History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

ความอิจฉาริษยา และความไม่ลงรอยกัน ในพระราชสำนักฝ่ายใน

ความอิจฉาริษยา และความไม่ลงรอยกัน ในพระราชสำนักฝ่ายใน

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ (จากขวาไปซ้าย) สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี, สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชฐ

“แม้เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตไปแล้ว ยังคงมีเรื่องราวกล่าวขานกันในหมู่พระมเหสีเทวี ในพระราชสำนักฝ่ายใน เกี่ยวกับพระอารมณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ [...]

อย่างไรก็ตามเมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านพ้นไป ทุกพระองค์ทุกคนต่างก็ลืมเลือนในสิ่งที่ได้เคยล่วงล้ำก้ำเกินซึ่งกันและกัน และต่างก็ให้อภัยกันในที่สุด ดังเรื่องที่

หม่อมเจ้าหญิงมารยาตรกัญญา ดิศกุล ทรงเล่าไว้ว่า

“—ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประชวรกระเสาระกระแสะมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคต ประชวรมากขึ้นและเสด็จไปประทับอยู่ ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน

ครั้งหนึ่งสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี และพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ซึ่งล้วนแต่เป็นพระเจ้าลูกเธอ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยกัน และเป็นพระมเหสีเทวีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงด้วย เสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมพระอาการประชวรในที่ท้องพระโรงหน้าพระที่นั่งวโรภาษพิมาน ทรงสนทนากันสามพระองค์พี่น้องถึงความหลังครั้งเก่า

แล้วสมเด็จพระพันปีหลวงก็ทรงกราบลงที่พระบาทสมเด็จฯ ก่อนที่ใคร ๆ จะรู้สึกพระองค์ เป็นนัยว่าทรงขอพระราชทานอภัยในความหลังดั้งเดิมทั้งหมด ฝ่ายพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงเบี่ยงพระองค์ชักพระบาทหลบ เห็นจะด้วยทรงเกรงว่า สมเด็จพระพันปีจะกราบมาถึงท่านอีกพระองค์หนึ่ง เสร็จจากทรงกราบที่พระบาทสมเด็จฯ แล้ว สมเด็จพระพันปี ก็ทรงคลานอ้อมมานิดหนึ่ง พอที่จะกราบลงที่พระบาทพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีได้ แล้วก็ทรงกราบลงพร้อม ๆ กับที่ทรงพระกันแสงกันทั้งสามพระองค์ ทำให้ข้าหลวงแถว ๆ นั้นอดกลั้นน้ำตามิได้ ไปตาม ๆ กัน—“

นอกจากความอิจฉาริษยา แข่งขันชิงดีชิงเด่นชิงความรักความเป็นใหญ่ระหว่างกันในพระราชสำนักฝ่ายในแล้ว สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ชาววังระวังและปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดที่สุดก็คือ การรักษาสถานภาพความเป็นคนโปรดหรือที่เรียกว่า “ขึ้น” เพราะเวลา “ขึ้น” นั้นจะมีทั้งอำนาจวาสนาทรัพย์สินเงินทอง ผู้คนต่างพากันเข้ามาสวามิภักดิ์แห่ห้อมยอมตัวอยู่ในพระบารมี

เวลาที่ไม่โปรดปราน เรียกว่า “ตก” สิ่งต่าง ๆ ประดาที่เคยมีก็พลันสูญเสียไป ความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในสภาพนี้ ก็คือ ความรู้สึกของปุถุชนคนทั่วไปคือมีทั้งความเสียใจเสียดายถวิลหาถึงสิ่งดี ๆ ที่ผ่านไป เว้นแต่ผู้ที่มีสติสัมปชัญญะกำกับกายใจอยู่จึงจะพ้นภาวะและความรู้สึกเช่นนั้น

สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทรงประสบกับภาวการณ์ “ขึ้น” และ “ตก” อันเนื่องมาจากการที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสทรงดำรงตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร จึงทรง “ขึ้น” ในฐานะที่ทรงเป็นพระราชมารดาองค์รัชทายาท และทรง “ตก” เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นสิ้นพระชนม์ ฐานะพระราชมารดาองค์รัชทายาทจึงเปลี่ยนไปอยู่กับสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถแทน สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ทรงกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“—ฉันน่ะไม่เคยขี้เหนียวหรอก แต่เห็นเสียแล้ว เมื่อเวลาฉันมีบุญน่ะ ล้วนแต่มาห้อมล้อมฉันทั้งนั้นแหละ เวลามีงานมีการอะไร ฉันก็ช่วยเต็มที่ไม่ขัด แต่พอฉันตกก็หันหนีหมด ไปเข้าตามผู้มีบุญคนต่อไป ฉะนั้น ฉันจึงตัดสินใจไม่ทำบุญกับคนรู้จัก แต่จะทำการกุศลทั่วไปไม่เลือก—“

แต่การ “ตก” ชนิดไม่เป็นที่โปรดปรานเป็นสิ่งที่ชาววังหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่ประสงค์จะได้ประสบกับตนเอง การ “ตก” เช่นนี้มีหลายปัจจัย เช่นอาจเนื่องมาแต่ไม่มีพระราชโอรสธิดาไว้เป็นที่ผูกพันพระราชหฤทัย หรือมีอายุมาก หรือมีความประพฤติปฏิบัติตนไม่ต้องพระราชอัธยาศัย หรือเพราะเหตุผลอื่น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง”

ที่มา ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกันยายน 2547

ผู้เขียน ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย

เผยแพร่ วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_39125

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์เต็มยศแบบฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์เต็มยศแบบฝรั่งเศส

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศแบบฝรั่งเศส ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Légion d’Honneur สมัยจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (Second Empire) ชั้น Grand-Croix โดยทรงสายสะพายสีแดงพร้อมเหรียญตรา และดาราที่พระอุระด้านซ้าย องค์ประกอบทั้งหมดสะท้อนการจัดวางภาพลักษณ์เชิงรัฐศาสตร์ในแบบราชสำนักยุโรปอย่างจงใจและมีนัยสำคัญ

ในปีพุทธศักราช 2399 (ค.ศ. 1856) จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งคณะราชทูตซึ่งนำโดย หลุยส์ ชาร์ล เดอ มงตินญี (Louis Charles de Montigny) เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม พร้อมถวายเครื่องราชบรรณาการ รวมถึงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศแบบฝรั่งเศสและพระแสงดาบ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ อันเป็นการสถาปนาภาษาทางการทูตผ่านวัตถุอย่างเป็นรูปธรรม

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2404 (ค.ศ. 1861) สยามได้ส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส อัญเชิญพระราชสาส์น เครื่องราชบรรณาการ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2404

ในปีพุทธศักราช 2406 (ค.ศ. 1863) เพื่อเป็นการตอบแทนเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารทางวัตถุ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นสูงสุด คือ Grand-Croix พร้อมสายสะพาย เหรียญตรา และดาราเงิน แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกันนี้ยังได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้น Grand Officier แบบเหรียญแพรแถบพร้อมดาราเงิน แด่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกด้วย ทั้งยังเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ารัฐบาลฝรั่งเศสได้ถวายฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศควบคู่มากับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เพื่อให้สามารถทรงฉลองพระองค์และทรงประดับเหรียญตราได้อย่างถูกต้องตามธรรมเนียมตะวันตก

ของถวายเหล่านี้สะท้อนการแลกเปลี่ยนเกียรติยศระหว่างราชสำนักสยามและฝรั่งเศสในฐานะการทูตเชิงสัญลักษณ์ ซึ่ง “ของขวัญ” ทำหน้าที่เป็นถ้อยแถลงทางการเมืองในตัวเอง ตามแนวคิดว่าด้วยการให้ของขวัญของ Marcel Mauss ที่อธิบายวัฏจักรสามประการของการให้ การรับ และการตอบแทน เพื่อรักษาดุลแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีระหว่างผู้ให้กับผู้รับ พระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรงฉลองพระองค์เต็มยศ ติดเหรียญตรา และทรงพระแสงดาบ จึงเป็นการยืนยันความเคารพซึ่งกันและกันและการจัดวางตำแหน่งทางการเมืองอย่างเท่าเทียม

การเลือกฉลองพระองค์เต็มยศฝรั่งเศสพร้อมพระมาลาแบบก๊อกแฮต (bicorn hat) มิใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นการประกาศตนในคตินิยมแบบพระมหากษัตริย์ตะวันตกอย่างสมบูรณ์ ในศตวรรษที่ 19 พระมหากษัตริย์ยุโรปนิยมใช้เครื่องแบบทหารเป็นภาษาทางอำนาจและความชอบธรรม แนวปฏิบัตินี้ซึ่งสืบทอดจากพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซียและจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ถูกนำมาใช้ในภาพถ่ายราชวงศ์อย่างแพร่หลาย และสยามได้เลือกใช้ภาษาภาพเดียวกันอย่างชาญฉลาด

พระบรมฉายาลักษณ์นี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญของการปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบตะวันตกในราชสำนักสยามเป็นครั้งแรก อีกทั้งสะท้อนบทบาทของเครื่องแบบและเหรียญตราในฐานะ “ภาษาการทูต” ของโลกสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจนและทรงพลัง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ของสยาม

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายพระบวรฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารเรือฝรั่งเศส ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ (Légion d’Honneur) สมัยจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง (Second Empire) ชั้น Grand Officier โดยทรงประดับเหรียญแพรแถบและดาราที่พระอุระด้านซ้าย พร้อมดาราอีกดวงหนึ่งที่พระอุระด้านขวา

ในปีพุทธศักราช 2399 (ค.ศ. 1856) สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งคณะราชทูตซึ่งนำโดย หลุยส์ ชาร์ล เดอ มงตินญี (Louis Charles de Montigny) นักการทูตฝรั่งเศส เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม พร้อมถวายเครื่องราชบรรณาการ รวมถึงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศแบบฝรั่งเศส ซึ่งรวมถึงพระแสงดาบ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2404 (ค.ศ. 1861) สยามได้ส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส อัญเชิญพระราชสาส์น เครื่องราชบรรณาการ และเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล กรุงปารีส เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2404

ในปีพุทธศักราช 2406 (ค.ศ. 1863) เพื่อเป็นการตอบแทนเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารทางวัตถุ สมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 จึงได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นสูงสุด คือชั้น Grand-Croix พร้อมสายสะพายสีแดงและดาราทอง แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพร้อมกันนี้ ยังได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอนเนอร์ ชั้นรองลงมา คือชั้น Grand Officier แบบเหรียญแพรแถบพร้อมดาราเงิน แด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปรากฏชัดในพระบวรฉายาลักษณ์ดังกล่าว

พระบวรฉายาลักษณ์นี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งของการปรากฏเครื่องราชอิสริยาภรณ์แบบตะวันตกในราชสำนักสยามเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการใช้เครื่องแบบและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นภาษาทางการทูตในบริบทโลกสมัยใหม่อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ถวายฉลองพระองค์เครื่องแบบจอมพลทหารเรือฝรั่งเศสควบคู่มากับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว เพื่อให้สามารถทรงฉลองพระองค์และทรงประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้พร้อมกันตามธรรมเนียมตะวันตก

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ขณะทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศใหญ่อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ระหว่างพุทธศักราช ๒๔๕๘–๒๔๖๘ ซึ่งสะท้อนสถานะทางการปกครองและบทบาทเชิงสถาบันของพระองค์ในโครงสร้างรัฐสมัยใหม่ของสยามอย่างชัดเจน

ในการสร้างสรรค์ภาพครั้งนี้ ได้มีการเพิ่มรายละเอียดของ เสื้อข้าราชการพลเรือนแบบเต็มยศ ชั้นเอก ซึ่งใช้ผ้าวูลสีดำ มีลักษณะโดยรวมใกล้เคียงกับฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศใหญ่อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ หากแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในเชิงลวดลายและวิธีการปักตกแต่ง ตัวเสื้อปักดิ้นทอง ประกอบดิ้นสีแดง ลวดลายพญานาคและลายกนก อันเป็นแบบแผนศิลปกรรมราชสำนักที่ผสานความงามเชิงสัญลักษณ์แบบไทยเข้ากับระเบียบแบบแผนเครื่องแบบราชการสมัยใหม่อย่างประณีตและสง่างาม

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔๑ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ประสูติแต่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ประสูติเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๔๒๕ (นับแบบปัจจุบันเป็นพุทธศักราช ๒๔๒๖) พระองค์มีพระโสทรกนิษฐภคินี ๓ พระองค์ ซึ่งมีพระนามที่คล้องจองกัน ได้แก่ พระองค์เจ้าชายยุคลฑิฆัมพร พระองค์เจ้าหญิงนภาจรจำรัสศรี พระองค์เจ้าหญิงมาลินีนพดารา และพระองค์เจ้าหญิงนิภานภดล ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๑ พระองค์ได้เฉลิมพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า ครั้นพุทธศักราช ๒๔๓๔ ทรงเพิ่มพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร จุฬาลงกรณ์ราชรวิวงษ์ อุภัยพงษพิสุทธิ วรุตโมภโตสุชาติ บรมนารถราชกุมาร กรมหมื่นลพบุราดิศร

       

ได้เสด็จไปทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ ทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เสด็จกลับมารับราชการ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๙ เลื่อนเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพรฯ กรมขุนลพบุราเมศวร์ ครั้นพุทธศักราช ๒๔๕๒ เป็นเจ้ากรมพลำภัง ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๓ ถึง ๒๔๖๘ ได้เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช

       

ถึงรัชกาลที่ ๖ เลื่อนเป็นนายพลโท ราชองครักษ์พิเศษ นายทหารพิเศษ กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ จ.ป.ร. นายทหารพิเศษ กรมทหารรักษาวัง ว.ป.ร. และเป็นสมุหมนตรี ทรงดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๘ ถึง ๒๔๖๘ ในรัชกาลที่ ๗ พุทธศักราช ๒๔๖๘ ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงดำรงตำแหน่งองคมนตรี ครั้นพุทธศักราช ๒๔๗๓ เป็นอภิรัฐมนตรี 

ในขณะที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล และสมุหเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ระหว่างปี พ.ศ. 2453 - 2458 และอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ระหว่างปี พ.ศ. 2458 - 2468 พระองค์ทรงเลือกเอาเมืองสงขลาเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑล โดยการโปรดให้สร้างพระตำหนักเขาน้อยสำหรับเป็นที่ประทับอย่างถาวร ตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งทางการปกครองได้พัฒนาด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษาให้เจริญยิ่งขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญพระองค์ทรงช่วยปกป้องแผ่นดินภาคใต้ให้พ้นวิกฤตการจากการคุกคามของอังกฤษ และทรงมีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้แผ่นดินปักษ์ใต้ทั้งหมดยังคงเป็นผืนแผ่นดินในราชอาณาจักรไทยมาได้ตราบเท่าทุกวัน

       

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๔๗๕ สิริพระชันษา ๕๐ ปี เป็นต้นราชสกุล ยุคล

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 / ค.ศ. 2026

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 / ค.ศ. 2026

Happy New Year 2026 ครับทุกท่าน

ผมขอขอบคุณทุกท่านอย่างจริงใจ สำหรับการติดตามและการสนับสนุนเพจ AI Fashion Lab มาโดยตลอด ปีใหม่นี้นับเป็นปีที่ 4 ที่ผมได้อุทิศตนให้กับการศึกษา อนุรักษ์ และเผยแพร่ประวัติศาสตร์แฟชั่นไทยผ่านการใช้เทคโนโลยี AI

เพจนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยี AI ยังไม่เป็นที่เข้าใจหรือแพร่หลายเท่าปัจจุบัน ตั้งแต่วันแรก ผมเชื่อมั่นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพ หากแต่สามารถนำมาใช้เพื่อการศึกษา การอนุรักษ์ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์แฟชั่นได้อย่างมีความหมาย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

๑ มกราคม วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

๑ มกราคม วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๔ – ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘) เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๖ แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ครองราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๓ จนถึงสวรรคตใน พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงเป็นที่รู้จักจากพระราชกรณียกิจในการสร้างและส่งเสริมชาตินิยม รัชสมัยของพระองค์มีลักษณะเด่นคือการที่สยามมุ่งสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น และมีส่วนร่วมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระองค์มีความสนพระทัยอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวรรณกรรมของสยาม รวมทั้งเศรษฐศาสตร์ การเมือง และกิจการระหว่างประเทศ และทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชสมภพ ณ พระบรมมหาราชวัง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๓๒ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์ที่ ๓ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์มีพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง กระทั่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้วว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรีที่ไม่มีวัดประจำรัชกาล แต่ได้ทรงมีการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือวชิราวุธวิทยาลัย) ขึ้นแทน ด้วยทรงพระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ จึงทรงพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวองค์แรกจัดสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ ประดิษฐาน ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบริเวณที่ดินส่วนพระองค์ที่พระราชทานไว้เป็นสมบัติของประชาชน เพื่อจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ สำหรับแสดงสินค้าของสยามแก่ชาวโลกเป็นครั้งแรก เพื่อบำรุงเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมของประเทศ (แต่มิทันได้จัดก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน) และทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าเมื่อเสร็จงานแล้ว จะพระราชทานเป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ในวันคล้ายวันสวรรคตของทุกปี วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาลจะเสด็จพระราชดำเนิน หรือโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนพระองค์ ไปทรงวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ ณ สวนลุมพินี และจะมีหน่วยราชการ หน่วยงานเอกชน นิสิตนักศึกษา พ่อค้าประชาชนจำนวนมาก ไปวางพวงมาลาถวายราชสักการะ รวมถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ณ วชิราวุธวิทยาลัย

ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า พร้อมกับการพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนามาภิไธยและสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ถวายพระราชสมัญญาในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอภิลักขิตสมัยวันคล้ายวันสวรรคตครบ ๑๐๐ ปี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ปีเดียวกัน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (1 มกราคม พ.ศ. 2435 – 24 กันยายน พ.ศ. 2472) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุลมหิดล และทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช อีกทั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิบดีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในปัจจุบัน

พระราชประวัติและการศึกษา

สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมีพระอุปนิสัยใฝ่รู้ สนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุข ทรงเริ่มศึกษาวิชาทหารเรือที่โรงเรียนนายเรือเมือร์วิค ประเทศเยอรมนี ต่อมาเสด็จไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยเอดินบะระ สกอตแลนด์ จนทรงได้รับประกาศนียบัตรด้านแพทยศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

พระราชกรณียกิจด้านการแพทย์

พระองค์ทรงสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาแพทย์อย่างเป็นระบบ ได้แก่

  1. การปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหิดล)

  2. การริเริ่มคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  3. การพระราชทานทุนส่วนพระองค์แก่นักศึกษาแพทย์และผู้สนใจวิทยาศาสตร์สุขภาพไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อนำความรู้กลับมารับใช้บ้านเมือง

ด้วยเหตุนี้ประชาชนจึงถวายพระสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย”

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

๑ มกราคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มหามกุฏราชสันตติวงศ์ ๑ มกราคม ๒๔๐๗ วันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

     สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ ๖๖ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ประสูติแต่สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๐๗

     พระองค์มีพระเชษฐาและพระขนิษฐาร่วมพระมารดาทั้งสิ้น ๖ พระองค์ ได้แก่ 

 พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย 

 พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ)

 พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี)

 พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยิกาเจ้า)

 พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี (สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี)

 พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฎ์) 

     เมื่อยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนแต่เพียงน้อย ครั้นถึงในรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระเมตตากรุณา ใช้สอยติดตามเสด็จ ได้ทรงเห็นทรงฟังพระราชกระแสรับสั่ง ตลอดจนการงานในพระราชสำนัก ปรกอบกับยังทรงพระอุตสาหะหมั่นสอบถาม และศึกษาอยู่เสมอ “...จึงได้ทรงทราบสรรพวิชาอันควรจะทราบได้ ถ้าแม้นจะไม่ดีกว่า ก็เสมอเหมือนผู้ที่มีความรู้และศึกษาเล่าเรียนอย่างดีแล้วได้...”

     ครั้นถึงพุทธศักราช ๒๔๒๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ในฐานะพระมเหสี มีพระอิสริยยศสืบมาตามลำดับกล่าวคือ พระนางเธอ เสาวภาผ่องศรี ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๒๓ เป็น พระนางเจ้าฯ พระวรราชเทวี พุทธศักราช ๒๔๓๗ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระอัครราชเทวี และในคราวที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนารถ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์

     ถึงรัชกาลที่ ๖ เฉลิมพระปรมาภิไธย เป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีเมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๓ออกพระนามกันโดยทั่วไปว่า สมเด็จพระพันปีหลวง

     นอกจากจะทรงมีส่วนสำคัญในการทำนุบำรุงบ้านเมืองเป็นกำลังส่งเสริมพระบรมราชสวามีด้วยความจงรักภักดี และซื่อสัตย์กตเวทีอย่างสูงสุดแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ยังทรงมีพระราชหฤทัยตั้งมั่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา บริจาคพระราชทรัพย์ทำนุบำรุงพระอารามทั้งในกรุงและหัวเมืองมิได้ขาด ทั้งยังบริจาคพระราชทรัพย์ถวายเป็นนิตยภัตแก่พระสงฆ์ ถวายข้าวสาร อาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์สามเณร ตลอดจนพระราชทานค่าน้ำประปาแก่พระอารามอยู่เสมอ

     สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ ทรงมีพระราชดำริเห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างยิ่ง ด้วยทรงเห็นเป็นเหตุแห่งความเจริญของบ้านเมือง จึงทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ตั้งโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกุลสตรีทั้งหลาย จะได้ศึกษาเล่าเรียน มีโรงเรียนสำคัญอันได้ทรงตั้งขึ้น และพระราชทานพระบรมราชินูปถัมภ์ อาทิ โรงเรียนราชินี โรงเรียนเสาวภา โรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ (ต่อมาคือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ในหัวเมือง ได้แก่ โรงเรียนวิเชียรมาตุ โรงเรียนสภาราชินี จังหวัดตรัง โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐมทั้งยังทรงบริจาคพระราชทรัพย์ และทรงเป็นธุระในการจัดตั้ง สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม มาตั้งแต่แรก และทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาของสภากาชาดมายาวนาถึง ๒๖ ปี ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมากบำรุงโรงพยาบาลหลายแห่ง ทรงมีพระมหากรุณาแก่สตรีมีครรภ์พระราชทานเงินแก่ผู้มาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลศิริราชทุกคน นับว่าทรงมีบทบาทในด้านสาธารณสุข การศึกษาและการสังคมสงเคราะห์มาตลอดพระชนมชีพ

     สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๖๒พระชนมายุ ๕๗ พรรษาถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๖๓ 

 

ข้อมูล : ณัฐพล  ชัยมั่น / วสันต์  ญาติพัฒ  ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๙ / 2026 🎉✨

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๙ / 2026 🎉✨

ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีที่คุณได้พบกับ ความสุข ความสบายใจ และเรื่องราวดี ๆ ในทุกวันของชีวิต

ขอให้วันเวลาที่ผ่านไป เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แรงบันดาลใจ และโอกาสใหม่ ๆ ที่ค่อย ๆ งอกงามอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสพิเศษแห่งการเริ่มต้นปีใหม่นี้

คอลเลกชันภาพชุดนี้ขอร่วมเฉลิมฉลองด้วยบรรยากาศแห่ง งานแฟนซี (Fancy Dress Party) ในราชสำนักสยาม สมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองปีใหม่ของชนชั้นนำในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ อันเปี่ยมด้วยความรื่นเริง ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณแห่งการเปิดรับโลกสมัยใหม่

ขอให้ปีใหม่นี้ เป็นปีแห่ง การเฉลิมฉลองชีวิต การแต่งแต้มวันธรรมดาให้เป็นวันพิเศษ และการก้าวไปข้างหน้าด้วยหัวใจที่เบิกบานเสมอ

✨ สุขสันต์วันปีใหม่ครับ ✨

________

Happy New Year 2569 / 2026 ✨🎉

May this New Year be a year in which you encounter happiness, peace of mind, and good moments in every day of your life.

May the year ahead bring freshness, brightness, and new opportunities, unfolding gently and continuously along your path.

On this special occasion, this collection reflects the spirit of New Year celebrations through the lens of a Fancy Dress party in the Siamese court during the reign of King Chulalongkorn. Such festive gatherings were not merely occasions of merriment, but expressions of creativity, cultural curiosity, and the joyful openness of Siam’s elite society at the turn of the modern age.

May the coming year be one of celebrating life, of finding beauty in everyday moments, and of moving forward with a light and hopeful heart.

Wishing you a very Happy New Year

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงถึง สร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่ทรงโปรด และทรงสวมในพระฉายาลักษณ์หลายองค์ โดยมีความแตกต่างเพียงในรายละเอียดของเครื่องประดับอื่นที่ทรงเลือกประดับเพิ่มเติมในแต่ละครั้ง

สร้อยพระศอมุกประดับเพชรทรงหยดน้ำองค์นี้ ยังปรากฏอยู่บน เข็มกลัดพระฉายาสาทิสลักษณ์แบบลงยาราชาวดี ล้อมด้วยกรอบเพชรอีกด้วย

พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับทั้งสององค์ คาดว่าฉายขึ้นในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ ระหว่างประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๘ (ค.ศ. 1911–1915) ซึ่งเป็นยุคที่ยังคงมีหลักฐานทางภาพถ่ายที่งดงามและสมบูรณ์หลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก

ฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ ลูกไม้แบบปลายยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน (Late Edwardian) หรือช่วงต้นของ ยุคทีนส์ (Early Teens)ลักษณะเด่นคือ คอเสื้อต่ำและแขนเสื้อสามส่วน ประดับด้วยผ้าลูกไม้พาดคล้ายแพรสะพาย และมี ผ้าสไบลูกไม้พาดพระอังสาโดยติดเข็มกลัดบริเวณพระอุระด้านซ้าย แล้วปล่อยชายผ้าทิ้งยาวลงทางด้านขวา พระองค์ทรง นุ่งโจงกระเบน และทรงถือ ผ้าเช็ดพระพักตร์ลูกไม้ ซึ่งช่วยเสริมความอ่อนช้อยและงดงามให้กับองค์ประกอบโดยรวม

พระองค์ทรงประดับฉลองพระองค์ด้วย สร้อยพระศอมุกแบบสองชั้นประดับเพชรทรงหยดน้ำ ซึ่งปรากฏในพระฉายาลักษณ์ทั้งสององค์ พร้อมทั้งทรงสวมเครื่องประดับอันหลากหลาย เช่น สร้อยพระศอมุกเส้นยาว และ สร้อยพระศอเพชรซ้อนกันหลายเส้น ตามแบบนิยมในตะวันตก รวมถึง เข็มกลัดเพชร และ เครื่องประดับเพชรน้ำงามอีกหลายชิ้น อันสะท้อนถึง พระเกียรติยศและรสนิยมอันประณีตล้ำเลิศ ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถในยุคนั้น

___________________

นอกจากนี้ เครื่องเพชรที่ทรงสวมใส่ยังแสดงให้เห็นถึง อิทธิพลของศิลปะแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery) ซึ่งเน้นความอ่อนช้อยของเส้นสายและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พระองค์ทรงเลือกเครื่องเพชรในรูปแบบที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เช่น

1. สร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir — สร้อยมุกเส้นยาวที่มักประดับพู่ห้อยปลาย

2. สร้อยพระศอเพรชแบบ Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต

3. และ เครื่องประดับลายดอกไม้ ใบไม้ และกลีบดอก (floral and leaf motifs) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะแบบอาร์ตนูโวที่กำลังรุ่งเรืองในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

ความสง่างามในยุคเอ็ดเวิร์เดียน และ La Belle Époque

ในยุโรป ยุคเอ็ดเวิร์เดียนเป็นที่รู้จักกันในนามว่า La Belle Époque ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่ง ความหรูหรา และความรื่นรมย์ของชนชั้นสูง ภายใต้การนำของ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ (King Edward VII) ผู้ทรงโปรดปรานความฟุ่มเฟือยและรสนิยมทางศิลปะอันหรูหรา

แม้รัชสมัยของพระองค์จะสั้น แต่ก็เต็มไปด้วยความเจิดจรัส พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในฐานะ กษัตริย์ผู้รักความสนุกและการละเล่น (light-hearted, gambling playboy) และรสนิยมแห่งความหรูหรานี้เองที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกแห่งแฟชั่นและอัญมณี

ในช่วงเวลานั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันยิ่งใหญ่ โดยมีพระราชวงศ์และชนชั้นสูงจากทั่วโลกมาร่วมงาน ต่างแข่งขันกันแต่งกายให้สง่างามที่สุด นอกจากนี้ยังทรงจัดงานเลี้ยงเต้นรำและงานสังคมราตรี (soirées) อันหรูหราอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความต้องการเครื่องประดับอันวิจิตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในหมู่ชนชั้นสูง การแสดงออกถึงฐานะและความมั่งคั่งผ่านเครื่องเพชรพลอยถือเป็นเรื่องปกติ — และไม่มีสิ่งใดจะสะท้อนยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนเท่า “เครื่องเพชรสไตล์เอ็ดเวิร์เดียน” ซึ่งผสานทั้งความหรูหรา ความละเอียด และความอ่อนช้อยไว้ในชิ้นเดียวกัน

___________________

คาร์เทียร์: ช่างอัญมณีแห่งราชสำนักเอ็ดเวิร์เดียน

คาร์เทียร์ (Cartier) ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และได้รับการยอมรับอย่างสูงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมและความประณีตสูงสุดของยุโรป แบรนด์ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ช่างอัญมณีประจำราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ ซึ่งทรงขนานนามคาร์เทียร์ว่า “The jeweller of kings and the king of jewellers” — “ช่างอัญมณีแห่งกษัตริย์ และกษัตริย์แห่งช่างอัญมณี”

คาร์เทียร์มีแนวทางที่เน้นทั้งความงามเชิงแฟชั่นและเทคนิคเชิงช่างขั้นสูง โดยเป็นผู้บุกเบิกการนำ โลหะแพลทินัม (Platinum) มาใช้ในงานอัญมณี ซึ่งทำให้สามารถสร้างเครื่องเพชรที่มีโครงสร้างบางเบาและซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดเป็นกระแสแฟชั่นที่เรียกว่า “White on White” — การผสมผสานระหว่างเพชรและแพลทินัมที่ขาวบริสุทธิ์ กลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคเอ็ดเวิร์เดียนตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนถึงการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปี ค.ศ. 1914

อิทธิพลของคาร์เทียร์ขยายไปไกลเกินยุโรป — ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงซื้อเครื่องเพชรจากคาร์เทียร์ เพื่อพระราชทานแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เครื่องประดับเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงพระราชนิยมในศิลปะตะวันตก แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง การเปิดรับวัฒนธรรมโลกและรสนิยมร่วมสมัยของราชสำนักสยามในยุค La Belle Epoque อีกด้วย

___________________

วัสดุและเทคนิค (Materials & Techniques)

เครื่องเพชรในยุคเอ็ดเวิร์เดียนมีลักษณะ อ่อนช้อย งดงาม และประณีตละเอียดลออ ผลิตโดยช่างอัญมณีฝีมือชั้นสูงที่ให้ความสำคัญกับความคงทนและความประณีตมากกว่าการผลิตด้วยเครื่องจักร ถือเป็น การหวนคืนสู่ความเป็นงานศิลป์ทำมือ หลังยุคอุตสาหกรรม

แรงบันดาลใจสำคัญมาจากศิลปะจากศตวรรษที่ ๑๘ โดยเฉพาะลวดลายแบบ โบว์ พวงดอกไม้ ริบบิ้น และลูกไม้ (bows, garlands, ribbons, and lace) ซึ่งสะท้อนความโรแมนติกแบบเฟมินีนที่สังคมสมัยนั้นชื่นชม

แพลทินัม เป็นโลหะที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีความแข็งแรงพอสำหรับสร้างสรรค์เครื่องเพชรแบบบางเบาและซับซ้อนอย่างเครื่องเพชร “ลูกไม้เพชร” (lace jewellery) ที่เข้ากันได้ดีกับ เฉดสีพาสเทลของแฟชั่นสตรีในยุคนั้น

หลังจากการก่อตั้งบริษัท De Beers Consolidated Mines Ltd. ในปี ค.ศ. 1888 เพชรกลายเป็นอัญมณีที่หาได้ง่ายขึ้น และมีการพัฒนาเทคนิคการเจียระไนรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในชิ้นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไข่มุก (pearls) ยังคงเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของความมั่งคั่ง เพราะในขณะนั้นมีมูลค่าสูงกว่าเพชร การประดับไข่มุกและเพชรร่วมกันจึงถือเป็นยอดแห่งรสนิยม

___________________

เทคนิคตกแต่งยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่

1. Invisible setting — เทคนิคที่ทำให้เพชรดูราวกับลอยอยู่บนผิวกาย

2. Filigree setting — การขึ้นลายลูกไม้ด้วยเส้นโลหะขนาดเล็กและเม็ดโลหะละเอียด

3. Millegrain technique — การประดับขอบเพชรด้วยเม็ดโลหะละเอียดเป็นจุดเล็ก ๆ ทำให้เครื่องเพชรดูนุ่มนวลและมีมิติ

สร้อยคอและรูปแบบการประดับ (Necklaces and Adornment)

เมื่อแนวคอเสื้อของสตรีเริ่มเปิดมากขึ้นหลังยุควิกตอเรียน เครื่องประดับและสร้อยคอจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของแฟชั่นในสังคมชั้นสูง โดยมีหลายรูปแบบที่ได้รับความนิยม เช่น

1. Colliers de chien (Dog Collars) — สร้อยคอแบบช็อกเกอร์ทำจากริบบิ้น ประดับเข็มกลัดหรืออัญมณี

2. Chokers — สร้อยมุกหลายเส้นร้อยชิดลำคอ

3. Sautoirs — สร้อยมุกหรือสร้อยลูกปัดเส้นยาว มักมีพู่ระย้าที่ปลายทั้งสองด้าน ห้อยยาวต่ำกว่าเอว

4. Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต

คาร์เทียร์ ยังได้ออกแบบสร้อยคอแบบ Lavalier สองชั้น (Double-Pendant Lavalier) ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Négligée Necklace ตามชื่อนักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส เอฟ ลาวาลิแยร์ (Ève Lavallière) ส่วนแบรนด์ บูเชรอง (Boucheron) มีแบบอันเป็นเอกลักษณ์คือสร้อยมุกคั่นเพชรที่ออกแบบโดย ปอล เลอกรองด์ (Paul LeGrand)

อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914 วัสดุมีค่าทั้งหมดรวมถึงแพลทินัมถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสงคราม ความหรูหราและความฟุ้งเฟ้อของยุคเอ็ดเวิร์เดียนจึงสิ้นสุดลง — นับเป็นการปิดฉาก “ยุคแห่งความรื่นรมย์ของโลกตะวันตก (The Hedonistic Edwardian Era)” อย่างสมบูรณ์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๓)

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๓)

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉายในโอกาสเสด็จฯ ไปยัง Maison Balmain กรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์โอต์กูตูร์ที่จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษถวายพระเกียรติ โดย ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา พุทธศักราช ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภารกิจทางการทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

_____

ปารีส: แฟชั่นชั้นสูงในฐานะการทูตทางวัฒนธรรม

วันที่ ๑๒ ตุลาคม ค.ศ. 1960 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปยัง Maison Balmain กรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตรแฟชั่นโชว์โอต์กูตูร์ที่จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษถวายพระเกียรติ โดย ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการในทวีปยุโรป

แฟชั่นโชว์ครั้งนี้มิได้เป็นเพียงเหตุการณ์ในโลกแฟชั่น หากเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พระองค์ทรงใช้ “ฉลองพระองค์” เป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรม และความเป็นสากลสู่สายตาสังคมตะวันตก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยของบัลแมง อันผสานความสง่างามแบบราชสำนักเข้ากับภาษาแฟชั่นสากลอย่างแนบเนียน

_____

ฉลองพระองค์: สไตล์ Chanel suit และสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย

ในโอกาสดังกล่าว พระองค์ทรงฉลองพระองค์ ชุดสูทกระโปรงแบบ Chanel suit เสื้อแจ็คเก็ตไม่มีปก คอกลม ทรงตรงแบบ straight-cut หรือที่มักเรียกกันในภาษาปัจจุบันว่า boxy silhouette จับคู่กับกระโปรงเข้าชุด ความพิเศษอยู่ที่การประดับ ขนมิงค์ที่ปลายแขนเสื้อ สะท้อนรสนิยมของแฟชั่นชั้นสูงในช่วงปลายทศวรรษ 1950s–1960s

ทรงพระมาลา pillbox ซึ่งเป็นเครื่องประกอบฉลองพระองค์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่สตรีชั้นสูงและราชสำนักยุโรปในยุคนั้น พร้อมประดับ สร้อยพระศอมุกแบบสามเส้น และ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นเชิงสัญลักษณ์ของฉลองพระองค์ทั้งหมด

_____

มรดกเครื่องประดับจากรัชกาลที่ ๕

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศองค์นี้ เดิมเป็นเครื่องประดับของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ ๕ และต่อมาได้สืบทอดเป็นพระราชมรดกเครื่องประดับสำคัญในราชสำนักสยาม

การที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเลือกประดับเข็มกลัดเพชรองค์นี้ในบริบทของแฟชั่นโชว์โอต์กูตูร์ ณ กรุงปารีส และต่อมาในการเสด็จเยือน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ ๒๔–๒๗ ตุลาคม ค.ศ. 1960 (รวมถึงงานกาลาคอนเสิร์ต ณ กรุงเฮก) สะท้อนการเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์ระหว่างมรดกราชสำนักสยามกับเวทีสากลอย่างชัดเจน

_____

ขนนกกระจอกเทศ: ภาษาของชนชั้นสูงในประวัติศาสตร์แฟชั่น

ในโลกแฟชั่นของชนชั้นสูงยุโรป “ขนนกกระจอกเทศ” มิได้เป็นเพียงวัสดุตกแต่ง หากเป็นสัญลักษณ์ที่สะสมความหมายทางสังคมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ขนนกกระจอกเทศได้กลายเป็นภาพแทนของความมั่งคั่ง ความสูงศักดิ์ และชีวิตที่อยู่เหนือความจำเป็นพื้นฐาน

ขนนกที่ยาว เบา และพลิ้วไหว ปรากฏอย่างโดดเด่นบนทรงผมสูงสลับซับซ้อนของสตรีผู้ดี ทำหน้าที่เป็น “จุดสูงสุดแห่งแฟชั่น” ที่สามารถบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ได้ในทันที ความนิยมนี้ยังสะท้อนถึงเครือข่ายการค้าโลก ต้นทุนที่สูง และแรงงานฝีมือระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังวัสดุอันหรูหรานี้

_____

จากขนนกสู่เพชร: การแปลความหมายเชิงสัญลักษณ์

เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่างอัญมณีเริ่มถ่ายทอดภาษาของขนนกกระจอกเทศจากวัสดุธรรมชาติ สู่รูปทรงถาวรในโลกของเครื่องประดับ โดยใช้เพชรเรียงเป็นเส้นโค้งเลียนแบบโครงสร้างของขน ความพลิ้วไหวถูกแปลเป็นประกายแสงที่คงทนและถาวร

การเลือกใช้เพชรแทนขนนกซึ่งเสื่อมสภาพได้ง่าย คือการยกระดับสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากสิ่งชั่วคราว สู่สิ่งที่เป็นอมตะ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกจึงกลายเป็น “ขนนกแห่งสถานะ” ที่ไม่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา

_____

บทสนทนาระหว่างราชสำนัก

เมื่อเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศองค์นี้ถูกนำมาประดับโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บนเวทีแฟชั่น ณ กรุงปารีส และในงานราตรีทางการของราชสำนักยุโรป ความหมายของขนนกกระจอกเทศได้แปรเปลี่ยนอีกครั้ง จากสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งในอดีต สู่สัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัยและการสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรม

ดังนั้น เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศในคอลเลกชันนี้ จึงมิใช่เพียงเครื่องประดับอันวิจิตร หากเป็นบทสนทนาทางประวัติศาสตร์ ระหว่างแฟชั่นศตวรรษที่ 18 กับการทูตทางวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 20 และระหว่างราชสำนักยุโรปกับราชสำนักสยาม ซึ่งต่างเข้าใจ “ภาษาของความงาม ศักดิ์ศรี และอำนาจ” ในระดับสากลร่วมกันอย่างงดงาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ(ตอนที่ ๒)

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ(ตอนที่ ๒)

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฉายในงาน gala concertKurzaal เมือง The Hague เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960)

องค์ประกอบของฉลองพระองค์ชุดราตรีครั้งนี้สะท้อนรสนิยมแฟชั่นชั้นสูงระดับนานาชาติอย่างชัดเจน ประกอบด้วยฉลองพระองค์ชุดราตรีออกแบบโดย Pierre Balmain การประดับ Order of the Netherlands Lion เทียร่าเพชรรูปดอกไม้ประดับทับทิม สร้อยพระศอเพชรแบบ Rivière หรือที่เรียกกันในภาษาไทยว่า “สร้อยเพชรแม่เศรษฐี” สร้อยพระศอแบบแฉกรัศมี (fringe) และเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นเชิงสัญลักษณ์ของฉลองพระองค์ทั้งหมด

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศองค์นี้ เป็นเครื่องประดับของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ ๕ และต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในพระราชมรดกเครื่องประดับสำคัญที่สืบทอดมาถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงเลือกประดับเข็มกลัดเพชรชิ้นนี้คู่กับฉลองพระองค์ราตรีอย่างงดงามในคราวเสด็จเยือนยุโรป และทรงเข็มกลัดองค์นี้ในงาน gala concert ณ Kurzaal เมือง The Hague เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960)

ในโลกแฟชั่นของชนชั้นสูงยุโรป “ขนนกกระจอกเทศ” มิได้เป็นเพียงวัสดุตกแต่ง หากเป็นสัญลักษณ์ที่สะสมความหมายทางสังคมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ขนนกกระจอกเทศได้กลายเป็นภาพแทนของความมั่งคั่ง ความสูงศักดิ์ และชีวิตที่อยู่เหนือความจำเป็นพื้นฐาน ขนนกที่ยาว เบา และพลิ้วไหวนี้ปรากฏอย่างโดดเด่นบนทรงผมสูงสลับซับซ้อนของสตรีผู้ดี ทำหน้าที่เสมือน “จุดสูงสุดแห่งแฟชั่น” ที่สามารถบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ได้ในทันที

ความนิยมของขนนกกระจอกเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มิได้เกิดจากความงามเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากคุณค่าของความหายากและต้นทุนที่สูงลิ่ว ขนนกต้องเดินทางไกลจากดินแดนนอกยุโรป ผ่านเครือข่ายการค้าระหว่างทวีป ก่อนจะผ่านกระบวนการคัดเลือก ทำความสะอาด และจัดรูปทรง ซึ่งล้วนต้องอาศัยแรงงานและช่างฝีมือระดับสูง ด้วยเหตุนี้ ขนนกกระจอกเทศจึงมีราคาสูง ถูกเก็บรักษา ใช้ซ้ำ หรือถ่ายทอดเป็นทรัพย์สิน ไม่ต่างจากอัญมณีหรือเครื่องประดับล้ำค่าอื่น ๆ

เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของขนนกกระจอกเทศได้ขยายจากทรงผมและศีรษะ มาสู่โลกของเครื่องประดับอย่างเด่นชัด ช่างอัญมณีเริ่ม “แปลภาษา” ของขนนกจริงให้กลายเป็นรูปทรงถาวร ด้วยการใช้เพชรเรียงเป็นเส้นโค้งเลียนแบบโครงสร้างของขน ความพลิ้วไหวซึ่งเคยเป็นของธรรมชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านประกายเพชรและเส้นโลหะอันละเอียดอ่อน จนเกิดเป็น เข็มกลัดเพชรรูปขนนก ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องประดับและสัญลักษณ์ทางชนชั้นในคราวเดียวกัน

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศจึงมิได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากวัฒนธรรมการประดับขนนกกระจอกเทศจริงในแฟชั่นชั้นสูง การเลือกใช้เพชร—อัญมณีที่สะท้อนแสงอย่างคมชัดและคงทนถาวร—แทนขนนกที่เปราะบางและเสื่อมสภาพง่าย คือการยกระดับสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากสิ่งชั่วคราวสู่สิ่งที่เป็นอมตะ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกจึงกลายเป็น “ขนนกแห่งสถานะ” ที่ไม่ร่วงโรยตามกาลเวลา

เมื่อเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศชิ้นนี้ถูกสืบทอดและนำมาประดับโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนเวทีแฟชั่นราตรีและเวทีนานาชาติ ความหมายของขนนกกระจอกเทศได้แปรเปลี่ยนอีกครั้ง จากสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งในราชสำนักยุโรป สู่สัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัยและการสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรม

ดังนั้น เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศในคอลเลกชันนี้ จึงมิใช่เพียงเครื่องประดับอันวิจิตร หากเป็นบทสนทนาทางประวัติศาสตร์ ระหว่างขนนกกระจอกเทศในโลกแฟชั่นของศตวรรษที่ 18 กับเพชรในฐานะอัญมณีแห่งอำนาจและความยั่งยืน และระหว่างราชสำนักยุโรปกับราชสำนักสยาม ซึ่งต่างเข้าใจภาษาของความงาม ความมั่งคั่ง และศักดิ์ศรีในระดับสากลอย่างลึกซึ้ง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๑)

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ: สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ตอนที่ ๑)

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งสันนิษฐานว่าฉายขึ้นใน รัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ประมาณ พุทธศักราช ๒๔๒๐ (ค.ศ. 1880)

เราสามารถสังเกตได้ว่า พระองค์ทรงสไบแพรจีบแบบพับครึ่งให้แคบลง สไตล์การแต่งพระองค์ที่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ก่อนที่จะวิวัฒนาการต่อมาเป็น แพรสะพาย และแพรปัก ในสมัยปลายรัชกาล

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ คือ “การเล่นประสานของลวดลายขนนกกระจอกเทศ” เข็มกลัดเพชรรูปขนนกสะท้อนกับขนนกกระจอกเทศจริงที่ประดับอยู่บนฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้ เป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดซึ่งช่วยขับความงามให้ทั้งเครื่องประดับและเครื่องแต่งกาย สะท้อนรสนิยมอันประณีตของแฟชั่นราชสำนักสยามช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งใน พระราชมรดกเครื่องประดับสำคัญ ที่สืบทอดมาถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ทรงประดับเข็มกลัดเพชรชิ้นนี้คู่กับฉลองพระองค์ราตรีอย่างงดงาม ในคราวเสด็จเยือนยุโรป พระองค์ทรงเข็มกลัดองค์นี้ในงาน gala concert ที่ Kurzaal เมือง The Hague เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๐๓ (ค.ศ. 1960)

ในโลกแฟชั่นของชนชั้นสูงยุโรป ขนนกกระจอกเทศมิได้เป็นเพียงวัสดุตกแต่ง หากเป็นสัญลักษณ์ที่สะสมความหมายทางสังคมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ขนนกกระจอกเทศได้กลายเป็นภาพแทนของความมั่งคั่ง ความสูงศักดิ์ และชีวิตที่อยู่เหนือความจำเป็นพื้นฐาน ขนนกที่ยาว เบา และพลิ้วไหวนี้ปรากฏอย่างโดดเด่นบนทรงผมสูงสลับซับซ้อนของสตรีผู้ดี ทำหน้าที่เสมือน “จุดสูงสุดแห่งแฟชั่น” ที่บ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ได้ในทันที

ความนิยมของขนนกกระจอกเทศในช่วงเวลาดังกล่าว มิได้เกิดจากความงามเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากคุณค่าของความหายากและต้นทุนที่สูงลิ่ว ขนนกต้องเดินทางไกลจากดินแดนนอกยุโรป ผ่านเครือข่ายการค้าระหว่างทวีป กระบวนการคัดเลือกขนที่สมบูรณ์ การทำความสะอาด และการจัดรูปทรง ล้วนต้องอาศัยแรงงานและช่างฝีมือระดับสูง ด้วยเหตุนี้ ขนนกกระจอกเทศจึงมีราคาสูงและมักถูกเก็บรักษา ใช้ซ้ำ หรือถ่ายทอดเป็นทรัพย์สิน ไม่ต่างจากอัญมณีหรือเครื่องประดับล้ำค่าอื่น ๆ

เมื่อเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของขนนกกระจอกเทศได้ขยายจากทรงผมและศีรษะ มาสู่โลกของเครื่องประดับอย่างชัดเจน ช่างอัญมณีเริ่ม “แปลภาษา” ของขนนกจริงให้กลายเป็นรูปทรงถาวร ด้วยการใช้เพชรเรียงเป็นเส้นโค้งเลียนแบบโครงสร้างของขน ความพลิ้วไหวที่เคยเป็นของธรรมชาติ ถูกถ่ายทอดผ่านประกายเพชรและเส้นโลหะอันละเอียดอ่อน จนเกิดเป็น เข็มกลัดเพชรรูปขนนก ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องประดับและสัญลักษณ์ทางชนชั้นในคราวเดียวกัน

เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศจึงมิได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากวัฒนธรรมการประดับขนนกกระจอกเทศจริงในแฟชั่นชั้นสูง การเลือกใช้เพชร ซึ่งเป็นอัญมณีที่สะท้อนแสงอย่างคมชัดและคงทนถาวร แทนขนนกที่เปราะบางและเสื่อมสภาพได้ง่าย คือการยกระดับสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากสิ่งชั่วคราวสู่สิ่งที่เป็นอมตะ เข็มกลัดเพชรรูปขนนกจึงกลายเป็น “ขนนกแห่งสถานะ” ที่ไม่ร่วงโรยตามกาลเวลา

ในพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การประดับเข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศคู่กับขนนกกระจอกเทศจริงบนฉลองพระองค์ผ้าลูกไม้ คือการแสดงออกถึงรสนิยมระดับสูงอย่างลุ่มลึก เป็นการเล่นประสานระหว่างธรรมชาติและงานช่าง ระหว่างของจริงและของประดิษฐ์ ซึ่งสะท้อนความเข้าใจแฟชั่นสากลในระดับราชสำนัก มิใช่เพียงการรับแบบ หากเป็นการเลือกใช้ด้วยความหมาย

ต่อมา เมื่อเข็มกลัดเพชรรูปขนนกชิ้นนี้ถูกสืบทอดและนำมาประดับโดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในบริบทของแฟชั่นราตรีและเวทีนานาชาติ ความหมายของขนนกกระจอกเทศได้แปรเปลี่ยนอีกครั้ง จากสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในราชสำนักยุโรป สู่สัญลักษณ์ของความสง่างามร่วมสมัยและการสืบต่อมรดกทางวัฒนธรรม

ดังนั้น เข็มกลัดเพชรรูปขนนกกระจอกเทศในคอลเลกชันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเครื่องประดับอันวิจิตร หากเป็นบทสนทนาทางประวัติศาสตร์ ระหว่างขนนกกระจอกเทศในโลกแฟชั่นศตวรรษที่ 18 กับเพชรในฐานะอัญมณีแห่งอำนาจและความยั่งยืน และระหว่างราชสำนักยุโรปกับราชสำนักสยาม ที่ต่างเข้าใจภาษาของความงาม ความมั่งคั่ง และศักดิ์ศรีในระดับสากลอย่างลึกซึ้ง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช กับเครื่องเพชรชุดนิลกาฬ ของสมเด็จพระพันปี

หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช กับเครื่องเพชรชุดนิลกาฬ ของสมเด็จพระพันปี

หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช กับเครื่องเพชรชุดนิลกาฬ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ หม่อมเจ้าบุญจิราธร จุฑาธุช (ชุมพล) พระชายาใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

________

“เครื่องนิล” ในราชสำนัก: นิลกาฬ ≠ นิลสีดำ

จากบันทึกของ ท่านผู้หญิงดุษฏี มาลากุล ใน เรื่องของคน แผ่นดิน กล่าวว่า สมเด็จพระพันปีทรงมีเครื่องเพชรชุดใหญ่หลายชุด และในบรรดาเครื่องเพชรเหล่านั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ได้ “เครื่องนิล” เพราะประสูติวันอังคาร

คำว่า “นิลกาฬ” ในบริบทโบราณ มิได้หมายถึงนิลสีดำ (onyx) หากหมายถึง ไพลิน/แซฟไฟร์ (sapphire) ซึ่งมีสีน้ำเงินเข้มไปจนถึงน้ำเงินแกมม่วง อันสอดคล้องกับสีประจำวันอังคารในคติไทยโบราณ

สีประจำวันไทย ปรากฏเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เด่นชัดที่สุดในบทประพันธ์ “สวัสดิรักษา” ของสุนทรภู่ที่ใช้ถวายการสอนสมเด็จเจ้าฟ้าอาภรณ์พระเจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 2 และปรากฏในตำราพิชัยสงครามหลายๆ เล่ม

.

วันอาทิตย์ = สีแดง

วันจันทร์ = สีขาวนวล

อังคาร = สีม่วงปนคราม

วันพุธ = สีแสดออกเหลือบ

พฤหัส = สีเขียวเหลือง

วันศุกร์ = สีเมฆหมอก

วันเสาร์ = สีดำ

เมื่อเชื่อมโยงคติสีประจำวันเข้ากับธรรมเนียมราชสำนัก จึงมีเหตุผลรองรับว่า “เครื่องนิล” ที่กล่าวถึงนั้นควรเป็น ไพลินสีน้ำเงินเข้ม หรือแกมม่วง มากกว่านิลสีดำ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

💎 “สร้อยเพชรแม่เศรษฐี อันเลื่องชื่อ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

💎 สร้อยเพชรแม่เศรษฐี อันเลื่องชื่อ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สร้อยเพชรแม่เศรษฐี หรือ สร้อยคอแบบริวิแยร์ หรือ สร้อยคอแบบสายธาร (Rivière necklace) นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความสง่างามของสตรีชั้นสูงที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์แฟชั่น เครื่องประดับชนิดนี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือยุค จอร์เจียน (Georgian era, 1714–1830) โดยพัฒนามาจากสร้อยเพชรที่ร้อยเม็ดอัญมณีด้วยตะขอทองคำหรือเงินแบบ “คอลเลต์ (collet-set)” ซึ่งช่วยให้แสงสะท้อนผ่านตัวอัญมณีได้อย่างเต็มที่

ลักษณะของสร้อยริวิแยร์คือการเรียงร้อยเพชรหรืออัญมณีเม็ดกลมขนาดต่าง ๆ ต่อกันอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงจากเม็ดเล็กไปจนถึงเม็ดใหญ่ สร้างเส้นสายที่เปล่งประกายราวกับสายธารน้ำที่ไหลรินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด — ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Rivière มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “แม่น้ำ (river)”

ในยุคแรก สร้อยคอชนิดนี้มักทำจาก เพชรแบบ table-cut หรือ old mine-cut และใช้ตัวเรือนเงินเพื่อขับให้เพชรแวววาวยิ่งขึ้นในแสงเทียน ต่อมาเมื่อเทคนิคการเจียระไนพัฒนาไปสู่ brilliant cut ความระยิบระยับของอัญมณีก็ยิ่งชัดเจนขึ้น และชื่อ “ริวิแยร์” ก็เริ่มถูกใช้เพื่อเปรียบเปรยกับสายธารน้ำแห่งแสงที่ไหลไปทั่วลำคอของผู้สวมใส่

ราชสำนักฝรั่งเศสในสมัย พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถือเป็นยุคทองของสร้อยคอชนิดนี้ สตรีสูงศักดิ์ เช่น สมเด็จพระราชินีมารี เลซซินสกา (Queen Marie Leszczyńska) และ สมเด็จพระราชินีมารี อองตัวแนต (Queen Marie Antoinette) ต่างทรงนิยมสวมสร้อยริวิแยร์เพชรเจียระไนอย่างประณีต เพื่อเสริมความงามของชุดราตรีและศิราภรณ์ชั้นสูง ผลงานในยุคนี้มักสร้างสรรค์โดยช่างอัญมณีแห่งราชสำนัก เช่น Bapst และ Boehmer & Bassenge ซึ่งภายหลังมีชื่อเสียง (และอื้อฉาว) จาก “คดีสร้อยเพชรแห่งราชินีฝรั่งเศส” อันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส

เมื่อกาลเวลาล่วงสู่ยุค วิกตอเรีย (Victorian era) และ เอ็ดเวิร์ดเดียน (Edwardian era) สร้อยคอริวิแยร์ก็ได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในหมู่ราชวงศ์อังกฤษ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา (Queen Alexandra) พระอัครมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงเป็นผู้ที่ทำให้การสวมสร้อยเพชรแบบริวิแยร์และโชกเกอร์หลายชั้นกลับมาเป็นที่นิยม พระองค์ทรงสวมทับกันหลายเส้นเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นบนพระศอ และนั่นเองที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แฟชั่นการสวมสร้อยคอริวิแยร์เป็นที่นิยมในหมู่สตรีชั้นสูงทั่วทั้งยุโรป

ต่อมา สมเด็จพระราชินีแมรี (Queen Mary) ทรงครอบครองสร้อยคอริวิแยร์หลายเส้น ทั้งที่ประดับเพชร มรกต และไพลิน พระองค์มักทรงสวมร่วมกับเทียร่าและสร้อยระย้าแบบ sautoir ผลงานส่วนใหญ่ในราชสำนักอังกฤษนั้นมาจากสำนักอัญมณีชั้นนำ เช่น Garrard, Collingwood, และ Carrington & Co. ซึ่งต่อมาถูกท้าทายโดยช่างอัญมณีฝรั่งเศสอย่าง Cartier, Boucheron, และ Chaumet ผู้บุกเบิกการใช้ทองคำขาวและแพลทินัมในช่วง Belle Époque ให้เครื่องเพชรดูอ่อนช้อยและเบาบางยิ่งขึ้น

ยุค เอ็ดเวิร์ดเดียน (ราว ค.ศ. 1890–1910) ถือเป็นจุดสูงสุดของศิลปะการทำสร้อยริวิแยร์ เพราะเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนด้วย แพลทินัม (platinum) ช่วยให้เพชรสามารถลอยอยู่รอบลำคอได้อย่างไร้น้ำหนักราวกับแสงที่ส่องผ่านอากาศ ความงดงามนี้สะท้อนอยู่ในพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเลกชันนี้ — ซึ่งทรงสวม สร้อยพระศอเพชรแม่เศรษฐี อันโด่งดังในราชสำนักสยามช่วงปลายรัชกาลที่ ๕

ในสยาม การรับรูปแบบเครื่องประดับตะวันตกเริ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) พระมเหสีและพระราชธิดาหลายพระองค์ทรงรับวัฒนธรรมการแต่งกายและเครื่องอัญมณีแบบยุโรปเข้ามาอย่างงดงาม นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าเครื่องประดับจากยุโรปโดยตรง ทั้งจาก Garrard, Cartier, และ Van Cleef & Arpels ผ่านทางราชทูตหรือเป็นของถวายจากประเทศพันธมิตร ทำให้ราชสำนักสยามในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 มีคอลเลกชันเพชรพลอยที่เทียบเท่าราชสำนักยุโรปได้อย่างภาคภูมิ

สร้อยพระศอเพรชแม่เศรษฐี 2 ชุดนี้ ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บางท่านอาจเข้าใจผิดว่าเป็นชุดเดียวกันแต่แยกส่วนมาสวมใส่คนละคราว — แท้จริงแล้วเป็น คนละชุดโดยสิ้นเชิง สมเด็จพระพันปีหลวงทรงมีสร้อยเพชรแม่เศรษฐีรวมทั้งสิ้น ห้าเส้น ตามที่ระบุไว้ในหนังสือของคุณ อมรดรุณารักษ์ (อุทุมพร สุนทรเวช) ดังนี้

๑. ชุดเพชรรูปกลม (สองชั้น) (ภาพที่ ๑) — เป็นเพชรลูกน้ำขาวแท้เม็ดใหญ่เรียงรอบพระศอเป็นเฟืองระย้าซ้อนสองชั้น ทรงรัดเกล้ารูปดอกเบญจมาศเพชรอันงดงามคาดรอบพระเศียร เข้าชุดกับเข็มกลัดดอกเบญจมาศระย้าเพชรสามดอก พระวลัยกรเพชรลายละเอียดโปร่งทั้งสองข้าง และพระธำมรงค์เพชรที่เข้าชุดกันทั้งหมด เครื่องทรงชุดนี้ปรากฏในพระฉายาลักษณ์เมื่อคราว ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสชวาและสิงคโปร์ ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรีสโมสรแบบสตรีชาวยุโรป

๒. ชุดเพชรรูปกลมขนาดใหญ่ (สามชั้น) (ภาพที่ ๒ และ ๓) — เป็นสร้อยสังวาลเฟื่องเพชรสามชั้น เรียงลดหลั่นจากเม็ดใหญ่สู่เม็ดเล็กประดับรอบพระศอ ใช้สำหรับทรงเครื่องเต็มยศอย่าง ขัตติยราชนารีตามแบบโบราณราชประเพณีของไทยเดิม

สองชุดนี้ถือเป็นหัวใจของ “สร้อยเพชรแม่เศรษฐี” อันเลื่องชื่อ และถูกจดจำในฐานะหนึ่งในเครื่องเพชรที่งดงามที่สุดของสมเด็จพระพันปีหลวง ทั้งในด้านการออกแบบที่สมดุล ความวิจิตรแห่งลวดลาย และความประณีตของการร้อยเรียงอัญมณีที่ไล่ขนาดอย่างลงตัว

ดังนั้น สร้อยคอริวิแยร์จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องประดับ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของ “สายน้ำแห่งอำนาจและความงาม” ที่ไหลผ่านประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จากยุโรปสู่สยาม — จากพระศอของ พระราชินีมารี อองตัวแนต ใต้แสงเทียนในพระราชวังแวร์ซายส์ สู่พระศอของ สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ในยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน และต่อเนื่องถึง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ แห่งกรุงสยาม ที่ทรงเปล่งประกายงดงามในพระฉายาลักษณ์อันทรงคุณค่าแห่งยุค

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir สไตล์เครื่องประดับแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery)

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir สไตล์เครื่องประดับแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระฉายาลักษณ์ต้นฉบับคาดว่าฉายในช่วงต้นรัชกาลที่ ๖ ประมาณระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๔–๒๔๕๘ (ค.ศ. 1911–1915) ซึ่งเป็นยุคที่ยังคงมีหลักฐานทางภาพถ่ายมากมายหลงเหลืออยู่

ฉลองพระองค์ เป็นสไตล์ ลูกไม้แบบปลายยุคเอ็ดเวิร์เดียน (Late Edwardian) หรือช่วงต้นของ ยุคทีนส์ (Early Teens) ลักษณะเด่นคือ คอเสื้อต่ำและแขนเสื้อแบบสามส่วน ประดับด้วยผ้าลูกไม้พาดคล้ายแพรสะพาย โดยมีผ้าสไบพาดไหล่รอบพระอังสา ติดเข็มกลัดบริเวณด้านบนของพระอุระด้านซ้าย แล้วปล่อยให้ชายผ้าทิ้งยาวลงข้างพระวรกายด้านขวา พระองค์ ทรงนุ่งโจงกระเบน และ ทรงถือผ้าเช็ดพระพักต์ลูกไม้ ซึ่งเพิ่มความอ่อนช้อยให้กับองค์ประกอบโดยรวม

พระองค์ทรงประดับฉลองพระองค์ด้วย สร้อยพระศอมุกเส้นยาวและสร้อยพระศอเพชรซ้อนกันหลายเส้น ตามแบบนิยมในตะวันตก พร้อม เข็มกลัดเพชรและเครื่องประดับเพชรนำ้งามหลากหลายชิ้น อันสะท้อนพระเกียรติยศและรสนิยมอันประณีต

นอกจากนี้ เครื่องเพชรที่ทรงสวมใส่ยังแสดงให้เห็นถึง อิทธิพลของศิลปะแบบเอ็ดเวิร์เดียนและอาร์ตนูโว (Edwardian and Art Nouveau style jewellery) ซึ่งเน้นความอ่อนช้อยของเส้นสายและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พระองค์ทรงเลือกเครื่องเพชรในรูปแบบที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น เช่น

1. สร้อยพระศอมุกแบบ Sautoir — สร้อยมุกเส้นยาวที่มักประดับพู่ห้อยปลาย

2. สร้อยพระศอเพรชแบบ Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต

3. และ เครื่องประดับลายดอกไม้ ใบไม้ และกลีบดอก (floral and leaf motifs) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะแบบอาร์ตนูโวที่กำลังรุ่งเรืองในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

ความสง่างามในยุคเอ็ดเวิร์เดียน และ La Belle Époque

ในยุโรป ยุคเอ็ดเวิร์เดียนเป็นที่รู้จักกันในนามว่า La Belle Époque ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่ง ความหรูหรา และความรื่นรมย์ของชนชั้นสูง ภายใต้การนำของ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ (King Edward VII) ผู้ทรงโปรดปรานความฟุ่มเฟือยและรสนิยมทางศิลปะอันหรูหรา

แม้รัชสมัยของพระองค์จะสั้น แต่ก็เต็มไปด้วยความเจิดจรัส พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในฐานะ กษัตริย์ผู้รักความสนุกและการละเล่น (light-hearted, gambling playboy) และรสนิยมแห่งความหรูหรานี้เองที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกแห่งแฟชั่นและอัญมณี

ในช่วงเวลานั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอันยิ่งใหญ่ โดยมีพระราชวงศ์และชนชั้นสูงจากทั่วโลกมาร่วมงาน ต่างแข่งขันกันแต่งกายให้สง่างามที่สุด นอกจากนี้ยังทรงจัดงานเลี้ยงเต้นรำและงานสังคมราตรี (soirées) อันหรูหราอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความต้องการเครื่องประดับอันวิจิตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในหมู่ชนชั้นสูง การแสดงออกถึงฐานะและความมั่งคั่งผ่านเครื่องเพชรพลอยถือเป็นเรื่องปกติ — และไม่มีสิ่งใดจะสะท้อนยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนเท่า “เครื่องเพชรสไตล์เอ็ดเวิร์เดียน” ซึ่งผสานทั้งความหรูหรา ความละเอียด และความอ่อนช้อยไว้ในชิ้นเดียวกัน

คาร์เทียร์: ช่างอัญมณีแห่งราชสำนักเอ็ดเวิร์เดียน

คาร์เทียร์ (Cartier) ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และได้รับการยอมรับอย่างสูงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมและความประณีตสูงสุดของยุโรป แบรนด์ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ช่างอัญมณีประจำราชสำนักของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ ซึ่งทรงขนานนามคาร์เทียร์ว่า “The jeweller of kings and the king of jewellers” — “ช่างอัญมณีแห่งกษัตริย์ และกษัตริย์แห่งช่างอัญมณี”

คาร์เทียร์มีแนวทางที่เน้นทั้งความงามเชิงแฟชั่นและเทคนิคเชิงช่างขั้นสูง โดยเป็นผู้บุกเบิกการนำ โลหะแพลทินัม (Platinum) มาใช้ในงานอัญมณี ซึ่งทำให้สามารถสร้างเครื่องเพชรที่มีโครงสร้างบางเบาและซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เกิดเป็นกระแสแฟชั่นที่เรียกว่า “White on White” — การผสมผสานระหว่างเพชรและแพลทินัมที่ขาวบริสุทธิ์ กลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคเอ็ดเวิร์เดียนตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ จนถึงการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในปี ค.ศ. 1914

อิทธิพลของคาร์เทียร์ขยายไปไกลเกินยุโรป — ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงซื้อเครื่องเพชรจากคาร์เทียร์ เพื่อพระราชทานแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เครื่องประดับเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงพระราชนิยมในศิลปะตะวันตก แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง การเปิดรับวัฒนธรรมโลกและรสนิยมร่วมสมัยของราชสำนักสยามในยุค La Belle Epoque อีกด้วย

วัสดุและเทคนิค (Materials & Techniques)

เครื่องเพชรในยุคเอ็ดเวิร์เดียนมีลักษณะ อ่อนช้อย งดงาม และประณีตละเอียดลออ ผลิตโดยช่างอัญมณีฝีมือชั้นสูงที่ให้ความสำคัญกับความคงทนและความประณีตมากกว่าการผลิตด้วยเครื่องจักร ถือเป็น การหวนคืนสู่ความเป็นงานศิลป์ทำมือ หลังยุคอุตสาหกรรม

แรงบันดาลใจสำคัญมาจากศิลปะจากศตวรรษที่ ๑๘ โดยเฉพาะลวดลายแบบ โบว์ พวงดอกไม้ ริบบิ้น และลูกไม้ (bows, garlands, ribbons, and lace) ซึ่งสะท้อนความโรแมนติกแบบเฟมินีนที่สังคมสมัยนั้นชื่นชม

แพลทินัม เป็นโลหะที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากมีความแข็งแรงพอสำหรับสร้างสรรค์เครื่องเพชรแบบบางเบาและซับซ้อนอย่างเครื่องเพชร “ลูกไม้เพชร” (lace jewellery) ที่เข้ากันได้ดีกับ เฉดสีพาสเทลของแฟชั่นสตรีในยุคนั้น

หลังจากการก่อตั้งบริษัท De Beers Consolidated Mines Ltd. ในปี ค.ศ. 1888 เพชรกลายเป็นอัญมณีที่หาได้ง่ายขึ้น และมีการพัฒนาเทคนิคการเจียระไนรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในชิ้นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไข่มุก (pearls) ยังคงเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของความมั่งคั่ง เพราะในขณะนั้นมีมูลค่าสูงกว่าเพชร การประดับไข่มุกและเพชรร่วมกันจึงถือเป็นยอดแห่งรสนิยม

เทคนิคตกแต่งยอดนิยมในยุคนั้น ได้แก่

1. Invisible setting — เทคนิคที่ทำให้เพชรดูราวกับลอยอยู่บนผิวกาย

2. Filigree setting — การขึ้นลายลูกไม้ด้วยเส้นโลหะขนาดเล็กและเม็ดโลหะละเอียด

3. Millegrain technique — การประดับขอบเพชรด้วยเม็ดโลหะละเอียดเป็นจุดเล็ก ๆ ทำให้เครื่องเพชรดูนุ่มนวลและมีมิติ

สร้อยคอและรูปแบบการประดับ (Necklaces and Adornment)

เมื่อแนวคอเสื้อของสตรีเริ่มเปิดมากขึ้นหลังยุควิกตอเรียน เครื่องประดับและสร้อยคอจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของแฟชั่นในสังคมชั้นสูง โดยมีหลายรูปแบบที่ได้รับความนิยม เช่น

1. Colliers de chien (Dog Collars) — สร้อยคอแบบช็อกเกอร์ทำจากริบบิ้น ประดับเข็มกลัดหรืออัญมณี

2. Chokers — สร้อยมุกหลายเส้นร้อยชิดลำคอ

3. Sautoirs — สร้อยมุกหรือสร้อยลูกปัดเส้นยาว มักมีพู่ระย้าที่ปลายทั้งสองด้าน ห้อยยาวต่ำกว่าเอว

4. Lavalier — สร้อยเพชรมีจี้ห้อยระย้าอันยาวและประณีต

คาร์เทียร์ ยังได้ออกแบบสร้อยคอแบบ Lavalier สองชั้น (Double-Pendant Lavalier) ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Négligée Necklace ตามชื่อนักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส เอฟ ลาวาลิแยร์ (Ève Lavallière) ส่วนแบรนด์ บูเชรอง (Boucheron) มีแบบอันเป็นเอกลักษณ์คือสร้อยมุกคั่นเพชรที่ออกแบบโดย ปอล เลอกรองด์ (Paul LeGrand)

อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1914 วัสดุมีค่าทั้งหมดรวมถึงแพลทินัมถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสงคราม ความหรูหราและความฟุ้งเฟ้อของยุคเอ็ดเวิร์เดียนจึงสิ้นสุดลง — นับเป็นการปิดฉาก “ยุคแห่งความรื่นรมย์ของโลกตะวันตก (The Hedonistic Edwardian Era)” อย่างสมบูรณ์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เครื่องเพชรชุดทับทิม ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เครื่องเพชรชุดทับทิม ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เครื่องเพชรชุดทับทิม ชุดนี้นับเป็นพระราชมรดกชิ้นสำคัญที่สืบทอดมาจาก


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

เครื่องเพชรชุดทับทิมชุดนี้นับเป็นพระราชมรดกชิ้นสำคัญที่สืบทอดมาจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดรสนิยมเครื่องประดับของราชสำนักสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

เครื่องเพชรชุดนี้สะท้อนอิทธิพลจากราชสำนักยุโรปอย่างเด่นชัด ทั้งในด้านโครงสร้าง การจัดวางอัญมณีแบบตะวันตก ขณะเดียวกันยังคงคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ของราชสำนักสยาม ผ่านการเลือกใช้ “ทับทิม” ซึ่งเป็นอัญมณีที่สื่อถึงพระบารมี อำนาจ และความเป็นสิริมงคลในคติความเชื่อของราชสำนัก

ภาพที่ 1 เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


ทรงฉลองพระองค์ ชุดไทยจักรี ในช่วง พุทธศักราช ๒๕๑๐ ประดับพระองค์ด้วย เครื่องเพชรชุดทับทิม อันเป็นพระราชมรดกที่สืบเนื่องมาจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา แสดงถึงการสืบทอดรสนิยม ความสง่างาม และสายใยแห่งพระราชประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น

ภาพที่ 2 และ 3 เป็นภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ของ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี

แต่งกายใน สไตล์ Art Deco ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงปลายรัชกาลที่ ๖ พร้อมประดับ เครื่องเพชรชุดทับทิม อันเป็นพระราชมรดกจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ ถึงสมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เครื่องเพชรชุดไพลิน ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เครื่องเพชรชุดไพลิน ชุดนี้นับเป็นพระราชมรดกชิ้นสำคัญที่สืบทอดมาจาก


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”


ซึ่งทรงเป็นบุคคลสำคัญในการเผยแพร่รสนิยมเครื่องประดับราชสำนักสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะเครื่องเพชรที่ได้รับอิทธิพลจากราชสำนักยุโรป แต่ยังคงคุณค่าเชิงสัญลักษณ์แบบราชสำนักสยามอย่างชัดเจน

ในส่วนของที่มา (provenance) เทียร่า/สร้อยพระศอไพลิน ชิ้นสำคัญนั้น เดิมเป็นทรัพย์สินของ ขุนนางชั้นสูงชาวยุโรป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซื้อมาในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญแด่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ อันเป็นการสะท้อนพระราชนิยมและการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักยุโรปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

ต่อมา สร้อยพระศอ ได้รับการออกแบบและจัดสร้างขึ้น โดยช่างอัญมณีชาวสยาม ตามคติเครื่องประดับแบบยุโรป เพื่อให้ เข้าชุดและสอดคล้องกับเทียร่าเดิม ที่ทรงได้รับพระราชทานมาแล้ว แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานอย่างประณีตระหว่างรูปแบบตะวันตกกับฝีมือช่างในราชสำนักสยาม

นอกจากนี้ เครื่องเพชรชุดไพลินดังกล่าวยังประกอบด้วย กำไล/เข็มกลัดขนาดใหญ่ ซึ่งมีรูปแบบการออกแบบในแนวเดียวกัน ยืนยันว่าชุดนี้ถูกสร้างขึ้นในฐานะ เครื่องเพชรเป็น “ชุด” (parure หรือ demi-parure) อย่างแท้จริง มิใช่เพียงเครื่องประดับชิ้นเดียว หากเป็นการออกแบบให้ใช้ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ ทั้งในเชิงสุนทรียะ พิธีการ และฐานันดรศักดิ์

โดยรวมแล้ว ประวัติและที่มาของเครื่องเพชรชุดไพลินนี้สะท้อน การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับยุโรป บทบาทของพระมหากษัตริย์สยามในฐานะผู้เลือกสรรและกำหนดรสนิยมราชสำนัก และการสืบทอดพระราชมรดกฝ่ายในในฐานะสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่อง อำนาจ และสายสัมพันธ์ของราชสำนักไทยในยุคสมัยใหม่

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (ตอนที่ ๒)

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี (ตอนที่ ๒)

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกที่คล้ายคลึงกับชุดราตรีราชสำนักอังกฤษ พร้อมด้วยศิราภรณ์แบบเทียร่า ทรงฉลองพระองค์สไตล์อาร์ตเดโคที่มีความวิจิตรตระการตา คู่กับชายผ้าที่ยาวลากพื้น พร้อมกับเทียร่าและพระเกศาประดับขนนกกระจอกเทศขนาดใหญ่ตามแฟชั่นยุค art deco ที่สง่างาม

ในพระรูปนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เข็มกลัดอักษรพระบรมนามาภิไธย รร ๖ คู่กับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๖ ชั้นที่ ๑

เข็มอักษรพระบรมนามาภิไธย รร ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้อักษรพระบรมนามาภิไธย รร ๖ (รามรามาธิบดีที่ ๖) ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๕๙ อาศัยเหตุที่ได้มีการประชุมของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ อันมีสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นประธาน เพื่อเฉลิมพระปรมาภิไธยขึ้นต้นด้วย “สมเด็จพระรามาธิบดี” เป็นคำนำพระบรมนามาภิไธย ด้วยเหตุดังนี้ เข็ม เหรียญ ตรา เครื่องหมายต่างๆ อันเป็นของส่วนพระองค์ที่ปรากฏอักษรพระบรมนามาภิไธย จึงเปลี่ยนแปลงเป็น รร ๖ มานับแต่นั้น

สำหรับ เข็มกลัดอักษรพระบรมนามาภิไธย ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในรัชกาลที่ ๖ เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าจอม เป็นเข็มกลัดประดับเพชรสีขาวและน้ำเงิน อันเป็นสีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นสีประจำพระองค์ กลางเข็มมีอักษรพระบรมนามาภิไธยอยู่กลางภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเข็มกลัดนี้ คือ ที่ด้านหลังนั้นมีตลับแก้ว บรรจุเส้นพระเจ้าของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าบรรจุอยู่ เสมือนว่าเมื่อใดที่ประดับเข็มกลัดนี้ ก็มีพระราชสวามีประทับอยู่ด้วยเสมอ จึงเป็นของที่ระลึกที่เปี่ยมคุณค่าและความหมายอีกสิ่งหนึ่งในพระชนมชีพของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าและเสด็จพระนางฯ

Read More