History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเล็กชันนี้ เป็นภาพของ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี สวมเครื่องแบบเต็มยศใหญ่ของข้าราชการพลเรือน กรมมหาดเล็ก กระทรวงวัง ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากราชสำนักตะวันตก โดยเฉพาะราชสำนักอังกฤษในสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ ก่อนจะปรับให้เข้ากับระเบียบแบบแผนของราชสำนักสยามได้อย่างสมบูรณ์

โครงหลักของเครื่องแบบชุดนี้ประกอบด้วย เสื้อ tailcoat, กางเกงขาสั้นแบบ breeches และหมวก bicorne อันเป็นองค์ประกอบมาตรฐานของเครื่องแบบเต็มยศสำหรับข้าราชการพลเรือนชั้นเอกในยุคนั้น แล้วสวมทับด้วยเสื้อคลุมเต็มยศปักดิ้นทองและเงิน ซึ่งเป็นชั้นนอกของเครื่องแบบที่ช่วยเสริมความสง่างามและเกียรติยศยิ่งขึ้น

ในส่วนของลักษณะเฉพาะประจำกรม ข้าราชการกรมมหาดเล็กจะใช้ผ้าสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นเงิน พร้อมเครื่องประกอบที่เป็นเงินทั้งหมด โดยมีสีน้ำเงินแก่เป็นสีประจำกรมมหาดเล็ก ปรากฏอยู่ที่ปกเสื้อและแขนเสื้อ อันบ่งบอกทั้งสังกัดและตำแหน่งในระบบราชการได้อย่างชัดเจน

เครื่องประกอบยศที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กระบี่แบบพลเรือนยอดพระเกี้ยว ฝักหนังดำประดับเครื่องเงิน ผูกพู่กระบี่ไหมเงิน อันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายเต็มยศของข้าราชการในกรมมหาดเล็กและกระทรวงวัง

สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น ประดับดวงดาราปฐมจุลจอมเกล้าแบบปักไหมและดิ้นทองที่ต้นแขนซ้ายของเสื้อคลุมเต็มยศ พร้อมด้วยสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นที่ ๑ ประถมาภรณ์ช้างเผือก

___________

คำพูดที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เปรียบเสมือนแนวทางในการอบรมเด็กที่ “ผู้ใหญ่” ในบ้านและในเมืองไทยเชื่อถือและปฏิบัติสืบต่อกันมา เครื่องมือที่ใช้ทำโทษอย่าง “ไม้เรียว” ก็ได้รับการยกย่องว่ามีส่วนช่วยสร้างคน เพราะทำให้เด็กจดจำได้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ

หากแต่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี หรือ “ครูเทพ” กลับเห็นต่างออกไป

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (พ.ศ. ๒๔๑๙–๒๔๘๖) ชื่อเดิม สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา เจ้าของนามปากกา “ครูเทพ” เป็นบุคคลสำคัญในวงการศึกษาไทย เคยดำรงบทบาททั้งครูผู้สอนและผู้บริหารในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น เจ้ากรมแบบเรียน เสนาบดีกระทรวงธรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนต่าง ๆ โดยเริ่มจากโรงเรียนฝึกหัดครู ตลอดจนริเริ่มการอาชีวศึกษาอีกด้วย

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้แต่งกลอนชื่อ “ไม้เรียว” เพื่อนำเสนอมุมมองต่อการใช้ไม้เรียวว่า “ให้โทษมากกว่าคุณ” โดยเห็นว่าผู้ใช้ไม้เรียวส่วนใหญ่มักมีโทสจริต ใช้อำนาจประหนึ่งศาลเตี้ย และยืนยันว่าการเฆี่ยนตี “เป็นยาพิษมิให้ใช้บำรุง” ดังกลอนบางส่วนที่ยกมานี้

ให้เหตุผลครอบงำย่อมทำได้ 

เด็ก ผู้ใหญ่ ครูศิษย์ ไม่ผิดที่
อบรมด้วยเหตุผลได้คนดี 

น้ำรักมีเมตตาเป็นยาพอ

เก็บไม้เรียวห่อไว้ในตู้เหล็ก 

สำหรับเด็กเกกมะเหรกและเหลือขอ
ทารกอ่อนเชาวน์ไวใช้ลูกยอ 

แล้วหุ้มห่อด้วยรักจักมีชัย

ครูเป็นผู้เพ่งจิตตวิทยา 

ใช้วิชาด้วยวิธีที่แจ่มใส
เพื่อศิษย์ล้วนร่าเริงบันเทิงใจ 

ได้เจริญเชาวน์ไวในชีวิต

การเฆี่ยนตีเป็นวิธีทำลายขวัญ 

โทษมหันต์ คุณมีกะจี้หริด
ห้ามก้าวหน้าพาหู่อยู่เป็นนิตย์ 

เป็นยาพิษมิให้ใช้บำรุง

ผู้เฆี่ยนตีโดยมากไม่อยากคิด 

โทสจริตครอบงำทำให้ยุ่ง
มีอำนาจก็จะใช้ไม่ปรับปรุง 

ตั้งศาลเตี้ยตามมุ่งแต่ใจตน

เหตุฉะนั้นการตีมีแต่ห้าม 

ไม่ต้องตามยุยงส่งเสริมผล
ก็สงครามใครตามไปปรือปรน 

มีแต่คนคอยห้ามสงครามไว้

โบราณว่าเสียดายไม้เป็นภัยแก่ 

ยุวชนนั้นแน่หรือไฉน?
เดี๋ยวนี้โลกเจริญมากหากเปลี่ยนไป 

เป็นขอให้เสียดายพร้อมออมไม้เรียว

อารยชนไม่ชอบหวาย, ฉันใด 

ลูกของเขาไม่ชอบไม้หวดเควี้ยว ๆ
อันนี้เป็นเช่นกันฉันนั้นเทียว 

พึงเฉลียวเลือกใช้ให้ชอบ เทอญฯ

___________

ผู้เขียน เสมียนนารี
เผยแพร่ วันพุธที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
บทความต้นฉบับ : https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_86730

___________

Chaophraya Thammasakmontri

This restored and creatively reimagined image in this collection, produced with AI technology, portrays Chaophraya Thammasakmontri (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี), Sanan Thephatsadin na Ayutthaya (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา).

Chaophraya Thammasakmontri is dressed in the full-dress court uniform of a senior civil official of the Royal Pages Department, Ministry of the Royal Household, during the reign of King Rama VI. This form of attire was influenced by Western court dress, especially that of the British court in the age of King Edward VII, before being fully adapted to the regulations and ceremonial conventions of the Siamese court.

The principal structure of this uniform consists of a tailcoat, breeches, and a bicorne hat, all of which were standard elements of full-dress uniform for high-ranking civil officials of the period. Over these is worn an embroidered full-dress outer coat, worked in gold and silver bullion, forming the outermost layer of the ensemble and lending it even greater dignity and distinction.

As for the departmental distinction, officials of the Royal Pages Department used dark blue cloth embroidered in silver bullion, with all accompanying metal fittings executed in silver. Dark blue was the identifying colour of the Royal Pages Department, visible at the collar and cuffs, clearly indicating both departmental affiliation and official rank within the bureaucracy.

Another notable insignia of rank is the civilian court sword with a Phra Kiao hilt, in a black leather scabbard mounted in silver and tied with a silver silk sword knot. This formed part of the full-dress attire of officials attached to the Royal Pages Department and the Ministry of the Royal Household.

As for his decorations, he wears the breast star of the First Class of the Order of Chula Chom Klao, embroidered in silk and gold bullion on the left side of the full-dress coat, together with the sash of the Most Exalted Order of the White Elephant, First Class.

___________

The saying, “If you love your cattle, tie them; if you love your child, beat them,” may be taken as a guiding principle in child-rearing that many adults in Thai households and in Thai society once believed in and practised from one generation to the next. The cane, as an instrument of punishment, was often praised as something that helped shape character, because it taught children to remember what ought to be done and what ought not.

Yet Chaophraya Thammasakmontri (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี), also known by the pen name Khru Thep (ครูเทพ), held a very different view.

Chaophraya Thammasakmontri (1877–1943), born Sanan Thephatsadin na Ayutthaya (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา), was an important figure in Thai education. He served both as a teacher and as an administrator in several major positions, including Director-General of Textbooks, Minister of Public Instruction, Minister of Education, and President of the House of Representatives. He was also one of the first to introduce football into schools, beginning with the teacher training school, and he likewise played an important role in initiating vocational education in Thailand. His public career as an educator and statesman is well documented in biographical records. 

In 1934, Chaophraya Thammasakmontri composed a poem entitled “Mai Riao” (ไม้เรียว, “The Cane”), in which he presented the view that the cane did more harm than good. He argued that those who used it were often governed by anger, wielded power like vigilantes, and insisted that corporal punishment was “a poison that should never be used for nurture.” The following are some selected verses:

Let reason prevail, and all can be achieved;
Child and adult, teacher and pupil alike, are not at fault in themselves.
When guided by reason, one grows into a good person;
Affection and compassion are remedy enough.

Keep the cane wrapped up and locked away in an iron cupboard,
Reserved only for the most unruly and incorrigible.
For young children, quick of mind, use praise instead,
And wrap them in love, and success shall follow.

A teacher is one who studies the mind,
Applying knowledge through methods clear and bright,
So that pupils may be joyful and take delight,
And their intelligence may flourish in life.

Beating and flogging are ways of destroying morale;
Their harm is immense, their benefit scarcely worth mentioning.
They obstruct progress and keep people backward,
A poison that should never be used for nurture.

Those who beat others are often unwilling to think;
Ill temper overcomes them and causes disorder.
If they have power, they will use it without reform,
Setting themselves up as a law unto themselves.

For this reason, beating deserves only prohibition;
It should not be encouraged or supported.
For even in war, people seek ways to restrain it;
There are always those who try to prevent war.

The ancients said that sparing the rod harms the child —
But is that truly so?
The world has progressed; times have changed.
Now we should learn instead to spare and preserve the cane.

Civilised people do not delight in the lash;
Their children too do not care for the striking rod.
This matter is no different from that;
One should reflect carefully and choose what is right.

___________

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ

พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเล็กชันนี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ (พ.ศ. 2465–2555 / ค.ศ. 1922–2012) ทรงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญทางการเมืองที่โดดเด่นที่สุดแห่งเอเชียในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ขณะมีพระชนมายุเพียง 18 พรรษา โดยฝ่ายบริหารอาณานิคมฝรั่งเศสแห่งอินโดจีนเป็นผู้คัดเลือกพระองค์ เนื่องจากเชื่อว่าความเยาว์วัยและความไม่มีประสบการณ์จะทำให้ทรงเป็นผู้ที่ควบคุมได้ง่าย — ซึ่งเป็นการประเมินที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง

พระองค์ทรงนำกัมพูชาสู่เอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) ทรงดำเนินนโยบายการทูตที่ชาญฉลาดในยุคสงครามเย็น และทรงเป็นบุคคลสำคัญที่กำหนดอัตลักษณ์ของชาติกัมพูชามาตลอดกว่าหกทศวรรษ โดยทรงดำรงตำแหน่งในฐานะกษัตริย์ นายกรัฐมนตรี ประมุขแห่งรัฐ และกษัตริย์อีกครั้งในบั้นปลาย จนกระทั่งสวรรคตที่กรุงปักกิ่งในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012)

ภาพถ่ายนี้ถ่ายขึ้นราวหนึ่งปีหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งบันทึกภาพกษัตริย์หนุ่มในช่วงเวลาที่ทรงเปราะบางทางการเมืองที่สุด — ทรงเพิ่งขึ้นครองราชย์ และอยู่ภายใต้การบริหารของฝรั่งเศสวิชี ในกัมพูชาที่ถูกยึดครองโดยกองทัพญี่ปุ่นพร้อมกัน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชิ้นที่ทรงสวมใส่คือถ้อยแถลงทางการเมือง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร และหม่อมสนม จักรพันธุ์ ณ อยุธยา

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร และหม่อมสนม จักรพันธุ์ ณ อยุธยา

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเล็กชันนี้ เป็นพระรูปของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร (หม่อมเจ้าปิยบุตร จักรพันธุ์) ทรงฉายพระรูปคู่กับ หม่อมสนม จักรพันธุ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม ณ มหาชัย)

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์ปุ้ย จักรพันธุ์ ประสูติเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔ เมื่อแรกประสูติทรงมีพระยศเป็น หม่อมเจ้าปิยบุตร

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นกรรมการทวีปัญญาสโมสร ซึ่งเป็นสโมสรที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงก่อตั้งขึ้น

พ.ศ. ๒๔๔๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวังบริเวณตำบลสนามกระบือ ใกล้คลองรอบกรุง แก่พระราชนัดดา ๖ พระองค์ รวม ๖ วัง โดยสร้างให้หันหน้าออกคนละด้าน ด้านละ ๓ วัง หลังวังติดกันเป็นคู่ ดังนี้

วังกรมหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ คู่กับ วังกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรงค์ วังหม่อมเจ้าดนัยวรนุช คู่กับ วังหม่อมเจ้าดรุณวัยวัฒน์ วังหม่อมเจ้าปิยบุตร คู่กับ วังหม่อมเจ้าทศสิริวงศ์

เมื่อมีการตัดถนนผ่านบริเวณนั้น จึงตั้งชื่อถนนตามสถานที่สำคัญในย่านนั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ว่า ถนนหลานหลวง

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระโอรสธิดาในเจ้าฟ้าที่มารดามิได้เป็นเจ้าทุกพระองค์เป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๐ หม่อมเจ้าปิยบุตรจึงได้รับการสถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร

พระองค์มีหม่อม ๒ ท่าน คือ หม่อมสุวรรณ และหม่อมสนม จักรพันธุ์ ณ อยุธยา มีพระโอรสธิดารวม ๖ คน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ปิยสุวรรณ หม่อมราชวงศ์พันธ์ปรี หม่อมราชวงศ์ปรีย์พจน์พดุง หม่อมราชวงศ์หญิงปรุงสมร หม่อมราชวงศ์หญิงอรสนม และหม่อมราชวงศ์นิยมสิริ จักรพันธุ์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยานรเทพปรีดา (จำเริญ สวัสดิ์-ชูโต)

พระยานรเทพปรีดา (จำเริญ สวัสดิ์-ชูโต) (ตอนที่ ๒)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเล็กชันนี้ เป็นภาพของ พระยานรเทพปรีดา (จำเริญ สวัสดิ์-ชูโต) ใน เครื่องแบบเต็มยศเสือป่าม้าหลวง ประจำ กรมเสือป่าม้าหลวงรักษาพระองค์ เครื่องเงิน หมายเงิน ซึ่งเป็นรูปแบบเครื่องแบบในช่วงราว พ.ศ. ๒๔๕๖–๒๔๖๐ ก่อนที่ระเบียบเครื่องแบบของหน่วยนี้จะเปลี่ยนแปลงไปในเวลาต่อมา โดยเฉพาะการเปลี่ยนหมวกเป็นแบบอูราล และเปลี่ยนกางเกงเป็นสีน้ำเงินหม่น ข้อมูลเรื่องยศ บรรดาศักดิ์ และลำดับการรับราชการในกองเสือป่าปรากฏอยู่ในหนังสืออนุสรณ์อย่างชัดเจน

ยศเสือป่าสุดท้ายที่ท่านได้รับคือ นายกองใหญ่ เสือป่าม้าหลวง ราชองครักษ์ประจำพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ครื่องแต่งกายในภาพประกอบด้วย เสื้อ tunic สีดำ และสีฟ้าอ่อน ที่ลำตัวและขอบแขนเสื้อ อันเป็นลักษณะสำคัญของเครื่องแบบเสือป่าม้าหลวงในระยะแรก ตัดกับ กางเกงสีดำและแถบกางเกงสีฟ้าอ่อน และคาดด้วย สายกระบี่หรือสายคาดสีเงิน พาดเฉียงผ่านลำตัว เสื้อมี ปกตั้งสูง ตกแต่งด้วยเครื่องหมายยศและลวดลายปักอย่างประณีต ด้านบ่ามี อินทรธนูและสายยงยศสีเงิน องค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องแบบชุดนี้มีลักษณะกึ่งทหารกึ่งราชสำนัก อันเป็นรูปแบบที่พบได้ในระบบการแต่งกายของหน่วยเสือป่า ซึ่งมีทั้งความเข้มแข็งแบบกองกำลังและความสง่างามแบบพิธีการในเวลาเดียวกัน

ท่านสวม เสื้อครุยเสนามาตย์ชั้นโท ปักดิ้นทองลายดอกกระจาย คลุมไหล่ไว้ด้านนอก อันเป็นเครื่องประกอบยศสำคัญของข้าราชสำนักฝ่ายหน้า ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.) ซึ่งหนังสืออนุสรณ์ระบุไว้โดยตรงว่าท่านได้รับใน พ.ศ. ๒๔๕๙

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร์

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเล็กชันนี้ เป็นพระรูปของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประสูติแต่หม่อมราชวงศ์ปุ้ย จักรพันธุ์

ประสูติเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๔ เมื่อแรกประสูติมีพระยศเป็น หม่อมเจ้าปิยบุตร์ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร์ พร้อมกับพระโอรสธิดาในเจ้าฟ้าที่มารดามิได้เป็นเจ้าทุกพระองค์ในคราวเดียวกัน

พระองค์มีหม่อม ๒ ท่าน คือ หม่อมสุวรรณ และหม่อมสนม จักรพันธุ์ ณ อยุธยา มีโอรสธิดารวม ๖ พระองค์ ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ปิยสุวรรณ หม่อมราชวงศ์พันธ์ปรี หม่อมราชวงศ์ปรีย์พจน์พดุง หม่อมราชวงศ์หญิงปรุงสมร หม่อมราชวงศ์หญิงอรสนม และหม่อมราชวงศ์นิยมสิริ จักรพันธุ์

______________

ในภาพทรงฉลองพระองศ์เต็มยศ กรมมหาดเล็ก ในสมัยรัชกาลที่ ๖ และ เสื้อคลุมปักดิ้นทองสำหรับชุดเต็มยศ ซึ่งสวมทับ เสื้อ tailcoat พร้อม กางเกงขาสั้นแบบ breeches และ หมวกแบบ bicorne อันเป็นเครื่องแต่งกายเต็มยศของข้าราชการพลเรือนในสมัยนั้น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากราชสำนักอังกฤษในสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ รูปแบบการแต่งกายแบบนี้ แสดงให้เห็นอิทธิพลของราชสำนักตะวันตกที่สยามรับเข้ามาอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ ๔ และพัฒนาสมบูรณ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ และ ๖

ในภาพนี้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปิยบุตร์ ทรงประดับเสื้อคลุมปักดิ้นทองและเงินด้วย ดวงดาราทุติยจุลจอมเกล้าแบบปักไหมและดิ้นทองที่ต้นแขนซ้าย ทั้งยังสวม สายสะพายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย และประดับด้วย กระบี่หัวพระเกี้ยว สำหรับข้าราชการพลเรือนกรมมหาดเล็ก และกระทรวงวัง

สิ่งที่น่าสนใจในภาพนี้คือการพัฒนาการของ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย และสีของสายสะพาย

คนส่วนมากจะคุ้นเคยกับสีของสายสะพายนำ้เงิน แขบเขียว และริ้วแดงเหลือง แต่ในสมัย รัชกาลที่ ๕-๗ สายสะพายยังเป็นสีฟ้าพาสเทล และยังมีสีฟ้าเฉดอื่นด้วยครับ รวมไปถึงแบบของดวงตราที่เปลี่ยนไปอีกด้วย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร (Francis Henry Gile)

พระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร (Francis Henry Gile)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเล็กชันนี้ เป็นภาพของ พระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร เดิมชื่อ ฟรานซิส เฮนรี ไจลส์ (Francis Henry Gile) เป็นชาวอังกฤษผู้เข้ามารับราชการในสยาม และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานระบบสรรพากรสมัยใหม่ของประเทศ จนได้รับการยกย่องให้เป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนแรกของสยาม ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๒ ณ เมืองพลิมัท (Pymounth) ประเทศอังกฤษ ก่อนจะเข้ารับราชการกับรัฐบาลอังกฤษในพม่า และต่อมาได้ถูกยืมตัวเข้ามารับราชการในสยามเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้วยความรู้ความสามารถด้านการบริหารและการคลัง ท่านได้รับมอบหมายให้ช่วยจัดระเบียบการจัดเก็บภาษีทั่วราชอาณาจักร ผลงานของท่านมีความสำคัญอย่างมากต่อการปฏิรูประบบราชการสยาม รัฐบาลจึงชักชวนให้ลาออกจากราชการอังกฤษและเข้ารับราชการกับสยามโดยตรง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร และพระราชทานนามสกุล “จิลลานนท์” ให้แก่ท่าน

เมื่อมีการรวมกรมสรรพากรนอกและกรมสรรพากรในเข้าเป็นกรมสรรพากรเดียวกันใน พ.ศ. ๒๔๕๘ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนแรกอย่างเป็นทางการ และดำรงตำแหน่งนี้ต่อเนื่องมาจนกระทั่งสุขภาพทางสายตาทรุดโทรมลง จึงต้องลาออกจากราชการใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ภายหลังเกษียณ ท่านยังคงพำนักอยู่ในสยาม ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อ่านหนังสือ เขียนงาน และมีบทบาทในสยามสมาคมอย่างต่อเนื่อง จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ หลังประสบอุบัติเหตุหกล้มได้เพียง ๗ วัน

ในด้านยศเกียรติและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเลื่อนชั้นเป็น มหาอำมาตย์ตรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ และ มหาอำมาตย์โท เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ อีกทั้งยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำคัญหลายรายการ อาทิ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๖ และ เหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๗ ชั้นที่ ๒

สิ่งที่ทำให้คอลเล็กชันนี้โดดเด่นเป็นพิเศษ มิได้มีเพียงความงดงามของ เสื้อครุยราชสำนักสำหรับแต่งเต็มยศ และ เสื้อครุยจุลจอมเกล้า ชั้นพระยา ประดับด้วยดวงดารา ซึ่งปักด้วยดิ้นเงินและไหมสีน้ำเงินกับสีชมพูเท่านั้น หากยังรวมถึง วิธีการจัดเรียงเหรียญและแพรแถบ ที่มีลักษณะเฉพาะอีกด้วย

แทนที่จะติดเหรียญแยกเป็นชิ้นตามแบบแผนทั่วไป เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชุดนี้กลับจัดในลักษณะ “แบบมัด” คือการนำแพรแถบมาพับและรวบรวมเป็นชุดเดียวกัน แล้วแขวนเหรียญลงมาเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบดังที่ปรากฏในภาพ วิธีการเช่นนี้ทำให้เกิดความต่อเนื่องของสีสัน จังหวะของผืนแพรที่พับซ้อนกัน และองค์ประกอบที่กระชับเป็นหนึ่งเดียว

การจัดเรียงในลักษณะนี้ก่อให้เกิดความงดงามอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากการติดเหรียญเดี่ยว กล่าวคือมีความเป็นระเบียบ เรียบร้อย และสง่างามในเชิงองค์ประกอบภาพ พร้อมทั้งสะท้อนถึงฐานันดร เกียรติยศ และรสนิยมของการแต่งกายเต็มยศในราชสำนักสยาม ที่ให้ความสำคัญทั้งในด้านแบบแผนและความงามควบคู่กันอย่างกลมกลืน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI ในคอลเล็กชันนี้ เป็นภาพของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หม่อมราชวงศ์หลาน กุญชร)

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ นามเดิม หม่อมราชวงศ์หลาน เป็นบุตรของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงคฤทธิ์ (ซึ่งเป็นพระโอรสในกรมพระพิทักษ์เทเวศร์) กับหม่อมสุด บุตรีของขุนพัฒน์ (ทอง) เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๙๕

เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นพระราชนัดดาที่ทรงพระเมตตาเป็นพิเศษ จึงทรงเรียกว่า “หลาน” อยู่เสมอ จนกลายเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันตลอดชีวิต ได้ถวายตัวเข้ารับราชการในรัชกาลที่ ๔ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกวดมหาดเล็กหุ้มแพร แล้วเป็นนายจ่ายง ต่อมาเป็นหลวงเดชนายเวร ภายหลังเป็นเจ้าหมื่นสรรเพธภักดี แล้วเลื่อนเป็นพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ จางวางมหาดเล็ก ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ (ค.ศ. ๑๘๙๑) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จประพาสลิวาเดีย (ไครเมีย) พร้อมกับเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ ๓ จักรพรรดิรัสเซีย โดยเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นักบุญอันนา ชั้นที่ ๒

ภาพนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศทั้งหมด

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

บันทึกระเบียบวิธีการทำงานการบูรณะภาพด้วย AI จากภาพต้นฉบับดิจิตอลขาวดำ

บันทึกระเบียบวิธีการทำงานการบูรณะภาพด้วย AI จากภาพต้นฉบับดิจิตอลขาวดำ

ภาพ: พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ท่านเป็นที่รู้จักในนาม "เจ้าคุณกรุง" ซึ่งเป็นสมัญญานามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชทานให้แก่ท่านโดยเฉพาะ

ต้นฉบับ: ภาพถ่ายกระจกเนกาทีฟจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

โครงการ: AI Fashion Lab, London 2026

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้น เสวยพระกระยาหารใต้ร่มไม้กับคณะตามเสด็จ พ.ศ. ๒๔๔๙

รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสต้น เสวยพระกระยาหารใต้ร่มไม้กับคณะตามเสด็จ

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งคณะตามเสด็จ ในการเสด็จที่เรียกว่าประพาสต้น ซึ่งมี ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๔๙

ในพระบรมฉายาลักษณ์องค์นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (ประทับด้านซ้ายทรงพระมาลาสีขาวนวล) ขณะเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่เมืองกำแพงเพชร

อ. เอนก นาวิกมูล เชื่อว่าเป็นภาพที่ฉายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ชุดเดียวกับภาพฉายใต้ร่มไผ่ แถบกำแพงเพชร หรือบริเวณใกล้เคียง (ในภาพนั้นจะเห็น รัชกาลที่ ๕ ประทับอยู่ขวาสุด และเห็นซุ้มไผ่ข้างบน) เพราะมีผู้ตามเสด็จตรงกับที่ทรงเอ่ยนามไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง เสด็จประพาสต้นครั้งที่สอง เช่น

พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์ – ไว้หนวด หันหน้ามามองกล้อง มีผ้าคาดสะเอว นั่งเท้าแขน) ถัดไป (ทวนเข็มนาฬิกา) คือ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ถัดไปน่าจะเป็นเงาะคนัง (เด็กเล็ก) กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

ถัดไปคือ กรมหลวงสรรพสาสตรศุภกิจ (ที่พระยาบุรุษรัตนฯ บังอยู่) ถัดไปคือ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และจากนั้น (ติดกับรัชกาลที่ ๕) น่าจะเป็นพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ด้านซ้าย สวมเสื้อนอก หันหลัง คือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ในพระราชนิพนธ์ พ.ศ. ๒๔๔๙ รัชกาลที่ ๕ ทรงกล่าวถึงการถ่ายรูปไว้มาก เพราะเป็นสมัยที่ทรงสนพระทัยเล่นกล้อง เท่าที่ผู้บรรยายนับคำในพระราชนิพนธ์ฯ ชิ้นนี้ดู (ต้นฉบับมีถึงคลองบอระเพ็ด) ปรากฏว่าทรงพูดถึงการถ่ายรูปถึง ๕๒ ครั้ง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

นายร้อยโท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงฉายพร้อมด้วย นายร้อยตรี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พ.ศ. ๒๔๔๔

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ขณะที่ทรงพระยศ นายร้อยโท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงฉายพร้อมด้วย นายร้อยตรี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ (ค.ศ. 1901)

การที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จประทับ ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในครั้งนี้ ควรพิจารณาในบริบทของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามกับจักรวรรดิรัสเซียในปลายรัชกาลที่ ๕ อันเป็นช่วงเวลาที่สยามกำลังดำเนินพระราชนโยบายทางการต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางแรงกดดันจากจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสรัสเซียเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ และทรงสถาปนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับราชสำนักโรมานอฟอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ก็ได้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารในรัสเซียและทรงใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงราชสำนักรัสเซียอยู่แล้ว ดังนั้น การเสด็จไปยังกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ จึงมิได้เป็นเพียงการเสด็จเยี่ยมพระอนุชาเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความสำคัญของรัสเซียในฐานะมิตรประเทศสำคัญของสยามในยุคที่การทูตและความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการธำรงเอกราชของประเทศ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

รัชกาลที่ ๖ ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศทหารรักษาวัง

รัชกาลที่ ๖ ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศทหารรักษาวัง

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศทหารรักษาวัง กรมทหารรักษาวัง วปร.

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกรณียกิจด้าน “การทหาร” หลายประการ เช่น การก่อตั้งกองเสือป่า การก่อตั้งราชนาวีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ การนำสยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ และการสถาปนา “กรมทหารรักษาวัง” เป็นต้น

หลังการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ไม่นาน ทหารจำนวนหนึ่งได้รวมกลุ่มกันก่อการกบฏ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “กบฏ ร.ศ. ๑๓๐” แม้การก่อการจะไม่สำเร็จ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของพระราชบัลลังก์ เนื่องจากนับเป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์และสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกท้าทายพระราชอำนาจจากสามัญชน

รัชกาลที่ ๖ จึงมิได้ทรงแน่พระราชหฤทัยต่อความจงรักภักดีของทหารในกองทัพ และเพียง ๓ เดือนหลังเหตุการณ์กบฏ ได้ทรงสถาปนากรมทหารรักษาวังขึ้น เพื่อถวายความปลอดภัยเป็นการส่วนพระองค์ แทนการใช้ทหารจากกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์

กรมทหารรักษาวังที่จัดตั้งขึ้นใหม่นั้น เดิมแบ่งออกเป็น ๒ กองพัน คือ กองพันที่ ๑ ประจำการอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง และกองพันที่ ๒ ประจำการอยู่ที่พระราชวังดุสิต มีสมุหราชองครักษ์เป็นผู้บังคับการ ทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการ โดยใช้เงินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นงบประมาณสำหรับบริหารกิจการภายในกรม ทั้งนี้ สายการบังคับบัญชาของกรมทหารรักษาวังแยกออกจากกระทรวงกลาโหม แต่กรมทหารรักษาวังก็มีการเกณฑ์ทหารเช่นเดียวกับกองทัพบก

ในส่วนของกำลังพลนั้น มีการโอนย้ายจากข้าราชบริพารที่สังกัดกรมวังนอกเดิม และนายทหารบางนายในสังกัดกระทรวงกลาโหมเข้ามาสังกัดกรมทหารรักษาวัง นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการในพระราชสำนัก รวมทั้งมหาดเล็กในพระราชสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมัครเข้าเป็นทหารรักษาวังด้วย

ด้วยพระราชประสงค์ให้กรมทหารรักษาวังทำหน้าที่ถวายความปลอดภัยและเป็นกองทัพส่วนพระองค์ ผู้บังคับบัญชาของกรมทหารรักษาวังจึงเป็นบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย หรือเป็นผู้ที่ทำงานรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ เช่น พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) จเรทหารรักษาวัง, พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี (แมค เศียนเสวี) รองจเรทหารรักษาวัง และพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) ผู้บังคับการกรมทหารรักษาวัง เป็นต้น

ต่อมา กรมทหารรักษาวัง วปร. มีรูปแบบการจัดกำลังแบบทหารราบในสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยแบ่งออกเป็น ๓ กองพัน คือ

๑. กองพันที่ ๑ กรมทหารรักษาวัง วปร. ประจำการอยู่ที่พระบรมมหาราชวัง
๒. กองพันที่ ๒ กรมทหารรักษาวัง วปร. ประจำการอยู่ที่พระราชวังดุสิต
๓. กองพันที่ ๓ กรมทหารรักษาวัง วปร. ประจำการอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ดูแลพื้นที่มณฑลนครศรีธรรมราช ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และเพชรบูรณ์ ก่อนจะยุบเลิกเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๘

กรมทหารรักษาวังมีสมุหราชองครักษ์เป็นผู้บังคับการ ทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการ โดยใช้เงินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นงบประมาณสำหรับบริหารกิจการภายในกรม และยังมีศาลทหารรักษาวังสำหรับพิจารณาคดีโดยเฉพาะ ทำให้สายการบังคับบัญชาแยกออกจากกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม

ทหารรักษาวัง วปร. แต่งกายด้วยหมวกอุศเรน ซึ่งมีตราพระครุฑพ่าห์โลหะสีทองติดทับบนดอกไม้แพรจีบสีบานเย็น ประดับพู่สีขาว สวมเสื้อราชปะแตน และกางเกงสีขาบแถบสีบานเย็น

เมื่อสิ้นรัชสมัยแล้ว กรมทหารรักษาวังก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกับกองเสือป่า ซึ่งกลายเป็นส่วนเกินของระบบราชการ รัชกาลที่ ๗ ทรงลดความสำคัญของกรมทหารรักษาวังลง ด้วยการลดอัตรากำลังพลของกรม และภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กรมทหารรักษาวังก็ถูกยุบเลิก โดยหน่วยทหารในสังกัดได้โอนไปขึ้นกับกองทัพบกแทน

ต่อมาหน่วยดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็น กองพันทหารราบที่ ๙ (ร.พัน.๙) และในเวลาต่อมาเปลี่ยนเป็น กองพันทหารราบที่ ๓ ของกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.๑ พัน.๓ รอ.) ปัจจุบันย้ายไปสังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (นถปภ.รอ.)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระราชพิธีอภิเษกสมรส รัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ฉายในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ขณะที่ยังทรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา และหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระชายา เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ (ค.ศ. ๑๙๑๘) ในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษา ๒๕ พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี มีพระชนมพรรษา ๑๔ พรรษา

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ)

เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ)

พระราชสำนักฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ 6 มีข้าบาทบริจาริกาถวายงานรับใช้กษัตริย์เป็นมหาดเล็กชายหนุ่มที่พระองค์ทรงคัดเลือกไว้มากกว่าจะเป็นหน้าที่ของข้าราชสำนักฝ่ายในเพศหญิง ในบรรดานายในที่โปรด เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล. เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) คือบุคคลที่ว่ากันว่า เป็นนายในที่ทรงรักใคร่เชื่อถืออย่างมากแต่ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่าเป็นเพราะเหตุใด (นอกเหนือจากการเป็นผู้รู้พระราชหฤทัยอย่างยิ่ง)

จากบันทึกของม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล นามสกุลว่า “พึ่งบุญ” นั้นอ้างอิงพระราชดำรัสว่า สกุลนี้อยู่มาได้ก็เพราะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ทรงชุบเลี้ยงต่อกันมา

เจ้าพระยารามราฆพ เกิดเมื่อ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2433 เป็นบุตรเจ้าพระยาประสิทธิ์ศุภการ (ม.ร.ว. ละม้าย) และพระนมทัด พึ่งบุญ ณ อยุธยา

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ)

พระยาอนิรุทธเทวา

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ พลตรี พระยาอนิรุทธเทวา หรือ หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 เป็นบุตรของ พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมราชวงศ์ละม้าย พึ่งบุญ) กับพระนมทัต พึ่งบุญ ณ อยุธยา พระนมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

มีพี่ชายคือ เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ทั้งคู่ได้ถวายงานสนองเบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร

พระยาอนิรุทธเทวาถวายตัวพร้อมกับพี่ชายเมื่อ ค.ศ. 1906 หลังรัชกาลที่ 6 เสด็จนิวัติจากทวีปยุโรปคืนสู่พระนคร

จากนั้นหน้าที่การงานได้เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในปี ค.ศ. 1911 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น นายสมุทรมโนมัย ชั้นหุ้มแพร มีหน้าที่เป็นนายม้าต้นสังกัดกรมพระอัศวราช นายสมุททรมโนมัย ขณะนั้นมีชื่อเสียงเรื่องลือว่า มีความสามารถด้านขี่ม้ามากยากจะหาใครเทียมในยุคนั้น

ในที่สุดในปี ค.ศ. 1916 หรืออีก 5 ปีต่อมา ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาอนิรุทธเทวา” ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เช่น อธิบดีกรมมหาดเล็กและผู้บัญชาการกรมมหรสพ และเป็นมหาดเล็กส่วนพระองค์ถวายงานสนองเบื้องพระยุคลบาทเรื่อยมา เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่เติบโตในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล

ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล

ภาพที่ได้รับการบูรณะและเพิ่มสีด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นภาพของ ท่านผู้หญิงเสงี่ยม สุเรนทราธิบดี และ ม.ล. ปิ่น มาลากุล ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๖ โดยอ้างอิงรายละเอียดเครื่องแต่งกาย เครื่องหมาย และบริบททางประวัติศาสตร์จากหลักฐานร่วมสมัย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา และเจ้าจอมมารดาอ่อน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและเพิ่มสีสันด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นี้ เป็น พระรูปของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา และเจ้าจอมมารดาอ่อน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ซึ่งได้รับการฟื้นฟูจากภาพถ่ายขาวดำในสมัยรัชกาลที่ ๕

เจ้าจอมมารดาอ่อน (๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๒) เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระมารดาใน

  1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ

  2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา

นอกจากนี้ยังมีพระเจ้าลูกเธอที่ตกพระโลหิตก่อนจะได้รับการสถาปนาอีกสองพระองค์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า”

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” เป็นตำแหน่งพระมหาอุปราชและรัชทายาทที่มีอำนาจสูงที่สุดรองจากกษัตริย์ มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ ๕ เพื่อช่วยบริหารราชการและปกครองเมืองสำคัญ วังหน้าประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล และมักเป็นพระอนุชาหรือพระราชโอรสองค์สำคัญ

พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ พระบวรราชวัง ตั้งอยู่ที่เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นพระราชวังที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งทรงดำรงพระอิสริยยศกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้สร้างขึ้น โดยเริ่มสร้างพร้อม ๆ กับพระบรมมหาราชวังใน พ.ศ. ๒๓๒๕ การก่อสร้างพระราชวังแห่งนี้ใช้พื้นที่ตั้งแต่ทิศเหนือของวัดสลัก (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร) ขึ้นไปจรดคลองคูเมืองเดิม และได้ทำผาติกรรมที่ดินส่วนหนึ่งทางด้านเหนือของวัดสลักเข้ามาเป็นเขตพระราชวังบวรสถานมงคลด้วย

อาณาเขตของพระราชวังบวรสถานมงคลเดิมกว้างขวางมาก แต่ปัจจุบันได้ดัดแปลงส่วนหนึ่งเป็นสนามหลวง และถนน รวมทั้งเป็นที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑. สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
(ดำรงพระยศ พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๔๖)

หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าพระยาสุรสีห์ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) ได้มีการย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมายังกรุงเทพมหานคร และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคลขึ้นในคราวเดียวกัน

๒. สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์
(ดำรงพระยศ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๐)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์) พระองค์ทรงสมรสกับพระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และได้เสด็จเข้าประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล

๓. สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ
(ดำรงพระยศ พ.ศ. ๒๓๖๗ – พ.ศ. ๒๓๗๕)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ) หลังจากนั้น พระองค์ทรงประทับอยู่ที่พระราชวังบวรสถานมงคลตลอดพระชนม์ชีพ

๔. พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ดำรงพระยศ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๘)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และรับพระบวรราชโองการให้มีพระเกียรติยศเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้เรียกพระราชวังบวรสถานมงคลว่า พระบวรราชวัง ขณะที่วังหลวงเรียกว่าพระบรมมหาราชวัง

๕. กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
(ดำรงพระยศ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๘)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากการเสด็จทิวงคตของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้สถาปนาเจ้านายพระองค์ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลอีก

ต่อมา พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ทำให้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลถูกยกเลิกไป

ดังนั้น พระราชวังบวรสถานมงคลจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนับตั้งแต่นั้นมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดัดแปลงสนามวังหน้าเป็นส่วนหนึ่งของท้องสนามหลวง และรื้อป้อมปราการต่าง ๆ ลง

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานไปไว้ที่ พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลให้จัดตั้งขึ้นเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙

ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นที่ตั้งของ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
โรงละครแห่งชาติ
และพื้นที่ด้านเหนือฝั่งตะวันตกของท้องสนามหลวง

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา

คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพของ คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา สตรีชั้นสูงผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับข้าราชการสำคัญและราชสำนักสยามในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

คุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา สมรสกับ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) อดีตมหาดเล็กข้าหลวงเดิมใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยท่านมีราชทินนามเต็มว่า

“มหาเสวกโท พระยาสุรินทราชา สยามราชภักดี พิริยะพาหะ”

พระยาสุรินทราชา มีนามเดิมว่า นกยูง วิเศษกุล เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในราชการ ได้แก่ อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข และ สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต นอกจากบทบาทในราชการแล้ว ท่านยังมีความสำคัญในประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยในฐานะผู้แปลนวนิยายเรื่อง ความพยาบาท จากเรื่อง Vendetta ของ มารี คอเรลลี โดยใช้นามปากกาว่า “แม่วัน” ซึ่งถือกันโดยทั่วไปว่าเป็น นวนิยายแปลเล่มแรกของประเทศไทย

ด้วยผลงานอันเป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมแปลไทยนี้ จึงได้รับการยกย่องจาก สมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย โดยได้ตั้งชื่อรางวัลประจำปีสำหรับนักแปลและล่ามดีเด่นว่า “รางวัลสุรินทราชา”

นอกจากนี้ ยังมี ถนนวิเศษกุล ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน

พระยาสุรินทราชา และคุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา มีธิดา ๔ คน โดยธิดาคนสุดท้องคือ หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยาหม่อมใน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้ซึ่งต่อมาทรงดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ดังนั้น พระยาสุรินทราชา และคุณหญิงเนื่อง สุรินทราชา จึงเป็น พระสสุระและพระสัสสุ ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา

หม่อมกอบแก้ว อาภากร ณ อยุธยา ยังเป็น มารดาอุปถัมภ์ ของ เจ้ากอแก้วประกายกาวิล ณ เชียงใหม่
(๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘) ธิดาคนสุดท้องในจำนวน ๓ คน ของ เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ และ เจ้าศิริประกาย ณ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระธิดาของ พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ (เจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ ๙)

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ)

ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ)

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือภาพของ ท่านเจ้าคุณพระธรรมดิลก(อิ่ม จนฺทสิริ) ป.ธ ๔ อดีตเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะราชวรวิหาร ถ่ายไว้แต่เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ราชทินนาม พระเทพมุนี ก่อนปี พ.ศ ๒๔๖๖ (1923)(สมัยรัชกาลที่ ๖)

พระธรรมดิลก (อิ่ม) วัดราชบูรณะ กรุงเทพฯ เป็นพระเถราจารย์สมัยรัชกาลที่ ๕-๖

พระธรรมดิลก (อิ่ม) วัดราชบูรณะ เป็นชาวเจ้าเจ็ด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทพรังษี บ้านเจ้าเจ็ด แล้วย้ายมาอยู่ที่วัดราชบูรณะ กรุงเทพมหานคร จนอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดราชบูรณะ โดยมีพระธรรมวโรดม (สมบูรณ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทสิริ” ขณะที่เป็นสามเณรอยู่ที่วัดราชบูรณะนั้น ท่านสอบได้เปรียญ ๓ ประโยค ภายหลังจึงได้แปลอีก ๑ ประโยค รวมเป็น ๔ ประโยค

ในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปลัด ฐานานุกรมของพระธรรมไตรโลกาจารย์ (แสง)
พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้เป็นพระครูปลัดสุวัฒนสุตคุณ ฐานานุกรมของพระธรรมวโรดม
พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้รับสมณศักดิ์พระราชาคณะที่ “พระศิริธรรมมุนี”
พ.ศ. ๒๔๓๘ ได้เลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ “พระราชเมธี ศรีประสาธน์สุตาคม”
พ.ศ. ๒๔๔๓ ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข
พ.ศ. ๒๔๔๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระเทพมุนี และย้ายกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ

พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนขึ้นมาเป็นที่พระธรรมดิลก และสมณศักดิ์พระธรรมดิลกนี้ เป็นครั้งแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่แต่งตั้งขึ้นในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๖ และท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์นี้เป็นรูปแรก หลังจากที่ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระธรรมดิลกได้เกือบหนึ่งปี ท่านก็ได้มรณภาพในวันที่ ๑ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ สิริอายุได้ ๗๗ ปี พรรษา ๕๕

_________

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องต้นน้อย ทรงพระมาลาเพชรน้อย (หมวกประดับเพชร) เสด็จขึ้นประทับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระมหามณเฑียรพร้อมด้วยพระอัครมเหสี และพระขัตติยานีละล้วนพระราชสัมพันธภคินีและพระราชภาติกา เชิญเครื่องมงคลราชสิริเฉลิมพระราชมณเฑียร โดยเสด็จตามโบราณขัตติยราชประเพณี เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๘ (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๖๙) พระฤกษ์สามทุ่ม ๕๑ นาที

ในการสร้างสรรค์นี้ได้สร้างสรรค์สีฉลองพระองค์ตามที่บัญทึกไว้ใน จดหมายเหตุบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๖๘ ฉบับพระยาประกาศอักษรกิจ เรียบเรียง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นที่ระลึก ในการเชิญพระบรมอัฐิ เสด็จคือเข้าสู่พระนคร พุทธศักราช ๒๔๙๒

ครั้นคำ่ใกล้พระฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องสีพิชัยสงคราม (สีนำ้เงิน) ทรงพระมาลาเพ็ชรน้อย เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งบรมพิมานโดยทางในทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินและเงินสลึงตามทางลาดพระบาท เสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระมหามณเฑียร มีพระราชวงศ์ฝ่ายในเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภคตามเสด็จคือ

(แถวหน้าจากซ้ายไปขวา)

1. หม่อมเจ้าดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า รพีพัฒน์ (พระชายา หม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร) เชิญพานพืช

2. พระองค์เจ้าหญิงสุทธวงษวิจิตร (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) เชิญพระแสงมรกต (พระแสงดาบญี่ปุ่น ของรัชกาลที่ 7)

3. สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเชิญขันทรงโปรย (มีดอกพิกุลเงินพิกุลทอง)

4. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

5. พระองค์เจ้าหญิงศิริรัตนบุษบง (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) พระชายาหม่อมเจ้าอาชวดิศ ดิศกุล เชิญพระแสงเพชรน้อยนวโลหะ (พระแสงขรรค์ ของรัชกาลที่ 5 ใช้คู่กับพระมาลาเพชรน้อย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในพระบรมรูปนี้)

6. พระองค์เจ้าหญิงมยุรฉัตร (ในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน) พระชายาหม่อมเจ้าโสภณภราไดย สวัสดิวัตน์ เชิญธารพระกรศักดิ์สิทธิ์และอุ้มไก่ขาว

7. หม่อมเจ้าสุริยนันทนา สุริยง (ภรรยานายจิตติ สุจริตกุล) อุ้มวิฬาร์

(แถวหลังจากซ้ายไปขวา)

8. หม่อมเจ้าพัฒน์คณนา กิติยากร (ชายาหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์) เชิญจั่นหมากทอง

9. หม่อมเจ้าสวาสดิ์วัฒโนดม ประวิตร เชิญศิลาบด

10. พระองค์เจ้าหญิงพิสิฐสบสมัย (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) ชายาหม่อมเจ้าโกลิต กิติยากร เชิญพระแส้หางช้างเผือก

11. หม่อมเจ้าพรรณเพ็ญแข เพ็ญพัฒน์ (ภรรยาหม่อมราชวงศ์บรรลือศักดิ์ กฤดากร) เชิญพานฟัก

12. หม่อมเจ้าจารุพัตรา อาภากร (ภรรยาหลวงศุภชลาศัย) เชิญกุญแจทอง

13. พระองค์เจ้าหญิงรำไพประภา (ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช)

(ชายาหม่อมเจ้าธานีเสิกสงัด ชุมพล) เชิญพระสุพรรณศรี

14. หม่อมเจ้ารัสสาทิศ สวัสดิวัตน์ (ชายาหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร) เชิญพานดอกไม้ธูปเทียน

15. หม่อมเจ้าพวงรัตนประไพ เทวกุล (ชายาหม่อมเจ้าอุปลีสาณ ชุมพล) เชิญพระรัตนกรัณฑ์ (หีบทอง ประดับเพชรใส่เครื่องเขียน)

16. หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ เชิญพานพระศรี

17. หม่อมเจ้าผุสดีวิลาศ สวัสดิวัตน์ เชิญพานดอกไม้ธูปเทียน

18. หม่อมเจ้าแขไขจรัส เทวกุล (ชายาหม่อมเจ้าสโมสรเกษม เกษมศรี) เชิญพานพระกล้อง

Read More