตสาหะหมั่นสอบถาม และศึกษาอยู่เสมอ “...จึงได้ทรงทราบสรรพวิชาอันควรจะทราบได้ ถ้าแม้นจะไม่ดีกว่า ก็เสมอเหมือนผู้ที่มีความรู้และศึกษาเล่าเรียนอย่างดีแล้วได้...”
ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๔๒๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ในฐานะพระมเหสี มีพระอิสริยยศสืบมาตามลำดับกล่าวคือ พระนางเธอ เสาวภาผ่องศรี ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๒๓ เป็น พระนางเจ้าฯ พระวรราชเทวี พุทธศักราช ๒๔๓๗ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระอัครราชเทวี และในคราวที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนารถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์
ถึงรัชกาลที่ ๖ เฉลิมพระปรมาภิไธย เป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๓ออกพระนามกันโดยทั่วไปว่า สมเด็จพระพันปีหลวง
นอกจากจะทรงมีส่วนสำคัญในการทำนุบำรุงบ้านเมืองเป็นกำลังส่งเสริมพระบรมราชสวามีด้วยความจงรักภักดี และซื่อสัตย์กตเวทีอย่างสูงสุดแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ยังทรงมีพระราชหฤทัยตั้งมั่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา บริจาคพระราชทรัพย์ทำนุบำรุงพระอารามทั้งในกรุงและหัวเมืองมิได้ขาด ทั้งยังบริจาคพระราชทรัพย์ถวายเป็นนิตยภัตแก่พระสงฆ์ ถวายข้าวสาร อาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์สามเณร ตลอดจนพระราชทานค่าน้ำประปาแก่พระอารามอยู่เสมอ
สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ทรงมีพระราชดำริเห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างยิ่ง ด้วยทรงเห็นเป็นเหตุแห่งความเจริญของบ้านเมือง จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ตั้งโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกุลสตรีทั้งหลาย จะได้ศึกษาเล่าเรียน มีโรงเรียนสำคัญอันได้ทรงตั้งขึ้น และพระราชทานพระบรมราชินูปถัมภ์ อาทิ โรงเรียนราชินี โรงเรียนเสาวภา โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ (ต่อมาคือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ในหัวเมือง ได้แก่ โรงเรียนวิเชียรมาตุ โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐมทั้งยังทรงบริจาคพระราชทรัพย์ และทรงเป็นธุระในการจัดตั้ง สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม มาตั้งแต่แรก และทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาของสภากาชาดมายาวนาถึง ๒๖ ปี ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมากบำรุงโรงพยาบาลหลายแห่ง ทรงมีพระมหากรุณาแก่สตรีมีครรภ์พระราชทานเงินแก่ผู้มาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลศิริราชทุกคน นับว่าทรงมีบทบาทในด้านสาธารณสุข การศึกษาและการสังคมสงเคราะห์มาตลอดพระชนมชีพ
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๖๒พระชนมายุ ๕๗ พรรษาถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๖๓
ข้อมูล : ณัฐพล ชัยมั่น / วสันต์ ญาติพัฒ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๙ / 2026 🎉✨
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๙ / 2026 🎉✨
ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่คุณได้พบกับ ความสุข ความสบายใจ และเรื่องราวดี ๆ ในทุกวันของชีวิต
ขอให้วันเวลาที่ผ่านไป เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แรงบันดาลใจ และโอกาสใหม่ ๆ ที่ค่อย ๆ งอกงามอย่างต่อเนื่อง
ในโอกาสพิเศษแห่งการเริ่มต้นปีใหม่นี้
คอลเลกชันภาพชุดนี้ขอร่วมเฉลิมฉลองด้วยบรรยากาศแห่ง งานแฟนซี (Fancy Dress Party) ในราชสำนักสยาม สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองปีใหม่ของชนชั้นนำในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อันเปี่ยมด้วยความรื่นเริง ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณแห่งการเปิดรับโลกสมัยใหม่
ขอให้ปีใหม่นี้ เป็นปีแห่ง การเฉลิมฉลองชีวิต การแต่งแต้มวันธรรมดาให้เป็นวันพิเศษ และการก้าวไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เบิกบานเสมอ
✨ สุขสันต์วันปีใหม่ครับ ✨
________
Happy New Year 2569 / 2026 ✨🎉
May this New Year be a year in which you encounter happiness, peace of mind, and good moments in every day of your life.
May the year ahead bring freshness, brightness, and new opportunities, unfolding gently and continuously along your path.
On this special occasion, this collection reflects the spirit of New Year celebrations through the lens of a Fancy Dress party in the Siamese court during the reign of King Chulalongkorn. Such festive gatherings were not merely occasions of merriment, but expressions of creativity, cultural curiosity, and the joyful openness of Siam’s elite society at the turn of the modern age.
May the coming year be one of celebrating life, of finding beauty in everyday moments, and of moving forward with a light and hopeful heart.
✨ Wishing you a very Happy New Year ✨
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ
ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงถึง สร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่ทรงโปรด และทรงสวมในพระฉายาลักษณ์หลายองค์ โดยมีความแตกต่างเพียงในรายละเอียดของเครื่องประดับอื่นที่ทรงเลือกประดับเพิ่มเติมในแต่ละครั้ง
สร้อยพระศอมุกประดับเพชรทรงหยดน้ำองค์นี้ ยังปรากฏอยู่บน เข็มกลัดพระฉายาสาทิสลักษณ์แบบลงยาราชาวดี ล้อมด้วยกรอบเพชรอีกด้วย
พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับทั้งสององค์ คาดว่าฉายขึ้นในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ ระหว่างประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๘ (ค.ศ. 1911–1915) ซึ่งเป็นยุคที่ยังคงมีหลักฐานทางภาพถ่ายที่งดงามและสมบูรณ์หลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก
ฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ ลูกไม้แบบปลายยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Late Edwardian) หรือช่วงต้นของ ยุคทีนส์ (Early Teens)ลักษณะเด่นคือ คอเสื้อต่ำและแขนเสื้อสามส่วน ประดับด้วยผ้าลูกไม้พาดคล้ายแพรสะพาย และมี ผ้าสไบลูกไม้พาดพระอังสาโดยติดเข็มกลัดบริเวณพระอุระด้านซ้าย แล้วปล่อยชายผ้าทิ้งยาวลงทางด้านขวา พระองค์ทรง นุ่งโจงกระเบน และทรงถือ ผ้าเช็ดพระพักตร์ลูกไม้ ซึ่งช่วยเสริมความอ่อนช้อยและงดงามให้กับองค์ประกอบโดยรวม
พระองค์ทรงประดับฉลองพระองค์ด้วย สร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ ซึ่งปรากฏในพระฉายาลักษณ์ทั้งสององค์ พร้อมทั้งทรงสวมเครื่องประดับอันหลากหลาย เช่น สร้อยพระศอมุกเส้นยาว และ สร้อยพระศอเพชรซ้อนกันหลายเส้น ตามแบบนิยมในตะวันตก รวมถึง เข็มกลัดเพชร และ เครื่องประดับเพชรน้ำงามอีกหลายชิ้น อันสะท้อนถึง พระเกียรติยศและรสนิยมอันประณีตล้ำเลิศ ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถในยุคนั้น
___________________
นอกจากนี้ เครื่องเพชรที่ทรงสวมใส่ยังแสดงให้เห็นถึง อิทธิพลของศิลปะแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery) ซึ่งเน้นความอ่อนช้อยของเส้นสายและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พระองค์ทรงเลือกเครื่องเพชรในรูปแบบที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เช่น
1. สร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir — สร้อยมุกเส้นยาวที่มักประดับพู่ห้อยปลาย
2. สร้อยพระศอเพรชแบบ Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต
3. และ เครื่องประดับลายดอกไม้ ใบไม้ และกลีบดอก (floral and leaf motifs) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะแบบอาร์ตนูโวที่กำลังรุ่งเรืองในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐
ความสง่างามในยุคเอ็ดเวิร์เดียน และ La Belle Époque
ในยุโรป ยุคเอ็ดเวิร์เดียนเป็นที่รู้จักกันในนามว่า La Belle Époque ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่ง ความหรูหรา และความรื่นรมย์ของชนชั้นสูง ภายใต้การนำของ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ (King Edward VII) ผู้ทรงโปรดปรานความฟุ่มเฟือยและรสนิยมทางศิลปะอันหรูหรา
แม้รัชสมัยของพระองค์จะสั้น แต่ก็เต็มไปด้วยความเจิดจรัส พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในฐานะ กษัตริย์ผู้รักความสนุกและการละเล่น (light-hearted, gambling playboy) และรสนิยมแห่งความหรูหรานี้เองที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกแห่งแฟชั่นและอัญมณี
ในช่วงเวลานั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันยิ่งใหญ่ โดยมีพระราชวงศ์และชนชั้นสูงจากทั่วโลกมาร่วมงาน ต่างแข่งขันกันแต่งกายให้สง่างามที่สุด นอกจากนี้ยังทรงจัดงานเลี้ยงเต้นรำและงานสังคมราตรี (soirées) อันหรูหราอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความต้องการเครื่องประดับอันวิจิตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในหมู่ชนชั้นสูง การแสดงออกถึงฐานะและความมั่งคั่งผ่านเครื่องเพชรพลอยถือเป็นเรื่องปกติ — และไม่มีสิ่งใดจะสะท้อนยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนเท่า “เครื่องเพชรสไตล์เอ็ดเวิร์เดียน” ซึ่งผสานทั้งความหรูหรา ความละเอียด และความอ่อนช้อยไว้ในชิ้นเดียวกัน
___________________
คาร์เทียร์: ช่างอัญมณีแห่งราชสำนักเอ็ดเวิร์เดียน
คาร์เทียร์ (Cartier) ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และได้รับการยอมรับอย่างสูงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมและความประณีตสูงสุดของยุโรป แบรนด์ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ช่างอัญมณีประจำราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ ซึ่งทรงขนานนามคาร์เทียร์ว่า “The jeweller of kings and the king of jewellers” — “ช่างอัญมณีแห่งกษัตริย์ และกษัตริย์แห่งช่างอัญมณี”
คาร์เทียร์มีแนวทางที่เน้นทั้งความงามเชิงแฟชั่นและเทคนิคเชิงช่างขั้นสูง โดยเป็นผู้บุกเบิกการนำ โลหะแพลทินัม (Platinum) มาใช้ในงานอัญมณี ซึ่งทำให้สามารถสร้างเครื่องเพชรที่มีโครงสร้างบางเบาและซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดเป็นกระแสแฟชั่นที่เรียกว่า “White on White” — การผสมผสานระหว่างเพชรและแพลทินัมที่ขาวบริสุทธิ์ กลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคเอ็ดเวิร์เดียนตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนถึงการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปี ค.ศ. 1914
อิทธิพลของคาร์เทียร์ขยายไปไกลเกินยุโรป — ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงซื้อเครื่องเพชรจากคาร์เทียร์ เพื่อพระราชทานแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เครื่องประดับเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงพระราชนิยมในศิลปะตะวันตก แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง การเปิดรับวัฒนธรรมโลกและรสนิยมร่วมสมัยของราชสำนักสยามในยุค La Belle Epoque อีกด้วย
___________________
วัสดุและเทคนิค (Materials & Techniques)
เครื่องเพชรในยุคเอ็ดเวิร์เดียนมีลักษณะ อ่อนช้อย งดงาม และประณีตละเอียดลออ ผลิตโดยช่างอัญมณีฝีมือชั้นสูงที่ให้ความสำคัญกับความคงทนและความประณีตมากกว่าการผลิตด้วยเครื่องจักร ถือเป็น การหวนคืนสู่ความเป็นงานศิลป์ทำมือ หลังยุคอุตสาหกรรม
แรงบันดาลใจสำคัญมาจากศิลปะจากศตวรรษที่ ๑๘ โดยเฉพาะลวดลายแบบ โบว์ พวงดอกไม้ ริบบิ้น และลูกไม้ (bows, garlands, ribbons, and lace) ซึ่งสะท้อนความโรแมนติกแบบเฟมินีนที่สังคมสมัยนั้นชื่นชม
แพลทินัม เป็นโลหะที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีความแข็งแรงพอสำหรับสร้างสรรค์เครื่องเพชรแบบบางเบาและซับซ้อนอย่างเครื่องเพชร “ลูกไม้เพชร” (lace jewellery) ที่เข้ากันได้ดีกับ เฉดสีพาสเทลของแฟชั่นสตรีในยุคนั้น
หลังจากการก่อตั้งบริษัท De Beers Consolidated Mines Ltd. ในปี ค.ศ. 1888 เพชรกลายเป็นอัญมณีที่หาได้ง่ายขึ้น และมีการพัฒนาเทคนิคการเจียระไนรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในชิ้นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไข่มุก (pearls) ยังคงเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของความมั่งคั่ง เพราะในขณะนั้นมีมูลค่าสูงกว่าเพชร การประดับไข่มุกและเพชรร่วมกันจึงถือเป็นยอดแห่งรสนิยม
___________________
เทคนิคตกแต่งยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่
1. Invisible setting — เทคนิคที่ทำให้เพชรดูราวกับลอยอยู่บนผิวกาย
2. Filigree setting — การขึ้นลายลูกไม้ด้วยเส้นโลหะขนาดเล็กและเม็ดโลหะละเอียด
3. Millegrain technique — การประดับขอบเพชรด้วยเม็ดโลหะละเอียดเป็นจุดเล็ก ๆ ทำให้เครื่องเพชรดูนุ่มนวลและมีมิติ
สร้อยคอและรูปแบบการประดับ (Necklaces and Adornment)
เมื่อแนวคอเสื้อของสตรีเริ่มเปิดมากขึ้นหลังยุควิกตอเรียน เครื่องประดับและสร้อยคอจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของแฟชั่นในสังคมชั้นสูง โดยมีหลายรูปแบบที่ได้รับความนิยม เช่น
1. Colliers de chien (Dog Collars) — สร้อยคอแบบช็อกเกอร์ทำจากริบบิ้น ประดับเข็มกลัดหรืออัญมณี
2. Chokers — สร้อยมุกหลายเส้นร้อยชิดลำคอ
3. Sautoirs — สร้อยมุกหรือสร้อยลูกปัดเส้นยาว มักมีพู่ระย้าที่ปลายทั้งสองด้าน ห้อยยาวต่ำกว่าเอว
4. Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต
คาร์เทียร์ ยังได้ออกแบบสร้อยคอแบบ Lavalier สองชั้น (Double-Pendant Lavalier) ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Négligée Necklace ตามชื่อนักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส เอฟ ลาวาลิแยร์ (Ève Lavallière) ส่วนแบรนด์ บูเชรอง (Boucheron) มีแบบอันเป็นเอกลักษณ์คือสร้อยมุกคั่นเพชรที่ออกแบบโดย ปอล เลอกรองด์ (Paul LeGrand)
อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914 วัสดุมีค่าทั้งหมดรวมถึงแพลทินัมถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสงคราม ความหรูหราและความฟุ้งเฟ้อของยุคเอ็ดเวิร์เดียนจึงสิ้นสุดลง — นับเป็นการปิดฉาก “ยุคแห่งความรื่นรมย์ของโลกตะวันตก (The Hedonistic Edwardian Era)” อย่างสมบูรณ์
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๓)
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๓)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉายในโอกาสเสด็จฯ ไปยัง Maison Balmain กรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์โอต์กูตูร์ที่จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษถวายพระเกียรติ โดย ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา พุทธศักราช ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภารกิจทางการทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
_____
ปารีส: แฟชั่นชั้นสูงในฐานะการทูตทางวัฒนธรรม
วันที่ ๑๒ ตุลาคม ค.ศ. 1960 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยัง Maison Balmain กรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์โอต์กูตูร์ที่จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษถวายพระเกียรติ โดย ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการในทวีปยุโรป
แฟชั่นโชว์ครั้งนี้มิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ในโลกแฟชั่น หากเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พระองค์ทรงใช้ “ฉลองพระองค์” เป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรม และความเป็นสากลสู่สายตาสังคมตะวันตก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยของบัลแมง อันผสานความสง่างามแบบราชสำนักเข้ากับภาษาแฟชั่นสากลอย่างแนบเนียน
_____
ฉลองพระองค์: สไตล์ Chanel suit และสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย
ในโอกาสดังกล่าว พระองค์ทรงฉลองพระองค์ ชุดสูทกระโปรงแบบ Chanel suit เสื้อแจ็คเก็ตไม่มีปก คอกลม ทรงตรงแบบ straight-cut หรือที่มักเรียกกันในภาษาปัจจุบันว่า boxy silhouette จับคู่กับกระโปรงเข้าชุด ความพิเศษอยู่ที่การประดับ ขนมิงค์ที่ปลายแขนเสื้อ สะท้อนรสนิยมของแฟชั่นชั้นสูงในช่วงปลายทศวรรษ 1950s–1960s
ทรงพระมาลา pillbox ซึ่งเป็นเครื่องประกอบฉลองพระองค์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่สตรีชั้นสูงและราชสำนักยุโรปในยุคนั้น พร้อมประดับ สร้อยพระศอมุกแบบสามเส้น และ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นเชิงสัญลักษณ์ของฉลองพระองค์ทั้งหมด
_____
มรดกเครื่องประดับจากรัชกาลที่ ๕
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศองค์นี้ เดิมเป็นเครื่องประดับของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ ๕ และต่อมาได้สืบทอดเป็นพระราชมรดกเครื่องประดับสำคัญในราชสำนักสยาม
การที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเลือกประดับเข็มกลัดเพชรองค์นี้ในบริบทของแฟชั่นโชว์โอต์กูตูร์ ณ กรุงปารีส และต่อมาในการเสด็จเยือน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒๔–๒๗ ตุลาคม ค.ศ. 1960 (รวมถึงงานกาลาคอนเสิร์ต ณ กรุงเฮก) สะท้อนการเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์ระหว่างมรดกราชสำนักสยามกับเวทีสากลอย่างชัดเจน
_____
ขนนกกระจอกเทศ: ภาษาของชนชั้นสูงในประวัติศาสตร์แฟชั่น
ในโลกแฟชั่นของชนชั้นสูงยุโรป “ขนนกกระจอกเทศ” มิได้เป็นเพียงวัสดุตกแต่ง หากเป็นสัญลักษณ์ที่สะสมความหมายทางสังคมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ขนนกกระจอกเทศได้กลายเป็นภาพแทนของความมั่งคั่ง ความสูงศักดิ์ และชีวิตที่อยู่เหนือความจำเป็นพื้นฐาน
ขนนกที่ยาว เบา และพลิ้วไหว ปรากฏอย่างโดดเด่นบนทรงผมสูงสลับซับซ้อนของสตรีผู้ดี ทำหน้าที่เป็น “จุดสูงสุดแห่งแฟชั่น” ที่สามารถบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ได้ในทันที ความนิยมนี้ยังสะท้อนถึงเครือข่ายการค้าโลก ต้นทุนที่สูง และแรงงานฝีมือระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังวัสดุอันหรูหรานี้
_____
จากขนนกสู่เพชร: การแปลความหมายเชิงสัญลักษณ์
เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่างอัญมณีเริ่มถ่ายทอดภาษาของขนนกกระจอกเทศจากวัสดุธรรมชาติ สู่รูปทรงถาวรในโลกของเครื่องประดับ โดยใช้เพชรเรียงเป็นเส้นโค้งเลียนแบบโครงสร้างของขน ความพลิ้วไหวถูกแปลเป็นประกายแสงที่คงทนและถาวร
การเลือกใช้เพชรแทนขนนกซึ่งเสื่อมสภาพได้ง่าย คือการยกระดับสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากสิ่งชั่วคราว สู่สิ่งที่เป็นอมตะ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกจึงกลายเป็น “ขนนกแห่งสถานะ” ที่ไม่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา
_____
บทสนทนาระหว่างราชสำนัก
เมื่อเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศองค์นี้ถูกนำมาประดับโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บนเวทีแฟชั่น ณ กรุงปารีส และในงานราตรีทางการของราชสำนักยุโรป ความหมายของขนนกกระจอกเทศได้แปรเปลี่ยนอีกครั้ง จากสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งในอดีต สู่สัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัยและการสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรม
ดังนั้น เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศในคอลเลกชันนี้ จึงมิใช่เพียงเครื่องประดับอันวิจิตร หากเป็นบทสนทนาทางประวัติศาสตร์ ระหว่างแฟชั่นศตวรรษที่ 18 กับการทูตทางวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 20 และระหว่างราชสำนักยุโรปกับราชสำนักสยาม ซึ่งต่างเข้าใจ “ภาษาของความงาม ศักดิ์ศรี และอำนาจ” ในระดับสากลร่วมกันอย่างงดงาม
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ(ตอนที่ ๒)
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ(ตอนที่ ๒)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉายในงาน gala concert ณ Kurzaal เมือง The Hague เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960)
องค์ประกอบของฉลองพระองค์ชุดราตรีครั้งนี้สะท้อนรสนิยมแฟชั่นชั้นสูงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดราตรีออกแบบโดย Pierre Balmain การประดับ Order of the Netherlands Lion เทียร่าเพชรรูปดอกไม้ประดับทับทิม สร้อยพระศอเพชรแบบ Rivière หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า “สร้อยเพชรแม่เศรษฐี” สร้อยพระศอแบบแฉกรัศมี (fringe) และเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นเชิงสัญลักษณ์ของฉลองพระองค์ทั้งหมด
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศองค์นี้ เป็นเครื่องประดับของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๕ และต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในพระราชมรดกเครื่องประดับสำคัญที่สืบทอดมาถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงเลือกประดับเข็มกลัดเพชรชิ้นนี้คู่กับฉลองพระองค์ราตรีอย่างงดงามในคราวเสด็จเยือนยุโรป และทรงเข็มกลัดองค์นี้ในงาน gala concert ณ Kurzaal เมือง The Hague เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960)
ในโลกแฟชั่นของชนชั้นสูงยุโรป “ขนนกกระจอกเทศ” มิได้เป็นเพียงวัสดุตกแต่ง หากเป็นสัญลักษณ์ที่สะสมความหมายทางสังคมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ขนนกกระจอกเทศได้กลายเป็นภาพแทนของความมั่งคั่ง ความสูงศักดิ์ และชีวิตที่อยู่เหนือความจำเป็นพื้นฐาน ขนนกที่ยาว เบา และพลิ้วไหวนี้ปรากฏอย่างโดดเด่นบนทรงผมสูงสลับซับซ้อนของสตรีผู้ดี ทำหน้าที่เสมือน “จุดสูงสุดแห่งแฟชั่น” ที่สามารถบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ได้ในทันที
ความนิยมของขนนกกระจอกเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มิได้เกิดจากความงามเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากคุณค่าของความหายากและต้นทุนที่สูงลิ่ว ขนนกต้องเดินทางไกลจากดินแดนนอกยุโรป ผ่านเครือข่ายการค้าระหว่างทวีป ก่อนจะผ่านกระบวนการคัดเลือก ทำความสะอาด และจัดรูปทรง ซึ่งล้วนต้องอาศัยแรงงานและช่างฝีมือระดับสูง ด้วยเหตุนี้ ขนนกกระจอกเทศจึงมีราคาสูง ถูกเก็บรักษา ใช้ซ้ำ หรือถ่ายทอดเป็นทรัพย์สิน ไม่ต่างจากอัญมณีหรือเครื่องประดับล้ำค่าอื่น ๆ
เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของขนนกกระจอกเทศได้ขยายจากทรงผมและศีรษะ มาสู่โลกของเครื่องประดับอย่างเด่นชัด ช่างอัญมณีเริ่ม “แปลภาษา” ของขนนกจริงให้กลายเป็นรูปทรงถาวร ด้วยการใช้เพชรเรียงเป็นเส้นโค้งเลียนแบบโครงสร้างของขน ความพลิ้วไหวซึ่งเคยเป็นของธรรมชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านประกายเพชรและเส้นโลหะอันละเอียดอ่อน จนเกิดเป็น เข็มกลัดเพชรรูปขนนก ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องประดับและสัญลักษณ์ทางชนชั้นในคราวเดียวกัน
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศจึงมิได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากวัฒนธรรมการประดับขนนกกระจอกเทศจริงในแฟชั่นชั้นสูง การเลือกใช้เพชร—อัญมณีที่สะท้อนแสงอย่างคมชัดและคงทนถาวร—แทนขนนกที่เปราะบางและเสื่อมสภาพง่าย คือการยกระดับสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากสิ่งชั่วคราวสู่สิ่งที่เป็นอมตะ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกจึงกลายเป็น “ขนนกแห่งสถานะ” ที่ไม่ร่วงโรยตามกาลเวลา
เมื่อเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศชิ้นนี้ถูกสืบทอดและนำมาประดับโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนเวทีแฟชั่นราตรีและเวทีนานาชาติ ความหมายของขนนกกระจอกเทศได้แปรเปลี่ยนอีกครั้ง จากสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งในราชสำนักยุโรป สู่สัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัยและการสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรม
ดังนั้น เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศในคอลเลกชันนี้ จึงมิใช่เพียงเครื่องประดับอันวิจิตร หากเป็นบทสนทนาทางประวัติศาสตร์ ระหว่างขนนกกระจอกเทศในโลกแฟชั่นของศตวรรษที่ 18 กับเพชรในฐานะอัญมณีแห่งอำนาจและความยั่งยืน และระหว่างราชสำนักยุโรปกับราชสำนักสยาม ซึ่งต่างเข้าใจภาษาของความงาม ความมั่งคั่ง และศักดิ์ศรีในระดับสากลอย่างลึกซึ้ง
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๑)
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๑)
คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งสันนิษฐานว่าฉายขึ้นใน รัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ประมาณ พุทธศักราช ๒๔๒๐ (ค.ศ. 1880)
เราสามารถสังเกตได้ว่า พระองค์ทรงสไบแพรจีบแบบพับครึ่งให้แคบลง สไตล์การแต่งพระองค์ที่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ก่อนที่จะวิวัฒนาการต่อมาเป็น แพรสะพาย และแพรปัก ในสมัยปลายรัชกาล
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ คือ “การเล่นประสานของลวดลายขนนกกระจอกเทศ” เข็มกลัดเพชรรูปขนนกสะท้อนกับขนนกกระจอกเทศจริงที่ประดับอยู่บนฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้ เป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดซึ่งช่วยขับความงามให้ทั้งเครื่องประดับและเครื่องแต่งกาย สะท้อนรสนิยมอันประณีตของแฟชั่นราชสำนักสยามช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งใน พระราชมรดกเครื่องประดับสำคัญ ที่สืบทอดมาถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงประดับเข็มกลัดเพชรชิ้นนี้คู่กับฉลองพระองค์ราตรีอย่างงดงาม ในคราวเสด็จเยือนยุโรป พระองค์ทรงเข็มกลัดองค์นี้ในงาน gala concert ที่ Kurzaal เมือง The Hague เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960)
ในโลกแฟชั่นของชนชั้นสูงยุโรป ขนนกกระจอกเทศมิได้เป็นเพียงวัสดุตกแต่ง หากเป็นสัญลักษณ์ที่สะสมความหมายทางสังคมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ขนนกกระจอกเทศได้กลายเป็นภาพแทนของความมั่งคั่ง ความสูงศักดิ์ และชีวิตที่อยู่เหนือความจำเป็นพื้นฐาน ขนนกที่ยาว เบา และพลิ้วไหวนี้ปรากฏอย่างโดดเด่นบนทรงผมสูงสลับซับซ้อนของสตรีผู้ดี ทำหน้าที่เสมือน “จุดสูงสุดแห่งแฟชั่น” ที่บ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ได้ในทันที
ความนิยมของขนนกกระจอกเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มิได้เกิดจากความงามเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากคุณค่าของความหายากและต้นทุนที่สูงลิ่ว ขนนกต้องเดินทางไกลจากดินแดนนอกยุโรป ผ่านเครือข่ายการค้าระหว่างทวีป กระบวนการคัดเลือกขนที่สมบูรณ์ การทำความสะอาด และการจัดรูปทรง ล้วนต้องอาศัยแรงงานและช่างฝีมือระดับสูง ด้วยเหตุนี้ ขนนกกระจอกเทศจึงมีราคาสูงและมักถูกเก็บรักษา ใช้ซ้ำ หรือถ่ายทอดเป็นทรัพย์สิน ไม่ต่างจากอัญมณีหรือเครื่องประดับล้ำค่าอื่น ๆ
เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของขนนกกระจอกเทศได้ขยายจากทรงผมและศีรษะ มาสู่โลกของเครื่องประดับอย่างชัดเจน ช่างอัญมณีเริ่ม “แปลภาษา” ของขนนกจริงให้กลายเป็นรูปทรงถาวร ด้วยการใช้เพชรเรียงเป็นเส้นโค้งเลียนแบบโครงสร้างของขน ความพลิ้วไหวที่เคยเป็นของธรรมชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านประกายเพชรและเส้นโลหะอันละเอียดอ่อน จนเกิดเป็น เข็มกลัดเพชรรูปขนนก ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องประดับและสัญลักษณ์ทางชนชั้นในคราวเดียวกัน
เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศจึงมิได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากวัฒนธรรมการประดับขนนกกระจอกเทศจริงในแฟชั่นชั้นสูง การเลือกใช้เพชร ซึ่งเป็นอัญมณีที่สะท้อนแสงอย่างคมชัดและคงทนถาวร แทนขนนกที่เปราะบางและเสื่อมสภาพได้ง่าย คือการยกระดับสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากสิ่งชั่วคราวสู่สิ่งที่เป็นอมตะ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกจึงกลายเป็น “ขนนกแห่งสถานะ” ที่ไม่ร่วงโรยตามกาลเวลา
ในพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การประดับเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศคู่กับขนนกกระจอกเทศจริงบนฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้ คือการแสดงออกถึงรสนิยมระดับสูงอย่างลุ่มลึก เป็นการเล่นประสานระหว่างธรรมชาติและงานช่าง ระหว่างของจริงและของประดิษฐ์ ซึ่งสะท้อนความเข้าใจแฟชั่นสากลในระดับราชสำนัก มิใช่เพียงการรับแบบ หากเป็นการเลือกใช้ด้วยความหมาย
ต่อมา เมื่อเข็มกลัดเพชรรูปขนนกชิ้นนี้ถูกสืบทอดและนำมาประดับโดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในบริบทของแฟชั่นราตรีและเวทีนานาชาติ ความหมายของขนนกกระจอกเทศได้แปรเปลี่ยนอีกครั้ง จากสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในราชสำนักยุโรป สู่สัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัยและการสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรม
ดังนั้น เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศในคอลเลกชันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเครื่องประดับอันวิจิตร หากเป็นบทสนทนาทางประวัติศาสตร์ ระหว่างขนนกกระจอกเทศในโลกแฟชั่นศตวรรษที่ 18 กับเพชรในฐานะอัญมณีแห่งอำนาจและความยั่งยืน และระหว่างราชสำนักยุโรปกับราชสำนักสยาม ที่ต่างเข้าใจภาษาของความงาม ความมั่งคั่ง และศักดิ์ศรีในระดับสากลอย่างลึกซึ้ง