History of Fashion

Lupt Utama Lupt Utama

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ พระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ‘ที่ไม่ทรงโปรด’

พระองค์เจ้าผ่องประไพ พระราชธิดาพระองค์แรก ของ ร. ๕

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ พระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ เป็นพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ‘ที่ไม่ทรงโปรด’ หรือ ทรงโปรดน้อยกันบ้าง ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับพระองค์มีน้อยมาก แม้จะเป็นพระราชธิดาพระองค์โต แต่ก็ไม่ได้รับการยกย่องอะไรนัก

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าผ่องประไพ หรือ พระองค์เจ้าผ่อง เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ก่อนขึ้นครองราชย์) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข (มรว.แข พึ่งบุญ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2410 ขณะนั้นพระบิดาดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ ส่วนพระมารดาเป็นพระพี่เลี้ยงของพระบิดา ขณะพระบิดามีพระชนมายุเพียง 14-15 พรรษา ส่วนพระมารดามีอายุมากกว่าพระบิดาประมาณ 3 ปี 

ซึ่งความสัมพันธ์ในครั้งนั้น พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบ จนเมื่อประสูติเป็นพระธิดา เจ้าจอมมารดาเที่ยง ซึ่งเป็นเจ้าจอมที่ทรงโปรดปราน ได้อุ้มพระกุมารีขึ้นให้ทอดพระเนตรเป็นการกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อตรัสถามว่าพระกุมารีนี้เป็นธิดาของใคร เจ้าจอมมารดาเที่ยงมิได้ทูลตอบทันที กลับกราบทูลเลี่ยง ๆ ให้ทอดพระเนตรเองว่า พระกุมารีนั้นพระพักตร์เหมือนผู้ใด จึงตรัสว่า “เหมือนแม่เพย” คือสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระอัครมเหสี พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง 

'พระองค์เจ้าผ่องประไพ' ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ทรงอาภัพมาก ๆ เพราะพระองค์อาศัยอยู่ในตำหนักเก่า ๆ ต่างจากตำหนักของเจ้าน้อง ๆ ที่มีขนาดใหญ่โตหรูหรา เล่ากันว่าพระองค์เป็นพระบรมวงศ์ศานุวงศ์เพียงพระองค์เดียวที่เก็บตัวอยู่แต่ในพระตำหนัก แทบจะไม่ได้ย่างก้าวออกจากประตูพระบรมมหาราชวังตั้งแต่วันประสูติจนถึงวันสิ้นพระชนม์เลย อย่าเพิ่งดราม่านะ!!! มาลองมาดูปัจจัยที่น่าจะทำให้ไม่ทรงโปรดกันก่อน

เริ่มจากการที่พระมารดาเจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข มีปัญหากับพระบิดาโดยสาเหตุมาจากเมื่อ พระองค์เจ้าผ่องฯ  ขณะทรงพระเยาว์ประชวรหวัด พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ ฯ เยี่ยมพระธิดา ตรัสถามเจ้าจอมมารดาแข ถึงพระอาการประชวรของพระธิดาถึง 3 ครั้ง เจ้าจอมมารดาแขก็มิได้ทูลตอบ จึงทรงพิโรธมิได้ตรัสด้วยอีกต่อไป และโปรดมอบพระองค์เจ้าผ่อง ฯให้ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร” หรือ “ทูลกระหม่อมแก้ว” เป็นผู้ทรงอภิบาลพระราชธิดาแทน เมื่อไม่ทรงโปรดเจ้าจอมมารดาหม่อมราชวงศ์แข จึงน่าจะทำให้ไม่ได้ทรงมีความใกล้ชิดกับพระราชธิดาพระองค์นี้

เหตุต่อมาเมื่อพระองค์เจ้าผ่องฯ มีพระชนมายุ 6 พรรษา รัชกาลที่ 5 ทรงลาผนวช ในวันที่เสด็จออกผนวชนั้นพระราชวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการก็ต่างพากันมาหมอบเข้าเฝ้าตามธรรมเนียมชาววัง แต่รัชกาลที่5 ทรงรับสั่งให้ทุกคนยืนเข้าเฝ้าได้ตามธรรมเนียมฝรั่ง ดังนั้นบรรดาพระราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการจึงพากันยืนเข้าเฝ้า แต่ทว่า พระองค์เจ้าผ่องฯ ผู้เป็นเด็กที่ยึดมั่นตามโบราณประเพณีจึงไม่ยอมยืนขึ้น ยังคงหมอบกราบอยู่ รัชกาลที่ 5 เห็นดังนั้นก็ทรงกริ้ว ถึงกับเสด็จฯ ไปดึงพระเมาลี (จุกผม) ให้ยืน แต่พระองค์เจ้าผ่องฯ ก็มิทรงยืน เหตุนี้พระพุทธเจ้าหลวงจึงน่าจะไม่โปรดพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้มากนัก ถึงแม้จะเป็นพระราชธิดาพระองค์แรกก็ตาม อันนี้ว่ากันว่าคือการยึดมั่นของพระองค์ที่ทรงมีอยู่ตลอดพระชนม์ชีพ

นอกจากนี้ด้วยพระอัธยาศัยเงียบขรึมเก็บพระองค์ ไม่โปรดปรานการสังสรรค์กับผู้ใด เล่าลือกันว่าทรง “ดื้อเงียบ” หากทรงไม่พอพระทัยสิ่งใดแล้วจะไม่ทรงปฏิบัติเด็ดขาด แม้จะทรงถูกกริ้วหรือถูกลงโทษก็ทรงเงียบเฉย จึงทำให้ไม่ทรงสนิทชิดเชื้อกับผู้ใดรวมทั้งพระบรมราชชนก นอกจากพระอุปนิสัย ก็ว่ากันว่าพระองค์ไม่ได้ทรงฉลาดนัก อีกทั้งพระโฉมไม่ค่อยงาม 

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระประวัติ พระนางเรือล่ม อัครมเหสีในรัชกาลที่ 5 โศกนาฏกรรมสู่ตำนานความศักดิ์สิทธิ์

พระประวัติ พระนางเรือล่ม อัครมเหสีในรัชกาลที่ 5 โศกนาฏกรรมสู่ตำนานความศักดิ์สิทธิ์

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ เพชรรัตน์ ในฉลองพระองค์แบบขัติยนารี แบบเต็มยศ

กรณีสิ้นพระชนม์ของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 ในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยเรือพระประเทียบล่มขณะกำลังเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอิน 

พระประวัติ “พระนางเรือล่ม” พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ลำดับที่ 50 พระมารดาคือ สมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน ปีวอก พ.ศ. 2403 ณ พระบรมมหาราชวัง

ทรงถวายองค์เป็นพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 เมื่อเจริญพระชนมายุได้ 17 พรรษา ด้วยมีพระสิริโฉมงดงาม พระสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “พระอัครมเหสี” และยังเป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หายิ่งกว่าพระอัครมเหสีองค์อื่น ๆ

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ทรงมีพระราชธิดา พระองค์แรกเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ เพชรรัตน์ ขณะเสด็จฯ มายัง พระราชวังบางปะอินพระองค์ก็ทรงพระครรภ์ได้ 5 เดือน

เหตุสลดในวันนั้นเล่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ล่ม เนื่องเพราะเรือพระพันปีหลวง หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถบรมราชชนนี พันปีหลวงแล่นแซง ประกอบกับนายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ เมาเหล้า ขาดสติในการควบคุมเรือ เรือจึงล่ม และทั้งที่พระองค์ก็ทรงว่ายน้ำได้ แต่เพราะความที่ทรงห่วงพระราชธิดา จึงต้องสิ้นพระชนม์ไปพร้อมกัน รวมทั้งพระพี่เลี้ยง รวมทั้งสิ้น 4 ศพ ที่จมอยู่ใต้ท้องเรือโดยที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย 

อุบัติเหตุครั้งร้ายแรงนี้เกิดจากความประมาทในการเดินเรือเป็นสาเหตุสำคัญ แต่กระนั้นยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ ความเคร่งครัดในกฎมณเฑียรบาลที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายของพระมเหสี มิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งตระกูล กฎมณเฑียรบาลข้อนี้ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการช่วยเหลือ จนทำให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์พร้อมกับพระราชธิดาในที่สุด

ก่อนการเสด็จพระราชวังบางปะอินใน พ.ศ. 2423 สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์  ทรงพระสุบิน (ฝัน) บอกเหตุในคืนก่อนวันสิ้นพระชนม์ว่า

พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอได้เสด็จไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะทรงพระราชดำเนินข้ามสะพาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอบังเอิญพลาดพลัดตกลงไปในน้ำ พระองค์ได้ทรงคว้าพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอไว้ได้ครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ลื่นหลุดพระหัตถ์ไปอีก ทรงตามไขว่คว้าจนพระองค์เองตกลงไปในน้ำด้วย ทรงหวั่นในพระทัยอยู่เหมือนกันว่าพระสุบินนี้จะเป็นลางร้าย แต่สุดท้ายก็ได้ตามเสด็จไปตามพระราชประสงค์

อนุสรณ์แห่งความรักของในหลวงรัชกาลที่ 5

ความผูกพันที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์และพระราชธิดา นอกเหนือจากการเตรียมงานพระศพอย่างสมพระเกียรติแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสิ่งของถวายเป็นพระราชกุศลอย่างการหล่อพระพุทธรูปฉลองพระองค์ สร้างถาวรวัตถุ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงหลายแห่งที่ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน อาทิ โรงเรียนสุนันทาลัย อนุสาวรีย์ที่สวนสราญรมย์ อนุสาวรีย์ที่พระราชวังบางปะอิน อนุสาวรีย์ที่น้ำตกพลิ้ว จันทบุรี และพระเจดีย์ที่บางพูด นนทบุรี

เรื่องราวของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ และรัชกาลที่ 5 สร้างความประทับใจแก่ราษฎร โดยเฉพาะเรื่องของความรักและการพลัดพราก ปัจจุบันศาลสมเด็จพระนางเจ้าฯ หลังใหม่ของวัดกู้ได้กลายเป็นศูนย์กลางของพระองค์ ผู้คนที่มาสักการะยังศาลแห่งนี้มักมาด้วยความศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่สามารถดลบันดาลให้สมความปรารถนาตามแต่ต้องการ พร้อมเสียงร่ำลือถึงอาถรรพ์ของดวงพระวิญญาณสตรีสูงศักดิ์ หรือ เด็กทารก โดยมักจะมีผู้นำดอกกุหลาบสีชมพูไปถวาย เพราะเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในความรัก

ประวัติ "วัดกู้"

วัดกู้ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบางพูด ในซอยปากเกร็ด 3 บริเวณริมน้ำหน้าวัดเป็นจุดที่เรือพระที่นั่งของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระมเหสีในรัชกาลที่ 5 ประสบอุบัติเหตุเรือล่มสิ้นพระชนม์ วัดนี้สร้างในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นศิลปะแบบมอญ

ภายในโบสถ์หลังเก่ามีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบมอญ เป็นภาพเขียนสีน้ำมันเรื่องราวพุทธประวัติ วิหารประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ ด้านข้างวิหารเป็นที่เก็บเรือพระที่นั่งของพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ที่อับปางซึ่งชาวบ้านได้กู้ขึ้นมา มีพระตำหนักที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์ และเมื่อคราวเรือล่มได้อัญเชิญพระศพมาไว้ที่วัดนี้ชั่วคราว มีศาลพระนางเรือล่มซึ่งจำลองแบบจากศาลาจตุรมุขของพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ที่พระราชวังบางปะอิน

อย่างไรก็ตาม วัดกู้ นนทบุรี ที่มีการกล่าวขานว่า เป็นสถานที่กู้เรือพระศพและเรือพระที่นั่ง ซึ่งทางวัดได้จัดแสดงเรือโบราณลำหนึ่งในศาลเป็นหลักฐาน (ปัจจุบันศาลหลังนี้ได้ถูกรื้อและบูรณะเป็นศาลหลังใหม่เรียบร้อยแล้ว) ขณะเดียวกันผู้รู้ในท้องถิ่น คุณพิศาล บุญผูก ได้ให้ข้อมูลว่า

แท้จริงแล้วสถานที่เกิดเหตุอยู่ที่หน้าวัดเกาะพญาเจ่ง หรือวัดเกาะบางพูด เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ทรงระฆังภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสี่ทิศ ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง เพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เจ้าฟ้าในพระครรภ์ และพระพี่เลี้ยงแก้ว

อีกทั้ง คำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่สืบต่อมาและบันทึกพระราชกิจรายวันในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังระบุว่า เรือพระที่นั่งล่มลงบริเวณหน้าวัดเกาะพญาเจ่ง มีการอัญเชิญพระบรมศพและพลิกเรือให้หงายขึ้นในบริเวณนั้น รัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์เป็นพระราชอนุสาวรีย์ขึ้นยังตำแหน่งที่เกิดเหตุ มิได้กู้เรือขึ้นไว้บนฝั่งแต่อย่างใด เพราะทำเลวัดอยู่ห่างชายฝั่งมาก ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

แต่จากเอกสาร ข้อเขียน และป้ายแสดงพระประวัติของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ที่ปรากฏอยู่ในวัดกู้หลายแห่ง จึงทำให้มีแนวโน้มว่า มีการกู้ซากเรือขึ้นไว้บนบก รวมทั้งอัญเชิญพระศพขึ้นที่หน้าวัดกู้ แต่หากพิจารณาจากจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันแล้วจะพบว่า เรือพระประเทียบแค่เกยทรายจมลง สามารถกู้และนำกลับพระนครที่แห่งนั้นได้ทันที โดยไม่ต้องปล่อยให้เรือพระประเทียบล่องไปทางวัดกู้ที่อยู่เหนือขึ้นไป

________________________

The Life of “The Drowned Queen”: Tragedy, Devotion, and the Making of a Sacred Legend

The passing of “Somdet Phra Nang Ruea Lom” (สมเด็จพระนางเรือล่ม) – formally Queen Sunanda Kumariratana (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์), the Akkhara Mahaesi (อัครมเหสี, Principal Consort) of King Chulalongkorn (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama V) – remains one of the most poignant tragedies in Siamese history.
On 31 May 1880 (พ.ศ. 2423), Her Majesty and her daughter, Princess Kannabhorn Bejaratana (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์), perished when their royal barge capsized in the Chao Phraya River at Bang Phut (บางพูด), Pak Kret, Nonthaburi, while travelling to Bang Pa-In Palace (พระราชวังบางปะอิน).

Early Life of “The Drowned Queen”

Queen Sunanda Kumariratana (สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์) was the 50th daughter of
King Mongkut (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, Rama IV).
Her mother was Somdet Phra Piyamavadi Sri Bajarindra Mata (สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา), born Chao Chom Manda Piam (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม).

She was born on Saturday, 10 November 1860 (พ.ศ. 2403) in the Grand Palace.

At the age of 17, she was offered as consort to King Chulalongkorn and, owing to her celebrated beauty, intelligence, and gentle composure, was elevated to the rank of Akkhara Mahaesi (อัครมเหสี) – the principal queen consort, deeply loved and favoured above all others.

At 19, she gave birth to her first child, Princess Kannabhorn Bejaratana (เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์).
At the time of the river journey to Bang Pa-In in 1880, the Queen was five months pregnant with her second child.

The Tragic Day on the Chao Phraya River

Contemporary accounts recount that the Queen’s barge capsized when the vessel of Queen Sri Bajarindra (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, later Queen Sri Bajarindra, the Queen Mother) overtook it.
Compounding the disaster, the helmsman of the Queen’s barge was reportedly intoxicated, losing control and causing the craft to overturn.

Although the Queen could swim, she remained with her daughter, unwilling to abandon the Princess.
Both drowned beneath the overturned hull—along with their attendants—making four deaths in total.

A second, devastating reason for the tragedy was the long-standing Palace Law of Ayutthaya (กฎมณเฑียรบาล), which strictly forbade commoners from touching the body of a royal consort on pain of execution.
Thus, bystanders were paralysed with fear; no one dared to rescue Her Majesty or the Princess.

The Queen’s Final Dream

On the night before their departure, Queen Sunanda dreamt that:

She and her daughter were crossing a bridge when the Princess slipped into the water. The Queen grasped her hand, but it slipped away; reaching for her again, Her Majesty herself fell into the water. The dream troubled her deeply, yet she proceeded with the journey out of royal duty.

The premonition proved heartbreakingly true.

King Rama V’s Monumental Grief and Memorial Works

The sorrow of King Chulalongkorn was profound.
To honour the Queen and Princess, he arranged funerary rites of the highest dignity and commissioned multiple memorial projects, many of which still stand today:

  • Sunandalai School (โรงเรียนสุนันทาลัย)

  • Monument at Saranrom Park (สวนสราญรมย์)

  • Monuments at Bang Pa-In Palace (พระราชวังบางปะอิน)

  • Monument at Phlio Waterfall, Chanthaburi (น้ำตกพลิ้ว)

  • The commemorative chedi at Bang Phut, Nonthaburi

Their tale of love, loss, and eternal devotion profoundly moved the Siamese public, shaping the Queen’s memory into both historical legacy and sacred legend.

Today, the newly rebuilt Shrine of Queen Sunanda (ศาลสมเด็จพระนางเจ้าฯ) at Wat Ku (วัดกู้) serves as a focal point of veneration.
Visitors commonly bring pink roses, believed to grant blessings in love, a tradition tied to the Queen’s enduring aura of purity and grace.

History of Wat Ku (วัดกู้)

Wat Ku, located along the Chao Phraya River at Bang Phut in Pak Kret, is traditionally cited as the place where the Queen’s royal barge was retrieved after the accident.
The temple, founded during the Thonburi period (สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี), is built in the Mon style.

Key features include:

  • a Mon-style ordination hall with historic mural paintings,

  • a reclining Buddha in the old vihāra,

  • and, formerly, the hull of the royal barge believed by locals to be Queen Sunanda’s—displayed until its recent reconstruction into a new shrine.

A pavilion modelled after the four-gable sala of Aisawan Thiphya-Asana Pavilion (พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์) at Bang Pa-In once served as a memorial structure.

Debates About the True Location of the Accident

Local historian Pisan Boonphook (พิศาล บุญผูก) offers an alternative view:

The actual site of the capsizing was Wat Ko Phaya Jeng (วัดเกาะพญาเจ่ง), not Wat Ku.
King Chulalongkorn ordered the construction of a chedi there—a bell-shaped stupa housing a Buddha image facing the four directions—in dedication to the Queen, Princess Kannabhorn Bejaratana, the unborn royal child, and the royal nurse Kaew.

Accounts from eyewitnesses and entries from the Royal Daily Chronicle (จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน) during the reign of King Rama V affirm that the barge overturned in front of Wat Ko Phaya Jeng, where the royal remains were first brought ashore and the vessel righted.

The King then commanded the building of a commemorative stupa at the precise location of the tragedy, indicating that the boat was recovered there, without drifting upstream toward Wat Ku.

Nevertheless, due to inscriptions, signage, and long-held narratives displayed within Wat Ku, many still believe the salvage occurred at that temple.
However, the formal chronicles record that the barge merely ran aground and sank in shallow waters, enabling recovery directly at the scene.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ https://www.sanook.com/news/9114614/

อ่านเพิ่มเติมพร้อมทั้งบทความภาษาอังกฤษได้ที่ : https://www.aifashionlab.design/history-of-fashion/her-royal-highness-princess-malini-nobhadara-and-the-diamond-bow-shaped-brooch

เรียนเชิญกด Subscribe ได้ที่ลิงก์นี้ครับ เพื่อร่วมติดตามงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ งานวิจัยประวัติศาสตร์แฟชั่น และผลงานอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยี AI ของ AI Fashion Lab, London ซึ่งมุ่งตีความอดีตผ่านมิติใหม่ของการบูรณะภาพ การสร้างสรรค์ภาพ และการเล่าเรื่องด้วยศิลปะเชิงดิจิทัล 🔗 https://www.facebook.com/aifashionlab/subscribe/

#aifashionlab #AI #aiartist #aiart #aifashion #aifashiondesign #aifashionstyling #aifashiondesigner #fashion #fashionhistory #historyoffashion #fashionstyling #fashionphotography #digitalfashion #digitalfashiondesign #digitalcostumedesign #digitaldesign #digitalaiart #ThaiFashionHistory #ThaiFashionAI #thailand #UNESCO 

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดาราฯ และเข็มกลัดเพชร รูปโบ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดาราฯ และเข็มกลัดเพรช รูปโบ

ภาพที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา (๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๘ – ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๗) พระราชธิดาพระองค์ที่ ๕๕ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา เมื่อแรกประสูติทรงมีพระนามว่า “พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ามาลินีนภดารา”

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ประสูติแต่พระอรรคชายาเธอขึ้นเป็นเจ้าฟ้า ดังนั้น พระองค์จึงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา” ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนามาภิไธย สถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา ศิรินิภาพรรณวดี”

สิ่งที่น่าสนใจในภาพนี้คือ เข็มกลัดรูปโบประดับเพชรและอัญมณี ซึ่งผมสร้างสรรค์ให้เป็น “ทับทิม” โดยอิงจากการวิเคราะห์ค่า greyscale ของต้นฉบับขาวดำ เพื่อให้ได้เฉดสีที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับแฟชั่นเครื่องประดับของยุคสมัยนั้น

________________________

ประวัติศาสตร์ “ลายโบ” ในเครื่องประดับยุโรป: จากความหรูหราแบบโรโคโค สู่ความอ่อนหวานแบบวิกตอเรีย

ลวดลาย “โบ” (bow motif) ถือเป็นหนึ่งในแบบเครื่องประดับที่มีความต่อเนื่องยาวนานที่สุดในยุโรป ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และความงามทางศิลปะ โดยสืบย้อนรากได้ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗–๑๘ ในราชสำนักฝรั่งเศส ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความอ่อนหวานและสตรีภาพของสุภาพสตรีชั้นสูงทั่วยุโรป ลวดลายนี้เริ่มปรากฏอย่างชัดเจนในรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และหลุยส์ที่ ๑๕ แต่บุคคลที่ทำให้ “โบ” กลายเป็นแฟชั่นชั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์คือ มาดาม เดอ ปงปาดูร์ (Madame de Pompadour) พระสนมเอกผู้ทรงอิทธิพลของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๕ ผู้ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปินและแฟชั่นระดับสูงของยุโรปยุคโรโคโคอย่างแท้จริง

มาดามเดอปงปาดูร์ทรงนิยมประดับ “โบ” ทั้งในฉลองพระองค์ เครื่องประดับ ทรงผม และงานศิลป์ที่พระนางทรงอุปถัมภ์ ทำให้ลวดลายโบซึ่งมีความโค้งมน พริ้วไหวดังริบบิ้นจริง ๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะฝรั่งเศสยุคนั้น ช่างทองจึงเริ่มสร้างเข็มกลัดและเครื่องประดับรูปโบจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็นต้นแบบสำคัญของเครื่องประดับ “bowknot” ในยุคต่อมา

เข้าสู่ศตวรรษที่ ๑๙ โดยเฉพาะในรัชสมัยพระราชินีวิกตอเรีย ลวดลายโบได้รับการตีความใหม่ในความหมายเชิงอารมณ์—สื่อถึงความรัก ความผูกพัน และความอ่อนหวาน—จนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่สตรีผู้ดีอังกฤษใช้แพร่หลายมากที่สุด

________________________

Belle Époque: ยุคที่ “โบแพลทินัม” กลายเป็นผลงานศิลป์ระดับสูง

ช่วงเวลาที่ทำให้ลายโบกลายเป็นศิลปะชั้นสูงอย่างแท้จริงคือยุค Belle Époque (ค.ศ. 1890–1914) เมื่อช่างอัญมณีแห่งยุโรป—นำโดย Louis Cartier—ค้นพบศักยภาพของแพลทินัม วัสดุที่มีความแข็งแรง เบาบาง และสามารถขึ้นรูปละเอียดระดับเส้นลวดได้ดีกว่าเงินหรือทอง

Louis Cartier เจเนอเรชันที่ ๓ แห่งสำนัก Cartier คือผู้บุกเบิกการนำแพลทินัมมาใช้ในงานจิวเวลรีระดับสูงอย่างเป็นระบบ พระองค์เป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ของเครื่องประดับที่ “โปร่ง เบา และพริ้ว” อย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะเข็มกลัดรูปโบ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือเส้นโค้งแบบ Garland Style ที่ดูเหมือนริบบิ้นผูกจริง ๆ และประดับเพชรเม็ดเล็ก (rose-cut และ old European cut) อย่างละเอียดลออ ผลงานเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างยิ่งทั้งในราชสำนักยุโรปและราชสำนักสยามในรัชกาลที่ ๕–๖

นอกจาก Cartier ยังมีสำนักจิวเวลรีระดับตำนานอีกหลายแห่งที่ร่วมสร้างยุคทองของ “โบแพลทินัม” ได้แก่

  • Boucheron — ผู้เชี่ยวชาญงานโครงสร้างแบบลูกไม้ (lacework) ที่ละเอียดประดุจผ้าปัก

  • Chaumet — ผู้บุกเบิกสไตล์ Neoclassical Ribbon และเส้นโค้งพริ้วแบบ naturalistic

  • Lacloche Frères — ผู้ผลิตเข็มกลัดโบปลายริบบิ้นคู่และด้ามยาว ซึ่งเป็นสไตล์โปรดของสุภาพสตรีชั้นสูง

  • Oscar Massin — ผู้คิดค้นเทคนิคการกระจายประกายเพชร (massin setting) ทำให้โบมีประกายละอองน้ำแข็งทั่วทั้งตัว

นวัตกรรมของช่างอัญมณีเหล่านี้ทำให้ “โบในยุค Belle Époque” แตกต่างจากโบในยุคก่อนหน้าอย่างชัดเจน—จากเดิมที่รูปทรงและแบบ จะมีหนำ้หนักมาก ดูแข็ง และเน้นมวลวัสดุ กลายเป็นโบที่เบาบางราวกับลอยอยู่บนผิวผ้า เส้นโครงแพลทินัมสามารถทำได้บางระดับเส้นลวด และเพชรสามารถเรียงแน่นได้โดยไม่ต้องใช้โครงหนาอีกต่อไป นี่คือสุนทรียภาพที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องประดับยุโรประดับสูงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

________________________

โบกับราชสำนักสยาม

ในราชสำนักสยามช่วงรัชกาลที่ ๕–๖ ลวดลายโบจากยุโรปแพร่เข้ามาพร้อมแฟชั่นตะวันตก สุภาพสตรีชั้นสูงและเจ้านายฝ่ายในมักประดับเข็มกลัดโบร่วมกับฉลองพระองค์แบบยุโรป โดยหลายชิ้นเป็นงานสั่งทำจากยุโรปหรือได้รับอิทธิพลจาก Cartier และ Boucheron โดยตรง แสดงให้เห็นว่าลวดลายนี้ไม่เพียงเป็นแฟชั่นสากล แต่เป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมและสถานะทางสังคมในราชสำนักไทยด้วย

________________________

การสร้างสรรค์เข็มกลัดโบด้วย AI ในภาพของเจ้าฟ้ามาลินีนภดารา

เมื่อพิจารณางานที่ผมสร้างสรรค์ขึ้น—เข็มกลัดโบประดับทับทิมพร้อมปลายริบบิ้นคู่จากเพชรทรงเหลี่ยม—จะเห็นได้ชัดว่ามีรากฐานมาจาก Belle Époque โดยตรง ทั้งในเชิงโครงสร้าง การใช้แพลทินัมเป็นแรงบันดาลใจ การจัดวางอัญมณีแบบยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ และปลายริบบิ้นคู่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier, Lacloche Frères และ Fabergé งานนี้จึงสะท้อนความงามของโบแพลทินัมยุคแรกเริ่มได้อย่างงดงามสมบูรณ์แบบ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ท้าววรจันทร์ และวัฒนธรรม “Monogram” ในราชสำนักสยาม

ท้าววรจันทร์ และวัฒนธรรม “Monogram” ในราชสำนักสยาม

ภาพที่ได้รับสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI ภาพนี้คือ ท้าววรจันทร บรมธรรมิกภักดี นารีวรคณานุรักษา หรือ เจ้าจอมมารดาวาด มีนามเดิมว่า แมว (11 มกราคม พ.ศ. 2384 – 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2483) มีสมญาการแสดงว่า “แมวอิเหนา” เป็นนางละครและพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อถวายตัวรับราชการฝ่ายในตำแหน่งบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนนามเป็น วาด ท้าววรจันทร์ประสูติพระโอรสพระองค์หนึ่งคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ต้นราชสกุลโสณกุล ณ อยุธยา ท่านได้เรียนภาษาอังกฤษกับแอนนา เลียวโนเวนส์ พร้อมกับพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอทั้งหลาย

ในคอลเลกชันนี้ เราจะเห็นจากภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ว่า ไม่เพียงแต่ท่านจะแต่งตัวในสไตล์ปลายยุควิกตอเรีย ซึ่งมักเป็น “เสือลูกไม้คอสูง” แบบช่วงปลายรัชกาลที่ 5 เท่านั้น แต่ยังประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 2 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ และ เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 พร้อมทั้ง เข็มกลัดพระนามย่อของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ที่หาชมได้ยากยิ่งอีกด้วย
เข็มกลัดทองคำชิ้นนี้ เป็นอักษรพระนามย่อ “ส.ผ.” (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) ลงยาแดง–ชมพู ประดับใต้พระมหามงกุฎ หลังเป็นพรรณพฤกษา

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจเป็นพิเศษคือ เข็มกลัดทองคำอักษรพระนามย่อ “ส.ผ.” ชิ้นนี้ เพราะเป็น “การใช้ Monogram” ซึ่งพบได้อย่างแพร่หลายในเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของพระบรมราชินีนาถและพระราชวงศ์ในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัด ผ้า เครื่องประดับ หรือวัตถุต่างๆในราชสำนัก

การแพร่หลายของ Monogram และความเชื่อมโยงกับ Marie Antoinette

การใช้ monogram เพื่อประกาศอัตลักษณ์และสถานะส่วนบุคคลเริ่มแพร่หลายอย่างยิ่งในราชสำนักยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของ พระนาง Marie Antoinette แห่งฝรั่งเศส ซึ่งทรงริเริ่มการใช้อักษรย่อ M และ A สำหรับประดับบนสิ่งของส่วนพระองค์ ตั้งแต่กระดาษ เครื่องเขียน ผ้าเช็ดหน้า กล่องเครื่องประดับ ไปจนถึงเครื่องเรือนในพระราชวังแวร์ซายส์ ทำให้ monogram กลายเป็นแนวคิดของ “personal style branding” ในราชสำนักยุโรปอย่างแท้จริง

Affair of the Diamond Necklace — และบทบาทของ Monogram

คดีอื้อฉาว “Affair of the Diamond Necklace” (คดีสร้อยพระศอเพชร) ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1785 ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ monogram M–A ถูกพูดถึงไปทั่วโลก เรื่องราวเกิดจากความพยายามของ Cardinal de Rohan ร่วมกับ Jeanne de la Motte ที่สร้างเรื่องใส่ร้ายว่าพระนาง Marie Antoinette ทรงต้องการซื้อสร้อยพระศอเพชรขนาดมหึมามูลค่ามหาศาล (2 ล้านฟรัง) จากช่างทองชื่อดัง Böhmer และ Bassenge

แบบของสร้อยเพชรเส้นนี้ ซึ่งประดับเพชรกว่า ๖๐๐ เม็ด ถูกออกแบบด้วยเส้นโค้งและการเรียงเพชรในลายที่คล้ายกับ “M” เชื่อม “A” อันเป็น monogram ของ Marie Antoinette

แม้พระองค์จะไม่เคยเห็นสร้อยนี้ แต่การที่ผู้หลอกลวงใช้ จดหมายปลอมพร้อมอักษรย่อ M–A ประกอบกับแบบสร้อยที่มีลวดลายคล้าย monogram อยู่แล้ว ทำให้คดีนี้ดู “สมจริง” และสร้างความเสียหายต่อพระเกียรติยศอย่างมหาศาล ผลลัพธ์คือ คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เร่งความเสื่อมศรัทธาต่อราชบัลลังก์ฝรั่งเศส และนำไปสู่ความวุ่นวายก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส

ดังนั้น monogram จึงมิใช่เพียงเครื่องหมายประดับสวยงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ที่มีพลังทางการเมือง วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ส่วนพระองค์ ซึ่งแพร่หลายเข้าไปยังราชสำนักต่าง ๆ รวมถึงสยาม และเป็นที่นิยมแพร่หลายในสมัยรัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา

Monogram ในราชสำนักสยาม: สัญลักษณ์ของความงามและพระเกียรติ

ราชสำนักไทยนำวัฒนธรรม monogram มาประยุกต์ในแบบสยาม เช่น


• พระนามย่อ “ส.ผ.”, “จ.ป.ร.”, “ส.ก.” บนเครื่องราชูปโภค
• กระดุมลงยาเป็นพระนามย่อ (ดังที่เห็นในภาพ)
• เข็มกลัดพระฉายาลักษณ์ในกรอบทองลงยา
• เครื่องประดับที่พระราชทานแก่เจ้านายและข้าราชสำนัก

ภาพที่นำเสนอ ทั้งกระดุมลงยาสีน้ำเงิน, ชุดกระดุมทองลายราชวงศ์, เข็มกลัดพระฉายาลักษณ์, และเข็มกลัดทองคำอักษรพระนามย่อ ล้วนเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของการผสมผสาน ศิลปะ Monogram แบบยุโรป กับ รสนิยมอันวิจิตรของราชสำนักไทย

ท้าววรจันทร์จึงเป็นตัวแทนของสตรีในราชสำนักผู้สวมใส่ “ภาษาแห่งอัตลักษณ์” นี้อย่างงดงาม ผ่านทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเข็มกลัดทองคำอักษรพระนามย่อ “ส.ผ.” ที่ได้รับพระราชทาน

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ลำปาง และแฟชั่นยุครัชกาลที่ ๖ ตอนต้น

ลำปาง และแฟชั่นยุคชัลกาลที่ ๖ ตอนต้น

คอลเลกชันภาพที่ได้รับสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คืvโลกทัศน์ของ “สยามเหนือ” หรือ “ล้านนา” โดยเฉพาะลำปาง ในปี พ.ศ. 2456 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังคงมีหลักฐานทางภาพถ่ายอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะด้านแฟชั่นของสตรีชนชั้นสูงในล้านนา แม้ยุคเอ็ดเวิร์เดียนจะสิ้นสุดลงในอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2453 หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แต่ความงามสง่างามแบบเอ็ดเวิร์เดียนยังคงมีอิทธิพลต่อแฟชั่นในช่วงต้นทศวรรษ 1910 และค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านสู่รูปทรงก่อนสงคราม

ในบริบทของสยาม ช่วงเวลานี้ตรงกับ ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ซึ่งเป็นยุคของความผสมผสานทางวัฒนธรรม ความทันสมัยชาตินิยม และการทูตระหว่างประเทศ จากมุมมองด้านประวัติศาสตร์แฟชั่น เราเรียกช่วงนี้ว่า "ยุค Teen Fashion " (1911–1919) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย อาทิ:

  1. โครงสร้างของเสื้อผ้าเริ่มอ่อนนุ่มลง: คอเสื้อสูงแบบเอ็ดเวิร์เดียนเริ่มลดความนิยมลง เปลี่ยนเป็นคอปกเหลี่ยมหรือคอปกกะลาสี แขนเสื้อเป็นแบบสามส่วน หรือมีการซ้อนชั้นด้วยลูกไม้

  2. ทรงผมมีขนาดเล็กลง: แม้ยังนิยมเกล้ามวยสูง แต่กลับดูเล็กลงและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

  3. แนวเอวสูงขึ้น: มักอยู่ใต้หน้าอกตามสไตล์ของนักออกแบบอย่าง Paul Poiret ที่เน้นเส้นสายอ่อนช้อยแบบโรแมนติก

  4. กระโปรงแคบลง: รูปทรงเข้ารูป สวมคู่กับเสื้อแจ็กเก็ตทรงเป๊บลัม เสื้อผ้าลูกไม้ หรือแขนเสื้อแบบกิโมโน

สไตล์ “Lanna Early Teens”: นิยามใหม่แห่งล้านนา

ในการออกแบบโลกของ เอื้อง ผมได้เสนอแนวคิดใหม่ภายใต้ชื่อ “Lanna Early Teens Style” ซึ่งเป็นการตีความเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานระหว่าง เครื่องแต่งกายล้านนาโบราณ กับวิวัฒนาการของแฟชั่นโลกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ขณะที่สตรีชั้นสูงในกรุงเทพฯ เริ่มหันมาสวมเสื้อฝรั่งจับคู่กับโจงกระเบนและลูกไม้แบบตะวันตก สตรีชั้นสูงแห่งล้านนา—โดยเฉพาะผู้ได้รับอิทธิพลจาก เจ้าดารารัศมี—ยังคงนิยมมวยผมแบบญี่ปุ่น (ทรงผมทรงญี่ปุ่น) และสวมเสื้อแบบฝรั่งคู่กับ ผ้าซิ่นตีนจก

ลักษณะสำคัญของ “Lanna Early Teens Style” ได้แก่:

  1. เสื้อผ้าลูกไม้ละเอียด เสื้อคอตั้งแบบเอ็ดเวิร์เดียน ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม มีการจับจีบหรือเสริมเลเยอร์ลูกไม้ที่แขน และแขนยาวแบบสามส่วน

  2. ผ้าซิ่นตีนจกทรงกระบอก ลวดลายแบบดั้งเดิม สีสันเข้าชุดกับเสื้อฝรั่งและเข็มขัดเส้นสูง

  3. ทรงผมเกล้ามวยแบบผมเป็นล่อนอ่อน หรือปล่อยสยายเป็นลอนอ่อนในกลุ่มหญิงสาว เพื่อสะท้อนความเป็นธรรมชาติและอิทธิพลจากโลกตะวันตก

• 4. เครื่องประดับ เช่น ร่มงาช้าง เข็มกลัดคาเมโอ กระเป๋าผ้าปักลาย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

รักแรกของ ร. ๕ ขณะพระชนมพรรษา ๑๔ พรรษา “คุณแพ” ฝันว่ามีงูใหญ่มาคาบกลางตัว

รักแรกของ ร. ๕ ขณะพระชนมายุ ๑๔ “คุณแพ”ฝันว่ามีงูใหญ่มาคาบกลางตัว

เผยแพร่: 26 ก.พ. 2559 10:13   โดย: โรม บุนนาค

ในราวเดือน ๕ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้เสด็จไปประทับที่วังหน้าชั่วคราว และนำละครจากวังหลวงไปแสดงให้ชาววังหน้าได้ชม คืนนั้นจึงเป็นความบันเทิงของทั้งชาววังหลวงและวังหน้าที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เห็นแสงสี นอกจากจะมีงาน

ในงานนี้พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ในวัย ๑๔ พรรษาได้เสด็จไปดูละครด้วย แต่การแสดงบนเวทีไม่ทำให้พระองค์สนพระทัยมากไปกว่าสาวหน้าตาคมขำในวัยไล่เลี่ยกัน ซึ่งนั่งอยู่ใกล้กับคนบอกบทหน้าพลับพลาที่ประทับ

ละครลาโรงไปแล้ว แต่เจ้าฟ้าชายยังคงเฝ้าครุ่นคิดคำนึงถึงสาวน้อยผู้นั้น ซึ่งรู้แต่ว่ามากับพระองค์เจ้าหญิงโสมาวดี พระพี่นางต่างพระมารดา รอจนรุ่งเช้าจึงตรัสถามพระองค์โสมก็ทรงทราบว่า กุลสตรีผู้นั้นเป็นธิดาของพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หลานปู่ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เกิดที่เรือนแพริมคลองสะพานหัน จึงได้ชื่อว่า “แพ” บิดาส่งเข้ามาฝึกกิริยามารยาทในวัง และพักอยู่กับพระองค์โสม เจ้าฟ้าชายจึงขอให้พระพี่นางช่วยหาทางให้ได้ทอดพระเนตรอีกสักครั้ง ซึ่งพระองค์โสมก็รับจะนัดหมายให้

ฝ่ายคุณแพขณะนั้นอยู่ในวัย ๑๓ แม้เธอจะเห็นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทอดพระเนตรมาทางเธอบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่คิดว่าเป้าหมายอยู่ที่ตัว เมื่อกลับไปพักบ้านในคืนนั้นก็เกิดนิมิตประหลาด ฝันว่ามีงูตัวใหญ่หัวเหมือนพระยานาค เกล็ดเหลืองทั้งตัว ตรงมาคาบที่กลางตัวเธอและพาไปทิ้งไว้ตรงหน้าเรือนเก่าที่เคยอยู่ รุ่งเช้าเมื่อไปเรือนพี่สาวคนโตที่เพิ่งแต่งงานจึงเล่าฝันให้ฟังตามซื่อ หลายคนที่ฟังต่างพากันหัวเราะครื้นเครง คุณแพก็ไม่เข้าใจ ฝันของเธอไม่เห็นมีเรื่องขำ แต่ทำไมเขาจึงพากันหัวเราะ

การที่คุณแพเข้าไปอยู่ในวังนั้น สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสืองานศพเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ หรือเด็กหญิงแพคนนั้นไว้ว่า เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ได้เล่าไว้เองที่เจ้าคุณปู่ได้ปรารภกับบิดาของท่านว่า ผู้ใหญ่ในตระกูลเคยถวายลูกหญิงทำราชการฝ่ายในมาทุกชั้นตั้งแต่เจ้าคุณพระอัยยิกานวลในรัชกาลที่ ๑ มาถึงท่านมีลูกสาวคนเดียวก็แต่งงานไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ แล้ว ไม่มีลูกจะถวายตามประเพณีตระกูล จึงขอตัวท่านถวายทำราชการฝ่ายในแทนลูกสักคนหนึ่ง บิดาของท่านไม่ขัดข้อง แต่เรียนเจ้าคุณปู่ว่า ตัวท่านนั้นตั้งแต่เกิดมาก็อยู่แต่ที่บ้าน กิริยามารยาทยังเป็นชาวนอกวัง จะส่งเข้าไปฝากเจ้าจอมมารดาเที่ยง พระสนมเอก ซึ่งชอบพอกันให้ฝึกอบรมก่อน เมื่อกิริยามารยาทเรียบร้อยแล้วจึงค่อยถวายตัว คุณปู่ก็เห็นชอบด้วย แต่ทว่าไม่มีใครบอกเรื่องนี้ให้ท่านทราบ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ และฉลองพระองค์แบบ “เสื้อบะบ๋า”

สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ และฉลองพระองค์แบบ “เสื้อบะบ๋า

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระยศ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานารถ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตอนปลาย ขณะพระชันษา ๑๔ ปี (พ.ศ. ๒๔๑๐) ฉายก่อนเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑

วันพฤหัสบดีที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๘ (นับแบบปัจจุบันเป็น พ.ศ. ๒๔๐๙) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้โสกันต์สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ แล้วผนวชเป็นสามเณร ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๙ โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ถวายเทศนามหาชาติกัณฑ์สักรบรรพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ ตุลาคม

ภายหลังจากการผนวช โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพิธีเลื่อนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็น กรมขุนพินิตประชานารถ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ (นับแบบปัจจุบันเป็น พ.ศ. ๒๔๑๑) โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า

ในบรมฉายาลักษณ์องค์นี้ พระองค์ประดับฉลองพระองค์ด้วย ดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ และทรงฉลองพระองค์แบบ “เสื้อบะบ๋า” หรือเสื้อแบบคอตั้งเล็กน้อย แขนกระบอก อาจจะเป็นไปได้ว่าสยามได้รับอิทธิพลจากเสื้อสมัยใหม่ที่มาจากจีนโพ้นทะเลในแขวงมลายู ปัตตาเวีย หรือชวา

หลักฐานหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพคือหนังสือ อายะติวัฒน์ ของ ก.ศ.ร. กุหลาบ เล่มที่ ๓ พิมพ์เมื่อ ร.ศ. ๑๓๐ ได้กล่าวว่า
“ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานให้ข้าราชการสวมเสื้อผ้าขาวเทศรูปกระบอก (แขนคับ ตัวตึง ชายสั้นเพียงบั้นเอว) เข้าเฝ้าฤดูร้อนฤดูฝน ๘ เดือน”

นับเป็นหลักฐานที่สอดคล้องกับข้อมูลว่าเสื้อรูปแบบ “กระบอก—บะบ๋า” ได้แพร่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทำให้เสื้อดั้งเดิมของไทยปรับรูปแบบไปมาก ดังที่ปรากฏใน พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔–๒๔๑๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ซึ่งระบุว่า

“เวลาวันหนึ่ง ข้าราชการเข้าเฝ้าที่พลับพลาโรงแสงพร้อมกัน ครั้งนั้นยังไม่มีธรรมเนียมที่จะสวมเสื้อเข้าเฝ้า จึงดำรัสว่า ดูคนที่ไม่สวมเสื้อเหมือนเปลือยกาย ร่างกายจะเป็นเกลื้อนกลากก็ดี หรือเหงื่อออกมาก็ดี โสโครกนัก ประเทศอื่น ๆ ที่เป็นประเทศใหญ่เขาก็สวมเสื้อหมดทุกภาษา... ประเทศสยามนี้ก็เป็นประเทศใหญ่รู้ขนบธรรมเนียมมากอยู่แล้ว ไม่ควรจะถือเอาอย่างโบราณที่เป็นชาวป่ามาแต่ก่อน ขอท่านทั้งหลายจงสวมเสื้อเข้ามาในที่เฝ้าจงทุกคน
ตั้งแต่นั้นมาเข้าและขุนนางก็สวมเสื้ออย่างน้อยเข้าเฝ้าทุกคน ครั้นนานมาเห็นว่าเสื้ออย่างน้อยนั้นจะคาดผ้ากราบก็มิได้ จึงยักย้ายทำเป็นเสื้อกระบอกเหมือนเสื้อบ้าบ๋า ก็เป็นธรรมเนียมติดมาจนทุกวันนี้...”

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และฉลองพระองค์แบบ morning coat

รัชกาลที่ ๕ และฉลองพระองค์แบบ morning coat

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และฉลองพระองค์แบบ morning coat

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระบรมฉายาลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุ้ม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี พระราชธิดาพระองค์แรกที่ประสูติแต่ เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ)

พระบรมฉายาลักษณ์นี้น่าจะถ่ายหลัง พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ ไม่นานนัก ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖) ทรงมี พระชนมพรรษาประมาณ ๑๗–๑๘ พรรษา ส่วน กรมขุนสุพรรณภาควดี (ประสูติเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๑) น่าจะมี พระชันษาราว ๒–๓ ปี

__________________

ภาพกลับด้าน: เหตุผลทางแฟชั่นที่ทำให้เรารู้ว่าภาพใดคือด้านที่ถูกต้อง

ภาพต้นฉบับที่พบในเอกสารหลายแห่งมัก “กลับด้าน” อยู่เสมอ ภาพเหล่านั้น กรมขุนสุพรรณภาควดี นั่งทางด้ายซ้ายของภาพ ซึ่งทำให้ผู้ชมทั่วไปเข้าใจผิดว่าเป็นด้านจริง แต่เราสามารถตรวจสอบได้จาก รูปแบบการติดกระดุมของเสื้อสูทแบบปกไขว้ (double-breasted lapel)

ในเสื้อสูทของบุรุษแบบปกไขว้ (double-breasted lapel)

  • ปกซ้าย” จะเป็นด้านที่อยู่ ทับด้านขวา เสมอเมื่อกระดุมติดเรียบร้อย

  • ดังนั้น เวลามองจากมุมของผู้ชมในภาพ ปกด้านขวา (ด้านที่เราเห็น) จะต้องอยู่ “ข้างบน” เสมอ

นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าภาพใดคือมุมที่ถูกต้อง ด้วยความรู้ด้านประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกาย

ดังนั้นภาพนี้ กรมขุนสุพรรณภาควดี ต้องนั่งทางด้านขวาของภาพ

__________________

ฉลองพระองค์: ผสมผสานแฟชั่นวิกตอเรียกับแบบแผนสยาม

ฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในภาพนี้สะท้อนการผสมผสานระหว่าง แฟชั่นบุรุษอังกฤษยุควิกตอเรียตอนกลาง (ค.ศ. 1870s) กับขนบธรรมเนียม การแต่งกายของราชสำนักสยาม

รายละเอียดแฟชั่นบุรุษแบบวิกตอเรียตอนกลาง (Victorian menswear, early 1870s)

พระองค์ทรงฉลองพระองค์แบบ morning coat รุ่นต้นรัชกาล ซึ่งตรงกับช่วงที่ frock coat เริ่มกลายเป็นชุดพิธีการในกลางวัน และเกิดเสื้อชนิดใหม่ที่ดูไม่เป็นทางการกว่า คือ morning coat

ลักษณะสำคัญของ morning coat ยุคต้นทศวรรษ 1870 (“University style”) ได้แก่

  • ชายเสื้อด้านหน้าโค้งตัดเฉียงขึ้นอย่างชัดเจน (cutaway front)

  • ตัวเสื้อค่อนข้างสั้น

  • รูปแบบ double-breasted

  • ปกเสื้อและ lapel กว้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของยุค 1870s

  • แขนเสื้อทรงหลวมแบบ early Victorian sleeve

แฟชั่นแบบผสมผสาม - แม้พระองค์จะทรงฉลองพระองค์แบบยุโรปช่วงบน แต่ยังทรง นุ่งโจงกระเบน และ สวมถุงน่องกับรองพระบาทหนัง ซึ่งสะท้อนรอยต่อสำคัญของแฟชั่นราชสำนักในช่วงที่กำลังรับการแต่งตัวแบบตะวันตกเข้าสู่สยาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และแฟชั่นยุค La Belle Époque

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และแฟชั่นยุค La Belle Époque

ภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ คือ พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งคาดว่าทรงฉายก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๘ (ค.ศ. 1895) ไม่นานนัก—เป็นช่วงเวลา ก่อนการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ

สไตล์การแต่งกายในพระฉายาลักษณ์นี้สะท้อนแฟชั่นยุคแรกของ La Belle Époque ซึ่งยังไม่เข้าสู่ความนิยมของแขนเสื้อทรงหมูแฮม (leg-of-mutton sleeves) อันโดดเด่นในภายหลัง อีกทั้งบนภาพต้นฉบับยังระบุชัดว่าเป็น “Her Majesty Queen of Siam”

ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พระราชโอรสในพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ต่อไป และในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2438 จึงโปรดให้ออกพระนามพระราชชนนีแห่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชนั้นว่า สมเด็จพระนางเจ้า พระอรรคราชเทวี ในฐานะเป็นพระชนนีในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระองค์ใหม่ ซึ่งเป็นพระยศพระอัครมเหสีเช่นเดียวกับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี

บริบททางประวัติศาสตร์และแฟชั่น: La Belle Époque แห่งสยาม

พระฉายาลักษณ์องค์นี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทรงฉาย ในช่วงทศวรรษ 1880s–1890s (พ.. ๒๔๒๓๒๔๒๕) ซึ่งเป็นยุคเดียวกับความรุ่งเรืองของ La Belle Époque ในยุโรป และ The Gilded Age ในสหรัฐอเมริกา—ยุคที่ศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยีต่างเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในขณะเดียวกัน สยามภายใต้รัชกาลที่ ๕ กำลังดำเนินการปฏิรูปบ้านเมืองครั้งใหญ่ ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา การคมนาคม และวัฒนธรรม เพื่อธำรงรักษาเอกราชท่ามกลางกระแสล่าอาณานิคม การเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกในราชสำนักจึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ

อิทธิพลแฟชั่นวิกตอเรียในราชสำนักสยาม

ในยุโรป ยุคนี้เป็นช่วงรุ่งเรืองของชุด bustle gown หรือ “กระโปรงโครงหางกระรอก” ที่ช่วยเสริมสัดส่วนช่วงหลัง พร้อมประดับด้วยผ้าลูกไม้ โบ และเครื่องตกแต่งอันวิจิตรบรรจง แฟชั่นเช่นนี้แพร่เข้ามาสู่ราชสำนักฝ่ายในของสยามผ่านการเสด็จประพาส การรับราชทูต และภาพสิ่งพิมพ์จากยุโรป

เจ้านายฝ่ายในจึงทรงนำ เสื้อเข้ารูปแบบ Victorian bodice มาปรับใช้ โดยตกแต่งด้วยลูกไม้ โบ และระบายบริเวณคอเสื้อและปลายแขน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของแฟชั่นวิกตอเรียตอนปลาย

แฟชั่นผสมผสานแบบสยาม–ตะวันตก

ความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ของแฟชั่นสยามในยุครัชกาลที่ ๕ อยู่ที่การผสมผสานระหว่างตะวันตกและอัตลักษณ์ไทยอย่างลงตัว เสื้อเข้ารูปแบบวิกตอเรียถูกสวมคู่กับ โจงกระเบนผ้ายกไหม ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของชนชั้นสูงในราชสำนัก

รูปแบบดังกล่าวก่อเกิดเป็น แฟชั่นแบบผสมผสาน (hybrid fashion) ที่งดงาม น่าศึกษา และสะท้อนการเปิดรับโลกสมัยใหม่ของสยามในขณะเดียวกันก็ยังรักษารากวัฒนธรรมของตนเองไว้ได้อย่างสง่างาม

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระพันวัสสา ทรงมีพระนามมาก ถึงกับรับสั่งว่า “จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

สมเด็จพระพันวัสสา ทรงมีพระนามมาก ถึงกับรับสั่งว่า “จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเครื่องเต็มยศอย่างขัตติยนารี พร้อมด้วยสายสร้อยและตรามหาจักรี แห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันทรงเกียรติแห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ รวมทั้งสายสะพายและดาราแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์

“สมเด็จพระพันวัสสา” หรือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๕ – ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘) ทรงเป็นเจ้านายผู้มี พระนามมากที่สุดพระองค์หนึ่ง โดยมีพระนามทางการถึง เจ็ด พระนาม และพระนามไม่เป็นทางการอีก สี่ พระนาม รวมเป็น สิบเอ็ดพระนาม จนถึงกับทรงมีรับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันแฝงด้วยความเศร้าสลดว่า
“จนจะจำชื่อตัวเองไม่ได้”

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

ศัพท์ “พระพันวัสสา” ในพระนาม “สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” มีความหมายว่าอย่างไร?

ศัพท์ “พระพันวัสสา” ในพระนาม “สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า” มีความหมายว่าอย่างไร?

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเครื่องเต็มยศอย่างขัตติยนารี พร้อมด้วยสายสร้อยและตรามหาจักรี แห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์

หนึ่งใน “พระภรรยาเจ้า” ผู้เป็นที่รักยิ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า หรือ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระมารดาในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก คำศัพท์ “อัยยิกา” ในพระนาม หลายคนคงทราบว่าหมายถึงย่าหรือยาย แล้วคำว่า “พันวัสสา” ใน “พระพันวัสสา” มีความหมายว่าอย่างไร?

รศ. ดร. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เฉลยว่า ศัพท์ “พระพันวัสสา” และ “พระพันปี” มีความหมายตรงกันว่า อายุพันปี

คำว่า พระพันวัสสา ปรากฏเป็นนามของราชาในวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ส่วน คำให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเอกสารบันทึกเรื่องราวของชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังกรุงอังวะ ที่ราชสำนักราชวงศ์คองบองจดบันทึก ก็ปรากฏ “กษัตริย์” อยุธยาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า “พระพันวรรษา”

ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจสรุปได้ว่า “พระพันวรรษา” ในคำให้การชาวกรุงเก่า จะเป็นพระนามที่ปรากฏในพระสุพรรณบัฎ และพระนามกษัตริย์หลายพระนามในเอกสารดังกล่าวก็ไม่ตรงกับในพระราชพงศาวดารและศิลาจารึก

พอมาถึงหลักฐานสมัยต้นรัตนโกสินทร์ คำว่า “พระพันวรรษา” ไม่ได้ใช้กับกษัตริย์เสียแล้ว แต่มีความหมายถึงตำแหน่ง “พระอัครมเหสี” แทน 

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งชำระขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศว่า “โปรดให้พระพันวรรษาใหญ่ เป็นกรมหลวงอภัยนุชิต โปรดให้พระพันวรรษาน้อยเป็นกรมหลวงพิพิธมนตรี”

ในพระราชพงศาวดารบอกด้วยว่า “พระพันวรรษาพระองค์ใหญ่” เป็นพระมารดาในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ส่วน “พระพันวรรษาองค์น้อย” เป็นพระราชมารดาในพระเจ้าเอกทัศน์ ดังนั้นตำแหน่งที่พระพันวรรษาในพระราชพงศาวดาร ก็น่าจะหมายความถึงที่ตำแหน่งอัครมเหสี

หรือใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เมื่อกล่าวถึงครั้งสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อคราวสวรรคต ก็ระบุว่า “ครั้นมาถึง ณ วันอังคารเดือน 11 ขึ้น 8 ค่ำเวลาเช้า 4 โมง สมเด็จพระพันวัสสาประชวรพระโรคชราเสด็จสวรรคตในวันนั้น”

มาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว โปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ขึ้นเป็น “สมเด็จพระพันวัสสา” มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งเป็นพระราชนัดดาในพระองค์ ได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

รศ. ดร. รุ่งโรจน์ บอกว่า ในสมัยรัชกาลที่ 7 นี้เองที่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการนำคำว่า ‘พระพันวัสสา’ มาประกอบพระนาม”

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ พร้อมทั้งพระเจ้าลูกเธอทั้งสามพระองค์

เจ้าคุณพระประยูรวงศ์กับพระเจ้าลูกเธอทั้งสามพระองค์

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ เจ้าคุณพระประยูรวงศ์กับพระเจ้าลูกเธอทั้งสามพระองค์ ซึ่งมีพระนามที่คล้องจองกัน ได้แก่ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ (กรมขุนสุพรรณภาควดี), พระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ และ พระองค์เจ้าบัณฑรวรรณวโรภาษ ในแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ประมาณพุทธศักราช ๒๔๒๐–๓๐ (ค.ศ. 1880s)

พระรูปจาก ซ้ายไปขวา พระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ, พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ (กรมขุนสุพรรณภาควดี), เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ และ พระองค์เจ้าบัณฑรวรรณวโรภาษ

เราจะเห็นได้ว่า ทุกพระองค์ทรงสไบแพรจีบแบบพับครึ่งให้แคบลง พร้อมกับเสื้อลูกไม้ที่ประดับไปด้วยโบทั้งตัว และนุ่งโจงกระเบน ซึ่งเป็นสไตล์การแต่งตัวที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง หรือสมัย Belle Epoque ก่อนที่จะวิวัฒนาการต่อมาเป็น “แพรสะพาย” และ “แพรปัก” ในช่วงปลายรัชสมัย

สิ่งที่โดดเด่นในพระรูปเหล่านี้คือ เข็มกลัดเพชรและอัญมณีลวดลายพฤกษาและดอกไม้ ที่ประดับอยู่บนผ้าสไบแพรจีบ ซึ่งช่วยขับเน้นความงามให้แก่ทั้งเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายอย่างกลมกลืน สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมอันประณีตละเมียดละไมของแฟชั่นราชสำนักสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ — ยุคแห่งการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบตะวันตกและเอกลักษณ์ของความงามแบบสยามอย่างลงตัว

๑. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี

เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประสูติแต่เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ และเป็นเหลนของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ ๕ พระองค์ประสูติเมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะโรง สัมฤทธิศก จ.ศ. ๑๒๓๐ ตรงกับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเรียกพระองค์ว่า "เจ้าหนู" พระเจ้าน้องทั้งหลายทรงเรียกว่า "พี่หนู" และชาววังเรียกว่า "เสด็จพระองค์ใหญ่"

ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ทรงเป็นที่โปรดปรานและไว้วางพระราชหฤทัยของพระราชบิดาเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงรับสั่งเรียกพระองค์ว่าเป็น “ลูกคู่ทุกข์คู่ยาก” อันเป็นคำที่สะท้อนถึงความผูกพันแน่นแฟ้นระหว่างพระบิดากับพระราชธิดาในช่วงเวลาที่ยากลำบากของการเปลี่ยนแปลงประเทศ พระองค์ทรงเติบโตขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางขนบธรรมเนียมอันเคร่งครัดของฝ่ายใน แต่ก็ได้รับการอบรมให้ทรงมีความรู้ ความเข้าใจในกิจการบ้านเมืองและหน้าที่ของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก

ด้วยความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระราชบิดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ทรงได้รับมอบหมายให้ดูแลพระขนิษฐาที่ยังทรงพระเยาว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงได้รับพระราชทานเกียรติให้เป็นผู้ “สั่งพระขนิษฐาให้เป็นสาว” ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญตามขนบธรรมเนียมฝ่ายในของราชสำนักสยาม การที่สตรีฝ่ายในจะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่วัยสาวได้นั้น ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ผู้ทรงเกียรติในราชสำนักก่อน ซึ่งการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมอบหมายหน้าที่นี้ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี จึงแสดงถึงความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูงสุด

พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ลงเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๗ สิริพระชันษา ๓๖ ปี การพระศพดำเนินไปตามโบราณราชประเพณี โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระภูษานวล เพื่อทรงแสดงออกถึงความอาลัยในพระราชธิดาพระองค์นี้ เช่นครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ก็เคยทรงพระภูษาขาว ในงานพระศพเจ้าฟ้ากรมขุนศรีสุนทรเทพ พระเจ้าลูกเธอที่ทรงรักยิ่ง ถึงกับมีพระราชดำรัสว่า “ลูกคนนี้รักมากต้องนุ่งขาวให้”

๒. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ

ประสูติ วันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ พระราชธิดาพระองค์ที่ ๑๐ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าคุณพระประยูรวงศ์

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเรียกพระองค์ว่า "พี่กลาง"

พระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ณ ตำหนักในสวนสุนันทา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ สิริพระชันษา ๕๗ ปี

พระราชทานเพลิงพระศพ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

๓. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบัณฑรวรรณวโรภาษ

ประสูติ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๘ เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๑๗ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ พระองค์เจ้าบัณฑรวรรณวโรภาษ ชาววังออกพระนามว่า “เสด็จองค์เล็ก”

พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ ขณะพระชันษา ๑๕ ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี

คอลเลกชันภาพที่ได้รับการบูรณะและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ชุดนี้ คือพระรูปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี ในแฟชั่นสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง ประมาณพุทธศักราช ๒๔๒๐ (ค.ศ. 1880)

เราจะเห็นได้ว่า พระองค์ทรงสไบแพรจีบแบบพับครึ่งให้แคบลง พร้อมกับเสื้อลูกไม้ที่ประดับไปด้วยโบทั้งตัว และนุ่งโจงกระเบน ซึ่งเป็นสไตล์การแต่งตัวที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนกลาง หรือสมัย Belle Epoque ก่อนที่จะวิวัฒนาการต่อมาเป็น “แพรสะพาย” และ “แพรปัก” ในช่วงปลายรัชสมัย

สิ่งที่โดดเด่นในพระรูปเหล่านี้คือ เข็มกลัดเพชรและอัญมณีลวดลายพฤกษาและดอกไม้ ที่ประดับอยู่บนผ้าสไบแพรจีบ ซึ่งช่วยขับเน้นความงามให้แก่ทั้งเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายอย่างกลมกลืน สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมอันประณีตละเมียดละไมของแฟชั่นราชสำนักสยามในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ — ยุคแห่งการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบตะวันตกและเอกลักษณ์ของความงามแบบสยามอย่างลงตัว

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประสูติแต่เจ้าคุณพระประยุรวงศ์ และเป็นเหลนของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 5 พระองค์ประสูติเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จ.ศ. 1230 ตรงกับวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสเรียกพระองค์ว่า "เจ้าหนู" พระเจ้าน้องทั้งหลายทรงเรียกว่า "พี่หนู" และชาววังเรียกว่า "เสด็จพระองค์ใหญ่"

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

“วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”

“วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”

25 พฤศจิกายน 2568 ครบรอบ 100 ปี รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ

“วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” หรือที่รู้จักกันว่า “วันวชิราวุธ” และ “วันลูกเสือไทย” ตรงกับวันที่ ๒๕ พฤศจิกายนของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ หรือ “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระองค์

พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญนานัปการ ทั้งด้านการคมนาคม การบริหารราชการแผ่นดิน ศิลปวัฒนธรรม และวรรณคดี อีกทั้งยังทรงเป็นผู้สถาปนากิจการเสือป่าและลูกเสือไทย เพื่ออบรมเยาวชนและประชาชนให้มีความรู้ ความมีระเบียบวินัย ความเสียสละ ความสามัคคี และความพร้อมในการดูแลป้องกันตนเอง ตลอดจนสังคมและชุมชนของตน ภายใต้คติพจน์อันทรงคุณค่าแห่งลูกเสือคือ

“เสียชีพอย่าเสียสัตย์”

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า

AI Fashion Lab

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

แฟชั่นสไตล์อาร์ตเดโคในสมัยต้นรัชกาลที่ ๗ ด้วย Nano Banana Pro (ตอนที่ ๒)

แฟชั่นสไตล์อาร์ตเดโคในสมัยต้นรัชกาลที่ ๗ ด้วย Nano Banana Pro (ตอนที่ ๒)

ศิลปะการแต่งกายสไตล์อาร์ตเดโคในชีวิตประจำวันในสมัยต้นรัชกาลที่ ด้วย Google’s Nano Banana Pro

คอลเลกชันนี้ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อทดสอบศักยภาพของ Google’s Nano Banana Pro ซึ่งเป็นโมเดลล่าสุดของ Google สำหรับการสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้ image prompt จากคอลเลกชันแฟชั่นสตรีและบุรุษยุคอาร์ตเดโคที่ลุพธ์เคยออกแบบไว้แล้วเป็นฐานต้นแบบ ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความคมชัด ความสมจริง และความแม่นยำที่เหนือกว่า Nano Banana รุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทั้งที่รุ่นก่อนก็มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว รุ่น Pro นี้สามารถถ่ายทอดคาแรกเตอร์ได้อย่างครบถ้วน มีความละเอียดสูงจนแทบไม่จำเป็นต้องอัปสเกลเพิ่มเติม อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมวัตถุ (material culture) ของไทยได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ภาพที่สร้างขึ้นมีความถูกต้องตามบริบท และสะท้อนอัตลักษณ์แบบไทยร่วมสมัยได้อย่างงดงาม

นอกจากนี้ Nano Banana Pro ยังสามารถถ่ายทอดองค์ประกอบแบบไทยได้ดียิ่ง—ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย เช่น ทองหยอด ฝอยทอง และขนมชั้นในชุดน้ำชายามบ่าย, การร้อยพวงมาลัย, หรือการจำลองถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง และบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

แฟชั่นที่ปรากฏในคอลเลกชันนี้ถ่ายทอดสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗, พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๗) ผ่านจินตนาการของวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในกรุงเทพฯ โดยผสานเสน่ห์ของแฟชั่นตะวันตกยุคอาร์ตเดโคเข้ากับความละเมียดละไมของวัฒนธรรมไทยร่วมยุคได้อย่างกลมกลืน

ในระดับสากล แฟชั่นอาร์ตเดโคแห่งทศวรรษ 1920—ซึ่งมักเรียกกันว่า Flapper Fashion—โดดเด่นด้วยซิลูเอตที่พลิกจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง เน้นรูปลักษณ์ที่ยาว โปร่ง และคล่องตัว ลดการพึ่งพาคอร์เซ็ต เสื้อผ้าสตรีนิยมแขนกุดหรือแขนสั้น เอวต่ำ ตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิต ผ้าปักดิ้น เลื่อม และลูกปัดที่สะท้อนแสงเป็นประกาย ทรงผมสั้นประดับด้วยคลื่นแบบ Marcel Wave และคาดศีรษะด้วยแถบโลหะ เพชร พลอย หรือขนนก ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยในยุคแจ๊ซ

เมื่อกระแสแฟชั่นนี้แพร่เข้าสู่สยาม การแต่งกายแบบอาร์ตเดโคถูกปรับให้เข้ากับอัตลักษณ์ไทยได้อย่างกลมกลืน เสื้อแขนกุดหรือเสื้อปักเลื่อมตามแบบตะวันตกถูกจับคู่กับผ้าซิ่นทรงกระบอกยาวระดับกลางน่อง สวมคู่กับถุงน่องและรองเท้าส้นสูง เครื่องประดับอย่างสร้อยไข่มุกหรือชายระบายลูกปัดช่วยขับให้ลุคดูโก้หรูและร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังคงความอ่อนช้อยและสำรวมแบบสตรีไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคม

บรรยากาศของคอลเลกชันนี้ถ่ายทอดชีวิตของผู้คนในสยามยุคต้นรัชกาลที่ ๗ ผ่านฉากกิจกรรมกลางวันสุดละเมียดละไม ไม่ว่าจะเป็นการจิบน้ำชายามบ่ายริมเจ้าพระยาที่มีวัดอรุณอยู่เบื้องหลัง การจัดชุดขนมไทยอย่างทองหยอด ฝอยทอง และขนมชั้นวางเคียงกาน้ำชา ไปจนถึงการร้อยพวงมาลัยมะลิท่ามกลางสวนร่มรื่นในเรือนเก่าแบบโคโลเนียล ภาพแต่ละฉากล้วนสะท้อนเสน่ห์แบบไทยร่วมสมัยที่ผสานกลิ่นอายอาร์ตเดโคได้อย่างงดงาม—ตั้งแต่ทรงผมมาร์เซลเวฟ สร้อยไข่มุกยาวหลายชั้น เสื้อแขนกุดปักดิ้น ไปจนถึงผ้าซิ่นที่ขับให้ซิลูเอตแบบฟลัปเปอร์โดดเด่นยิ่งขึ้นในบริบทไทย

ในฉากท้องถนนและย่านการค้า—ซึ่งดัดแปลงจากภาพอ้างอิงของถนนฝั่งพระนคร—โมเดล Nano Banana Pro สามารถจินตนาการอาคารเรือนไม้ชั้นสองแบบสมัยรัชกาลที่ ๖–๗ รถลาก พ่อค้าแม่ค้า และรถยนต์โบราณอย่าง Ford Model T ได้อย่างสมจริง ราวกับเป็นภาพถ่ายจริงจากยุคทศวรรษ 1920 ที่มีชีวิตชีวา ตัวแบบสตรีและบุรุษเดินเล่นสนทนาท่ามกลางสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป—ทั้งวัดและเรือนไม้ทรงไทยประยุกต์—ซึ่งล้วนช่วยสะท้อนความวิจิตรแบบสยามในช่วงกึ่งศตวรรษแห่งความทันสมัย

รายละเอียดของการแต่งกายก็สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง สุภาพสตรีแต่งกายด้วยเสื้อแขนกุดผ้าไหมปักลายดอกไม้ โทนเขียว ลิ้นจี่ กุหลาบ และน้ำเงิน เข้าคู่กับผ้าซิ่นตีนจกยกดิ้นทอง สวมถุงน่องสีงาช้างและรองเท้าคัตชูมีสายแบบ Mary Jane ซึ่งเป็นแฟชั่นร่วมสมัย ขณะที่บุรุษแต่งกายเสื้อราชปะแตนสีขาว โจงกระเบนแพรสีเขียว น้ำเงิน หรือม่วง พร้อมหมวกเฟโดราหรือหมวกโบ๊ทเตอร์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แสดงถึงความประณีตของรสนิยมชนชั้นนำในสยามช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒

องค์ประกอบทั้งหมด เช่นแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านใบเฟิร์นในสวน สนามหญ้าเขียวขจี เงาสะท้อนของแม่น้ำเจ้าพระยา เสียงหัวเราะของหนุ่มสาวระหว่างจิบน้ำชา และฉากเมืองที่มีรถลากกับรถยนต์จอดเคียงกัน ช่วยเติมเต็มจินตนาการ “ความร่วมสมัยแบบไทย” ที่สมบูรณ์ ระหว่างความหรูหราแบบอาร์ตเดโคและความอ่อนช้อยของวิถีชีวิตแบบไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และจี้เพรชชิ้นใหญ่ (ตอนที่ ๒)

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงอุ้มสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ขณะทรงพระเยาว์ ทรงประดับพระองค์ด้วยและจี้เพรชชิ้นใหญ่ ที่ทรงโปรด

บริบททางประวัติศาสตร์และแฟชั่น (La Belle Époque แห่งสยาม)

พระฉายาลักษณ์องค์นี้คาดว่าถ่ายราว ทศวรรษ 1880s (พ.ศ. ๒๔๒๓–๒๔๒๕) ซึ่งตรงกับยุค La Belle Époque ของยุโรป และ The Gilded Age ของสหรัฐอเมริกา—ยุคที่ศิลปะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟู ขณะเดียวกันสยามในรัชกาลที่ ๕ อยู่ท่ามกลางกระบวนการปฏิรูปบ้านเมืองเพื่อรักษาเอกราชในยุคอาณานิคม

อิทธิพลจากแฟชั่นตะวันตกสมัยวิกตอเรีย

ในยุโรป ยุคนี้เป็นช่วงนิยม bustle gown หรือ “กระโปรงโครงหางกระรอก” เสริมด้านหลังและประดับลูกไม้หรูอย่างวิจิตร ความนิยมนี้มีอิทธิพลเข้าสู่ราชสำนักสยาม โดยเจ้านายฝ่ายในนำแรงบันดาลใจจากวิกตอเรียมาตัด เสื้อเข้ารูปแบบ Victorian bodice ตกแต่ง scalloped lace บริเวณคอและปลายแขน แต่ลดระดับการใช้คอร์เซ็ตให้สอดคล้องกับอากาศร้อนชื้นในกรุงเทพฯ

การผสมผสานแฟชั่นตะวันตกกับอัตลักษณ์ไทย

เสื้อเข้ารูปแบบวิกตอเรียถูกจับคู่กับ

  1. โจงกระเบนผ้ายกไหม

  2. สไบแพรอัดกลีบ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสตรีชั้นสูงในราชสำนักช่วงปลายรัชกาลที่ ๔–ต้นรัชกาลที่ ๕

สไบแพรอัดกลีบ ตัดเย็บจากผ้าแพรจีน อัดในรางไม้จนเป็นกลีบพับซ้อนคล้ายพัดจีน ทิ้งชายยาวด้านหลัง และนิยมอบร่ำด้วยกำยานในหีบไม้หรือหีบหนัง เพื่อให้ผ้ามีกลิ่นหอมเมื่อสวมใส่ เครื่องแต่งกายลักษณะนี้จึงเป็น “แฟชั่นผสมผสาน” ระหว่างสยามและยุโรปที่งดงามอย่างยิ่ง

จี้เพรชชิ้นใหญ่: เอกลักษณ์เครื่องประดับของพระองค์

ในพระฉายาลักษณ์องค์นี้ จะเห็นว่า พระองค์ทรงประดับจี้เพรชชิ้นใหญ่ ซึ่งห้อยกับสร้อยพระศอ เป็นเครื่องประดับที่พบสม่ำเสมอในพระฉายาลักษณ์ช่วงต้นรัชกาล สะท้อนว่าเป็นเครื่องประดับที่ทรงโปรดอย่างเด่นชัด

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร องค์ต้นราชสกุลรังสิต

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร องค์ต้นราชสกุลรังสิต

“ให้มาเป็นลูกแม่กลาง”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งทรงอุ้ม ‘พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์’ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร องค์ต้นราชสกุลรังสิต) พระราชโอรสในพระองค์ ที่ประสูติแต่ ‘เจ้าจอมมารดาเนื่อง’ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428 เพื่อไปพระราชทานแก่ ‘สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี’ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) พร้อมมีพระราชดำรัสข้างต้น

เนื่องด้วยหลัง ‘พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์’ ประสูติได้เพียง 12 วัน เจ้าจอมมารดาเนื่องก็ถึงแก่อนิจกรรม ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 จึงทรงพระราชทานพระราชโอรสแก่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี นับแต่นั้นมา พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ก็เปรียบเสมือนดังพระราชโอรสในพระครรโภทรของ ‘สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า’

พระองค์ทรงเลี้ยงดูและทรงรักพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ดังพระราชโอรสของพระองค์เอง ดังเคยมีพระราชหัตถเลขาถึง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในรัชกาลที่ 8 ความตอนหนึ่งว่า "กรมขุนชัยนาทฯ เท่ากับเป็นลูกฉันแท้ๆ ฉันเลี้ยงมาตั้งแต่ 12 วัน หลังจากที่หม่อมราชวงศ์หญิงวายชนม์..."

ครั้งหนึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงถูกกลั่นแกล้งจากรัฐบาลในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถึงขั้นทรงต้องติดคุก ทำให้ สมเด็จศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงโทมนัสยิ่ง ถึงกับมีพระราชดำรัสว่า "ฉันตายแล้ว ฉันจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงท่านได้อย่างไร ท่านอุ้มมาพระราชทานฉันกับพระหัตถ์เองทีเดียว เมื่อ 12 วันแท้ๆ"

และทรงรับสั่งกับ พลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม อินทรโยธิน) ว่า "เขาจะแกล้งฉันให้ตาย... ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ลูกตายไม่ได้น้อยใจช้ำใจเหมือนครั้งนี้เลย เพราะมีเรื่องหักได้ว่าเป็นธรรมดาของโลก ครั้งนี้ทุกข์ที่สุดที่จะทุกข์แล้ว"

สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร มิได้เป็นที่รักเพียงสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเท่านั้น หากทรงเป็นที่เคารพรักของพระราชนัดดาในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าอีกด้วย ดังพระนิพนธ์บางส่วนใน ‘สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ที่ทรงปรารภไว้ในหนังสือเรื่อง ‘ไปเมืองนอกครั้งแรก ร.ศ. ๑๑๘’ ความว่า

"นอกจากนี้ ยังมีความยินดีอันเป็นส่วนตัวซึ่งเกิดจากความรู้สึกภูมิใจว่าข้าพเจ้าเป็นหลานสนิทของพระองค์สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอนู่หัว รัชกาลที่ ๕ และเจ้าจอมมารดาเนื่อง สนิทวงศ์ พระมารดาได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อท่านมีพระชนม์เพียง ๑๒ วัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอุ้มมาพระราชทานแก่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทฯ จึงทรงเป็นโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จย่าข้าพเจ้า พระโอรสพระองค์อื่นของสมเด็จย่านอกจากทูลกระหม่อมพ่อแล้ว ล้วนสิ้นพระชนม์เมื่อยังไม่ถึง ๒๐ พรรษาทุกพระองค์ ท่านจึงเป็นเสมือน "เสด็จลุง" แท้จริงของข้าพเจ้า"

อนึ่ง ‘พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์’ ทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เมืองฮัสเบอรสตัด ประเทศเยอรมนี ใน พ.ศ. 2442 จากนั้นทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก โดยมีพระประสงค์ที่จะศึกษาวิชาแพทย์ แต่ในระยะแรกทรงศึกษาวิชากฎหมาย ตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 5 ต่อมาจึงทรงเปลี่ยนไปศึกษาวิชาการศึกษา และยังทรงเข้าศึกษาวิชาที่เกี่ยวกับการแพทย์บางอย่างเป็นการส่วนพระองค์กับศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นด้วย

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า : กับความทุกข์ในพระราชหฤทัย

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า : กับความทุกข์ในพระราชหฤทัย

ภาพที่ผ่านการบูรณะและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี AI นี้ เป็นพระรูปของ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระรูปต้นฉบับทรงฉาย ในช่วงเวลางานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พ.ศ. 2405–2498) พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าหญิงสว่างวัฒนา ทรงเป็นเจ้านายที่ทรงพระเกียรติยศอย่างยิ่งพระองค์หนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4, พระอัครยาเจ้าในรัชกาลที่ 5, พระราชมารดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์, สมเด็จพระอัยยิกาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง 2 รัชกาล

เรื่องพระพลานามัยก็ทรงมีสุขภาพแข็งแรง และมีพระชนมายุยืนยาวถึง 6 แผ่นดิน หากตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ กลับทรงเผชิญ “การสูญเสีย” พระราชโอรส, พระราชธิดา, พระเจ้าลูกเธอที่ทรงอภิบาล เสมือน “บุตรบุญธรรม” และพระราชนัดดา ทั้งสิ้นถึง 13 พระองค์

การสูญเสียครั้งใหญ่ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ทราบกันแพร่หลายคือ การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร อย่างกะทันหันด้วยพระโรคไข้รากสาดน้อย เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2437 (หรือปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ.2438) ขณะพระชนมายุ 16 พรรษา 

การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นการสูญเสียพระราชโอรสพระองค์สำคัญยิ่งสร้างความสะเทือนพระราชหฤทัย สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงอยู่ในพระอาการเสียพระราชหฤทัยอย่างมากเป็นเวลาหลายเดือนจน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระวิตกว่าจะทรงพระประชวรและสวรรคตตามไปอีกพระองค์

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

งานสังสรรค์ในสวนยามบ่าย – ศิลปะการแต่งกายสไตล์อาร์ตเดโคในสมัยต้นรัชกาลที่ ๗ ด้วย Google’s Nano Banana Pro

งานสังสรรค์ในสวนยามบ่าย – ศิลปะการแต่งกายสไตล์อาร์ตเดโคในรัชสมัยต้นรัชกาลที่ ๗ ด้วย Google’s Nano Banana Pro

คอลเลกชันนี้ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อทดสอบศักยภาพของ Google’s Nano Banana Pro ซึ่งเป็นโมเดลล่าสุดของ Google ในการสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้ image prompt จากคอลเลกชันแฟชั่นสตรีและบุรุษยุคอาร์ตเดโคที่เคยออกแบบไว้แล้วเป็นฐานต้นแบบ ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความคมชัด สมจริง และความแม่นยำที่เหนือกว่า Nano Banana รุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทั้งที่รุ่นก่อนก็มีคุณภาพในระดับสูงอยู่แล้ว รุ่น Pro นี้สามารถสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์ มีความละเอียดสูงจนแทบไม่ต้องนำไปอัปสเกลเพิ่มเติมอีกต่อไป

แฟชั่นที่ปรากฏในคอลเลกชันนี้ถ่ายทอดความหรูหราของสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗, พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๗) ผ่านจินตนาการของงานสังสรรค์ในสวนยามบ่าย ซึ่งผสานเสน่ห์ของแฟชั่นตะวันตกยุคอาร์ตเดโคเข้ากับความละเมียดละไมของวัฒนธรรมไทยในช่วงเวลานั้นอย่างงดงาม

แฟชั่นอาร์ตเดโคแห่งทศวรรษ 1920 ซึ่งมักเรียกกันว่า “แฟชั่นฟลัปเปอร์ (Flapper Fashion)” โดดเด่นด้วยซิลูเอตที่พลิกโฉมไปจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง สรีระถูกเน้นให้ดูยาว โปร่ง และลดการพึ่งพาคอร์เซ็ต เสื้อผ้าสตรีเป็นแบบแขนกุดหรือแขนสั้น เอวต่ำ ตกแต่งด้วยลายเรขาคณิต ผ้าปักดิ้น เลื่อม และลูกปัดวาวระยับ ทรงผมสั้นประดับด้วยคลื่นแบบ “มาร์เซลเวฟ (Marcel Wave)” และคาดศีรษะด้วยแถบโลหะ เพชรพลอย หรือขนนกอันอ่อนช้อย เป็นสัญลักษณ์เด่นของยุคนั้น

เมื่อกระแสแฟชั่นนี้แพร่เข้าสู่สยาม การแต่งกายแบบอาร์ตเดโคถูกปรับให้เข้ากับความเป็นไทยได้อย่างกลมกลืน เสื้อแขนกุดหรือเสื้อปักเลื่อมสไตล์อาร์ตเดโคถูกจับคู่กับผ้าซิ่นทรงกระบอกยาวระดับกลางน่อง สวมร่วมกับถุงน่องและรองเท้าส้นสูง ขณะที่เครื่องประดับอย่างสร้อยไข่มุกหรือชายระบายลูกปัดช่วยให้ลุคดูร่วมสมัย โก้หรู และยังคงกลิ่นอายความอ่อนช้อยแบบสตรีไทยในยุคเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม

บรรยากาศของงานสังสรรค์กลางสวนยามบ่ายนี้นำเสนอการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมไทย เช่น ฉากวัดหรือเรือนไทยที่ตั้งอยู่เบื้องหลัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์สยาม ขณะที่เครื่องเล่นแผ่นเสียง เฟอร์นิเจอร์หวาย และการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นของทศวรรษ 1920 สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัยที่สยามกำลังโอบรับในยุคนั้น ทำให้ภาพรวมเป็นงานเลี้ยงที่สะท้อนทั้งความศิวิไลซ์และความเป็นไทยร่วมยุคได้อย่างงดงาม

ในส่วนของแฟชั่นบุรุษ สุภาพบุรุษในช่วงทศวรรษ 1920 นิยมสวมสูทสามชิ้นพร้อมเสื้อกั๊ก ปกแหลม (peak lapel) และเนกไท ใช้โทนสีอ่อนเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง หมวกโบ๊ตเตอร์ (Boater Hat) ถือเป็นเครื่องแต่งกายสำคัญที่ช่วยสร้างบุคลิกแบบสุภาพชนยุคใหม่ หมวกชนิดนี้มีต้นกำเนิดในอังกฤษและฝรั่งเศสกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ใช้ในการพายเรือและกิจกรรมสันทนาการ ก่อนจะเฟื่องฟูในทศวรรษ 1920 และแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงในสยาม โดยกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามแบบสมัยใหม่ และปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในละครย้อนยุคเพื่อบ่งบอกบรรยากาศแห่งยุคแจ๊ซ

บรรยากาศโดยรวมของคอลเลกชันนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ยามบ่าย สนามหญ้าเขียวขจี คู่หนุ่มสาวเต้นรำอย่างอ่อนหวาน ผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ แลกเปลี่ยนบทสนทนา จิบแชมเปญ และหัวเราะอย่างเป็นกันเอง เสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงช่วยเสริมอารมณ์ให้ภาพของงานเลี้ยงในสวนดูสมจริงและมีชีวิตชีวา ขณะเดียวกันผ้าไหมไทยที่สะท้อนแสงเป็นประกายเฉดทอง เขียว ม่วง และแดง ช่วยเชื่อมยุคอาร์ตเดโคเข้ากับความงามแบบไทยอย่างไร้รอยต่อ

Read More
Lupt Utama Lupt Utama

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และแฟชั่น 1920s

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และแฟชั่น 1920s

พระรูปที่ได้รับการบูรณะด้วยเทคโนโลยี AI ของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เปิดพื้นที่ให้เราได้มองเห็นพัฒนาการของแฟชั่นบุรุษในช่วงทศวรรษ 1920 อย่างชัดเจน ผ่านสายตาของเจ้านายผู้ทรงศึกษาในต่างประเทศ ภาพเหล่านี้สันนิษฐานว่าถ่ายในช่วงรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ตรงกับห้วงเวลาที่พระบรมราชชนกเสด็จพระราชดำเนินระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อทรงศึกษาและรับการรักษาพระอาการประชวร พระองค์เสด็จไปรักษาพระวักกะพิการที่เมืองไฮเดลเบิร์กในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลประสูติ จากนั้นเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์เกียรตินิยมในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ก่อนเสด็จนิวัตกลับสยามในปีถัดมา สภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปมาระหว่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และการเดินเรือไกล ส่งผลให้เครื่องแต่งกายที่ทรงเลือกสวมใส่มีความหลากหลายและสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมของโลกตะวันตกในยุคนั้นอย่างเด่นชัด

ในพระรูปช่วงต้นทศวรรษ 1920 พระบรมราชชนกทรงฉลองพระองค์ด้วย เสื้อปกคอแข็งแบบ butterfly-wing ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแฟชั่นบุรุษยุคนี้ คอเสื้อชนิดนี้ทำจากผ้าลินินแข็งรีดจนตั้ง และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความเป็นระเบียบแบบแผนในยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน พระองค์ทรงฉลองพระองค์ ชุดสูทสามชิ้นแบบ single-breasted ที่มีแนวเสื้อยาว ช่วงไหล่เป็นธรรมชาติ และทรงเส้นเรียวงามตามแบบฉบับบุรุษชั้นสูงในยุคนั้น พร้อมถือ หมวกฟางแบบ boater ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ชีวิตนักศึกษา และกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ของสุภาพบุรุษ ภาพลักษณ์นี้สะท้อนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแฟชั่น ที่ยังคงความประณีตแบบเดิม แต่ก็กำลังเคลื่อนสู่ความผ่อนคลายและทันสมัยมากขึ้น

เมื่อพิจารณาพระรูปในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนยิ่งขึ้น คอเสื้อแบบถอดได้เริ่มเสื่อมความนิยมลง และถูกแทนที่ด้วย ปกคอเสื้อแบบนุ่ม ที่สวมใส่ง่ายคล่องตัวกว่า พระบรมราชชนกทรงเปลี่ยนมาสวม หมวกเฟโดร่า ซึ่งทำจากสักหลาดเนื้อนุ่มและมีปีกโค้งตามรูป ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของสุภาพบุรุษยุคใหม่และเหมาะกับภูมิอากาศหนาวในยุโรปและอเมริกา พระองค์ยังทรงสวม เสื้อคลุมหนาวแบบ greatcoat และ ulster coat แบบมีเข็มขัด ซึ่งเป็นเสื้อโค้ตประจำฤดูหนาวในยุคนั้น ผลิตจากขนสัตว์ทอหนาเพื่อกันลมขณะเดินทาง

แม้รายละเอียดเล็ก ๆ จะเปลี่ยนตามกาลเวลา แต่พระบรมราชชนกยังคงทรงฉลองพระองค์ ชุดสูทสามชิ้น อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของแฟชั่นบุรุษตลอดทศวรรษ 1920 ในช่วงปลายทศวรรษ กางเกงเริ่มมี การพับปลายกางเกง (turn-ups) ตัวเสื้อสั้นลงเล็กน้อย และเนื้อผ้าอย่างขนสัตว์ ฟลานเนล และทวีดได้รับความนิยมมากขึ้น พระพักตร์และพระเกศาที่ทรงจัดอย่างเรียบง่าย ประกอบกับเครื่องประดับอย่างเนคไทและถุงมือหนัง ล้วนสะท้อนความประณีตและกาลเทศะของเจ้านายฝ่ายหน้าผู้กำลังสร้างชีวิตใหม่ในโลกตะวันตกที่กำลังก้าวสู่ความทันสมัย

ในขณะเดียวกัน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็ทรงฉลองพระองค์ตามกระแสแฟชั่นสตรีปลายทศวรรษ 1920 อย่างครบถ้วน ทั้งเสื้อคลุมขนสัตว์ หมวกทรงคลอชประดับโบว์ และถุงมือที่เหมาะกับการเดินทาง เครื่องแต่งกายของพระองค์ช่วยเสริมการตอบรับแฟชั่นตะวันตกของเจ้านายสยามผู้กำลังเปิดโลกทัศน์สู่สากล

โดยสรุป พระรูปชุดนี้ไม่เพียงแค่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญของพัฒนาการแฟชั่นยุค 1920 จากปกคอเสื้อแบบแข็ง หมวกโบ๊ตเตอร์ และเสื้อสูททรงยาวในช่วงต้นทศวรรษ สู่ปกคอเสื้อแบบนุ่ม หมวกฟีดอร่า และเสื้อโค้ตแบบมีเข็มขัดในช่วงปลายทศวรรษ ฉลองพระองค์ของพระบรมราชชนกสะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญจากความเป็นทางการในยุคเอ็ดเวิร์ดเดียนไปสู่ความทันสมัยของศตวรรษที่ ๒๐ และยังเป็นภาพสะท้อนของอัตลักษณ์เจ้านายสยาม ผู้ทรงอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมตะวันตกและความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคนั้นอย่างสง่างาม

Read More